ลุยไฟครั้งที่ ๘ [๑/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๘ [๑/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๘
บรรยากาศในงานศพไม่ได้เศร้าโศกเท่าใดนัก มันก็เหมือนทุก ๆ งานที่ลูกหลานวุ่นวายอยู่กับการดูแลเจ้าภาพและแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน พูดคุยกันตามประสา บางคนไม่ได้เจอกันนานแรมปีก็มีเรื่องให้คุยมากหน่อย
วันงานไม่ค่อยเศร้า เพราะความเศร้าคือวันที่ผู้ตายเหลือเพียงเถ้ากระดูก ยามคิดถึงไม่ได้เจอ ยามอยากฟังเสียงไม่ได้ยิน แล้วก็ตระหนักได้ว่าจะไม่มีคนคนนี้อยู่บนโลกอีกแล้ว
เวลานั้นต่างหากที่ความโศกาจะกัดกินหัวใจของคนที่ยังอยู่...
ทันทีที่เดินเข้าไปในศาลา เมรีก็เจอเข้ากับหญิงวัยกลางคนที่เป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่ของตน เธอยกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างมีมารยาท
“สวัสดีค่ะป้าบัว”
“อ้าว มาแล้วเหรอ” มือที่เหี่ยวย่นไปตามวัยยื่นมาจับมือเรียวเล็กไว้หลวม ๆ “เห็นบูมมันบอกว่าเรากำลังจะถึงแล้วแต่ไม่ต้องออกไปรับ ป้าก็งงว่าแล้วจะมายังไง ยังนึกอยู่เลยว่าหรือเจ้ารัมจะขี่มอไซค์มาจริง ๆ”
สาวเจ้ายิ้มน้อย ๆ “ไม่ใช่ค่ะ พอดีหนูมากับผู้กอง” แล้วผายมือไปทางคนตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างกาย “นี่ผู้กองสามค่ะ เขารู้จักกับบูมเพราะเล่นบาสด้วยกัน ผู้กองคะ นี่ป้าบัวค่ะ แม่ของบูม”
เมรีแนะนำตัวสรัลไปเช่นนั้นเพราะมันคงจะฟังดูเข้าท่าที่สุด หากให้บอกว่าสรัลเป็นเพื่อนของตน หล่อนก็รู้ดีว่าจริง ๆ แล้วเธอกับเขาไม่ใช่เพื่อนกัน หรือจะให้บอกว่าสรัลเป็นคนรู้จัก จ้างให้เธอก็ไม่พูดหรอก
เขาบอกเองว่าไม่รู้จักเธอ เธอก็จะไม่บอกกับใครหน้าไหนทั้งนั้นว่าสรัลเป็นคนรู้จัก
“สวัสดีครับคุณป้า เสียใจเรื่องคุณยายด้วยนะครับ”
หญิงวัยกลางคนระบายยิ้มอย่างใจดี “ขอบใจมากนะผู้กอง เอา ๆ ไปนั่งก่อนเร็ว อีกเดี๋ยวพระก็จะสวดแล้ว แล้วนี่กินข้าวกินปลามายัง”
“ยังเลยจ้ะป้า ก็ว่าจะมาฝากท้องที่นี่นี่แหละ”
“ดีเลย กับข้าวเยอะแยะ ยังไงไปนั่งก่อน”
“นี่จ้ะป้า” เจ้าหล่อนยื่นซองของทุก ๆ คนที่ฝากมาให้แก่ป้าบัว รวมถึงซองของตนเองด้วย “หนู พี่ชลลี่ พี่แก้ว พี่นัน แล้วก็เจ๊พรฝากมาทำบุญค่ะ”
“ไม่เห็นจะต้องลำบากเลย”
เมรีจับซองยัดใส่มือของป้าบัว “ไม่ลำบากเลยจ้ะ งั้นหนูไปนั่งก่อนนะ”
แต่ก่อนที่เมรีจะได้ไปจับจองเก้าอี้ ซองสีขาวก็ถูกยื่นให้หญิงวัยกลางคน เจ้าของซองเพียงแต่ค้อมศีรษะแล้วเดินนำไปนั่งที่เก้าอี้โดยมีสายตาคู่หนึ่งมองตามแผ่นหลังกว้างที่ค่อย ๆ ห่างออกไปเรื่อย ๆ
ป้าบัวเอ่ยเสียงกระซิบกระซาบ “แค่เพื่อนไอ้เจ้าบูมมันจริงเรอะ ไม่ใช่แฟนเราแน่นะ”
หญิงสาวสั่นหน้าพรืด “ไม่ใช่นะป้า เขาแค่รู้ข่าวก็เลยอยากมาด้วยเฉย ๆ”
แต่คู่สนทนากลับยิ้มกรุ้มกริ่ม “เนื้อหอมจริงเชียว เดี๋ยวผู้หมวดเดี๋ยวผู้กอง”
“ไม่ใช่แบบนั้นน่า”
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่มีแขกคนอื่นเดินเข้ามาในงาน ป้าบัวจึงต้องเทความสนใจไปที่แขกคนใหม่ ด้วยเหตุนั้นเรียวขาเสลาจึงก้าวตรงไปท่ามกลางฝูงชนที่ต่างก็มองไปยังผู้กองหนุ่มเป็นตาเดียว
สรัลเป็นคนตัวสูง บุคลิกดี ใบหน้าคมเข้มทั้งยังเป็นสัดส่วนที่พระเจ้าคงจะบรรจงปั้นน่าดู ไม่แปลกเลยสักนิดหากเขาจะเป็นที่ดึงดูดสายตาของคนทั่วไป
ครั้งหนึ่งเธอเองก็ตกหลุมพรางหน้าหล่อ ๆ ของเขาเหมือนกัน
เมรีพาตัวเองไปนั่งข้าง ๆ นายตำรวจหนุ่ม ผู้คนทยอยเข้ามาจับจองที่นั่งจนเต็มศาลา ถือว่าคนมาร่วมไว้อาลัยมากทีเดียว
พระยังไม่สวด เหล่าลูกหลานผู้วายชนม์ก็เดินแจกเครื่องดื่มกันอย่างขยันขันแข็ง และคนที่เดินมาแจกเครื่องดื่มให้เธอกับสรัลก็หาใช่คนอื่นไกล เป็นบวรกิตนั่นเอง
“สวัสดีครับผู้กอง พี่รัม”
หล่อนวาดยิ้มให้ผู้เป็นน้อง ยื่นมือไปรับขวดนมกับคุกกี้มาถือไว้ก่อนส่งให้คนข้าง ๆ แล้วจึงยื่นไปรับอีกชุดสำหรับตัวเอง
บวรกิตเอ่ยเสียงแผ่วเพราะไม่อยากรบกวนแขกท่านอื่น
“แม่บอกว่าพี่รัมมากับผู้กอง ว่าแต่เป็นไงมาไงถึงมาด้วยกันได้ล่ะครับ”
เมรียังไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับสองแม่ลูกข้างบ้านฟัง เพราะทางนี้ก็ง่วนอยู่กับงานศพจึงไม่อยากเอาเรื่องเครียด ๆ ไปทำให้ใครไม่สบายใจ คิดไว้ว่าหากทั้งสองกลับปากน้ำปราณแล้วจะเล่าให้ฟังทีเดียว และมันคงน่าใจหายมาก ๆ ที่จะไม่มีเพื่อนบ้านที่น่ารักแบบนี้อีกแล้ว
“ผู้กองเขารู้ข่าวก็เลยอยากมาร่วมงานน่ะ พี่ก็เลยขอติดรถมาด้วย”
แม้ความจริงจะไม่ใช่แบบนั้นแต่เพื่อความกระชับเธอย่อมมุสาได้
“อ้อ” หลังรับคำแล้วก็หันไปค้อมศีรษะให้ตำรวจหนุ่ม “ขอบคุณมากนะครับผู้กอง”
คล้อยหลังการไปของบวรกิตไม่นานนักพระก็เริ่มสวด แขกเหรื่ออยู่ในความสงบ ต่างก็นั่งพนมมือไปตามประเพณีพึงปฏิบัติ ครั้นพระสวดเสร็จคนอื่น ๆ ก็ทยอยกันเดินทางกลับบ้าน บ้างก็ไปโรงครัวเพื่อหาอะไรรองท้อง
เธอเป็นประเภทหลัง สรัลจึงต้องเป็นไปด้วยโดยปริยาย
โต๊ะของเธอกับสรัลไม่เงียบเหงาเพราะมีบวรกิตและเพื่อน ๆ ของเจ้าตัวมานั่งด้วย และทุกคนล้วนกินข้าว ทายาทแพปลาที่ไม่นิยมกินอาหารงานศพก็ถูกสังคมหล่อหลอม เมรีเป็นฝ่ายตักให้ทั้งยังเอาแต่คะยั้นคะยอให้กิน สุดท้ายก็ต้านไม่ไหว อีกนัยหนึ่งเขาก็เริ่มหิวเพราะมื้อล่าสุดคือมื้อเที่ยง ตอนนี้ปาเข้าไปสองทุ่มกว่าแล้ว
“เออใช่ พรุ่งนี้พี่จีกับหมวดเธียรบอกว่าจะมา”
บวรกิตพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ “อ่า แล้วทำไมไม่มาด้วยกันคืนนี้เลยล่ะ”
“เขาก็อยากมาแหละ แต่เพิ่งกลับจากอบรมที่กรุงเทพฯ เลยมาไม่ทัน”
ประโยคนั้นเรียกสายตาเรียวรีให้หันไปมอง แต่เพียงเสี้ยววินาทีก็ดึงกลับไปที่เดิม ตักข้าวที่รสชาติอร่อยกว่าที่คิดเข้าปากโดยไม่ร่วมบทสนทนากับคนร่วมโต๊ะ แค่รับบทเป็นผู้ฟังที่ดี
ครั้นรับประทานอาหารเสร็จก็ร่ำลาคนอื่น ๆ เพื่อที่จะเดินทางกลับปากน้ำปราณ
ห้องโดยสารขากลับเงียบเหงากว่าขาไปเพราะนอกจากจะไม่มีเสียงเพลง ไร้เสียงการสนทนา เมรียังรู้สึกง่วงจนอยากงีบ แต่จังหวะที่กึ่งหลับกึ่งตื่นเสียงแจ้งเตือนก็แหวกความเงียบมาเข้าหูจนเผลอสะดุ้งตัวเล็กน้อย
เธอว่า “ของหนูเองค่ะ”
หน้าจอสี่เหลี่ยมปรากฏข้อความของจิรายุ
Gee Jirayu: พี่ถึงแล้วนะ
Gee Jirayu: น้องรัมกลับจากกุยหรือยังครับ
Mayree Amornsiri: กลับแล้วค่ะ
Mayree Amornsiri: ตอนนี้อยู่สามร้อยยอดแล้ว อีกเดี๋ยวก็คงถึง
Gee Jirayu ส่งรูป
Mayree Amornsiri: โหหห ซื้อมาเยอะมาก จะกินหมดไหมเนี่ย
Gee Jirayu: ต้องกินให้หมดนะ เพิ่มน้ำหนักกันหน่อย
Mayree Amornsiri: ไม่อยากอ้วนแข่งกับวิเวียนเลยค่ะ
Gee Jirayu: ดีนะที่วิเวียนอ่านหนังสือไม่ออก ไม่งั้นร้องไห้แน่
Mayree Amornsiri: รู้สึกผิดจังเลยค่ะ
Gee Jirayu: งั้นถ้ามาถึงแล้วน้องรัมทักมานะ
Gee Jirayu: เดินทางปลอดภัยครับ
Mayree Amornsiri: โอเคค่ะ
ใบหน้าผุดผาดมีรอยยิ้มผุดพรายขึ้น หล่อนมองออกไปนอกหน้าต่างที่ถูกอนธการกลืนกิน แต่ก็มีแสงสว่างจากไฟทางเป็นระยะ
ความง่วงเหงาหาวนอนหายไปเป็นปลิดทิ้ง ตั้งหน้าตั้งตารอกินขนมที่ผู้หมวดซื้อมาฝากอย่างกับเด็ก ๆ รอของจากผู้ใหญ่ ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ความรู้สึกที่ได้รับของดี ๆ จากคนอื่นก็ยังตื่นเต้นไม่เปลี่ยน
ตอนอยู่บ้านเด็กกำพร้า เด็กทุกคนจะดีใจมากเมื่อมีคนมาเลี้ยงข้าว ขนม และซื้อของเล่นให้ แต่ก็ต้องแบ่ง ๆ กันด้วยมีประชากรหนาแน่น และไม่ได้มีคนนำของมาบริจาคทุกวัน แต่ถ้ารู้ว่าวันไหนจะมีคนใจดีมาที่บ้าน ทุกคนก็ตื่นเต้นและตั้งตารอกันสุดชีวิต
แต่เมื่อออกจากบ้านมาเจอโลกภายนอกก็ต้องดิ้นรนเองทั้งหมด และการที่จิรายุมีน้ำใจซื้อของมาให้มันก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนครั้งยังเป็นเด็ก
โลกนอกบ้านเด็กกำพร้าก็มีเรื่องดี ๆ อีกเยอะเหมือนกัน ทั้งป้าบัว น้องบูม พี่ชลลี่ พี่แก้ว พี่นัน เจ๊พร คุณโสพิศ วิเวียน ป้าร้านผัดไทย พี่สาวร้านปาท่องโก๋ หมวดเธียรแล้วก็พี่จี
เมรีดึงสายตากลับมามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสารถีหนุ่มที่เมื่อคืนก็เป็นธุระเรื่องที่พักให้ตน วันนี้ยังจัดการเรื่องหอและพาไปกุยบุรีอีก
ถ้าอย่างนั้น...สรัลก็ถูกจัดให้อยู่ในเรื่องดี ๆ ของเธอเช่นกัน แต่แค่เรื่องนี้เท่านั้น ส่วนเรื่องเก่า ๆ ขอจำไว้จนวันตาย!
คนถูกแอบมองตวัดสายตามาหา “ทำไม ง่วง?”
“เปล่าค่ะ” หล่อนสั่นหน้าเพื่อปฏิเสธ ก่อนเอ่ยถึงประเด็นที่ค้างคา “แล้วเรื่องค่ามัดจำกับค่าเช่านี่ผู้กองสะดวกคุยวันไหนเหรอคะ”
“ไว้วันอื่น”
“โอเคค่ะ ยังไงถ้าจะคุยก็โทร. มาแล้วกันค่ะ”
ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุมห้องโดยสารอีกครั้งเมื่อไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา รถเคลื่อนตัวไปเรื่อย ๆ กระทั่งสรัลเปิดไฟเลี้ยวทางขวามือเมื่อมาถึงสี่แยกปราณบุรี เพื่อที่จะเข้าไปยังปากน้ำปราณซึ่งอยู่ห่างจากถนนใหญ่สิบกิโลเมตรนิด ๆ
สีแดงจากไฟจราจรเป็นเหตุให้เอสยูวีหยุดอยู่กับที่ แต่สิ่งที่เคลื่อนไหวคือริมฝีปากหยักของชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย
“รัม”
เจ้าของชื่อหันไปเลิกคิ้วใส่พลขับ
“คะ?”
“คุณโกรธอะไรผมหรือเปล่า”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“เค้าทำไรผิดอะเตง”
