ลุยไฟครั้งที่ ๘ [๒/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๘ [๒/๔]
“รัม”
เจ้าของชื่อหันไปเลิกคิ้วใส่พลขับ
“คะ?”
“คุณโกรธอะไรผมหรือเปล่า”
หัวคิ้วสวยขมวดเป็นปม ทำหน้าผากมนเกิดรอยย่นเซ่นความสงสัย
“ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะคะ”
เขาเงียบไปหลายอึดใจ จนไฟสีแดงกลายเป็นสีเขียวและรถเลี้ยวเข้าไปในซอย สุ้มเสียงทุ้มถึงได้ดังออกมาด้วยจังหวะเอื่อยเฉื่อย
“ไม่รู้สิ”
“ไม่รู้แล้วถามได้ไงคะ”
“เพราะอยากรู้” เขาตอบด้วยความสัตย์จริง “บางทีผมอาจจะทำอะไรให้คุณไม่พอใจ”
เธอลองหยั่งเชิง “แล้วผู้กองทำอะไรคะ”
“ก็นั่นสิ ผมอยู่ของผมเฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรไม่ดี เลยไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงได้กระด้างกระเดื่องใส่ผมนัก”
เมรีอ้าปากค้าง ทั้งที่ตอนแรกเหมือนเขาจะสลดและรู้สึกผิด แต่กลับกลายเป็นเธอที่ถูกตำหนิจนหน้าชา
“หนู...หนูไป” สาวเจ้าอึกอัก พูดไม่เป็นประโยค “ไปกระด้างกระเดื่องใส่ผู้กองตอนไหนคะ”
“เมื่อก่อนคุณพยายามชวนผมคุย แต่จู่ ๆ ก็ทำเหมือนผมเป็นอากาศธาตุ ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณเป็นอะไร แต่คุณเองจะชอบใจไหมถ้ามีคนมาทำแบบนี้กับคุณทั้ง ๆ ที่คุณอยู่ของคุณเฉย ๆ แต่กลับต้องมาคิดมากว่าตัวเองทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ทำไมอยู่ ๆ ถึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้ เพราะถ้าถามผม ผมไม่ชอบ”
มือบางกำไว้มั่นจนเส้นเลือดเด่นชัดตัดกับผิวขาวลออ กลีบปากสีระเรื่อเม้มแน่นเป็นเส้นตรง ไร้ความสามารถจะเปิดปากโต้เถียงกับเขา
เกือบนาทีกว่าสรัลจะเอ่ยต่อ “เพราะผมไม่รับเคสจากคุณน่ะรึ”
สาวเจ้าอ้อมแอ้มตอบเสียงแผ่ว “ไม่ใช่ค่ะ”
“แน่ใจ?”
“ค่ะ เพราะผู้กองไม่เอาหนูก็ให้พี่จี จนวันนี้พี่จีก็ยังใช้มันอยู่ แค่นั้นมันก็ได้ทำประโยชน์ในแบบของมันแล้ว อีกอย่างผู้กองบอกเองว่ามีเคสแล้ว ซึ่งหนูเข้าใจ”
ลมหายใจร้อน ๆ ถูกระบายออกหวังทุเลาอุณหภูมิในกาย ทั้งที่ภายในรถก็เย็น เหตุใดเขาถึงร้อนรุ่มดังมีไฟสุมทรวงเช่นนี้
“คุณก็ทำอันใหม่สิ”
คนตัวเล็กสวนทันควัน “ไม่ทำค่ะ”
“เห็นไหม คุณโกรธผมเพราะเรื่องนี้”
เธอยืนกรานที่จะปฏิเสธคำครหา “ไม่ได้โกรธค่ะ”
“ก็เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าโกรธ งั้นก็ทำอันใหม่ จะได้เอามาใช้”
“หนู-ไม่-ทำ”
สาวเจ้าเอ่ยเสียงหนักเพื่อยืนยันเจตจำนงของตน นับตั้งแต่วันที่ถูกปฏิเสธเธอก็ปฏิญาณกับตนเองว่าจะไม่ทำเรื่องที่ ‘อาจจะ’ ถูกปฏิเสธซ้ำสอง
หางตาเรียวรีตวัดมองไปยังร่างแน่งน้อยที่เบาะข้างคนขับ
ยายเด็กแม่งโคตรรั้น!
“งั้นก็ทำขาย ผมซื้อ”
“ไม่ทำค่ะ อยากซื้อก็ไปซื้อที่อื่น”
นายตำรวจดุนลิ้นไปกับกระพุ้งแก้มเพื่อสะกดอารมณ์ที่ถูกยั่วโทสะ เห็นหน้าแบบนี้ก็กวนประสาทใช่เล่น
“ผมถือว่าผมพยายามปรับความเข้าใจกับคุณแล้ว ถ้ามันจะไม่นำพาอะไรเลยงั้นก็ช่างหัวมัน”
ความเงียบคืบคลานเข้ามามีอิทธิพลระหว่างหนุ่มสาวที่ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไรนับจากนั้น ต่างก็นั่งอยู่ในความสงบ จมดิ่งไปกับความคิดที่ตีกันวุ่นวายอยู่ในหัวอย่างหาทางออกไม่ได้
ภายในห้องโดยสารของเอสยูวีคันหรูคล้ายเกิดสงครามประสาทขนาดย่อม เธอไม่พูด เขาไม่พูด ประหนึ่งมีมวลความกดอากาศต่ำลอยอยู่เหนือหัวนำพาความแปรปรวนมาสู่คนทั้งสอง
สุดท้ายเมรีก็โพล่งขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา ทลายความน่าอึดอัดระหว่างทั้งคู่ลง
“หนูไม่ได้โกรธผู้กองเรื่องเคสค่ะ”
“...”
“แต่ยอมรับว่าใจแป้วนิด ๆ เพราะตั้งใจทำให้ แต่ถึงจะรู้สึกแบบนั้นก็เข้าใจค่ะ เลยไม่ได้โกรธอะไร”
เขาว่าเสียงห้วน “ทำใหม่”
“หนูไม่ทำแล้วค่ะ”
คนพี่เว้นช่วงไปหนึ่งจังหวะ “ก็แล้วแต่คุณ”
“ค่ะ”
เขาเงียบ ผ่านไปสักพักเธอจึงพูดต่อ
“จริง ๆ หนูไม่ได้โกรธ หนูแค่...ไม่รู้สิ หนูน่าจะไม่เข้าใจมากกว่ามั้งคะว่าทำไมผู้กองถึงบอกว่าไม่รู้จักกับหนู อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลต่อกัน แต่นั่นมันก็มุมมองของหนู ในมุมของผู้กองก็อาจจะไม่ได้อยากรู้จักกับหนูก็ได้ สุดท้ายนี้หนูไม่ได้โกรธจริง ๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเรื่องเคสหรือเรื่องนี้ หนูแค่ถอยออกมายืนในที่ที่ควรยืน เพราะที่ผ่านมาหนูน่าจะเผลอล้ำเส้นไปพอสมควร”
“ผมพูด?”
“ใช่ค่ะ ผู้กองพูด”
“ที่บอกว่าคุณล้ำเส้น”
หล่อนสั่นหน้า “อันนั้นไม่ได้พูด ผู้กองพูดแค่ว่าไม่รู้จักหนู...ที่ศาลเจ้า หนูได้ยิน”
นายตำรวจนิ่งงันไปชั่วครู่เมื่อเหตุการณ์นั้นผุดขึ้นมา
“อ่า...ใช่ ผมพูด” เขารับคำหน้าตาย “ผมไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ”
“ค่ะ” เมรีกระแทกเสียงใส่ด้วยความลืมตัว ก่อนเบือนหน้าหนีไปมองข้างทางหวังให้ความร้อนที่ปะทุอยู่ในใจสงบลง
เธอคิดว่าตัวเองไม่ได้โกรธ แต่พอเขาฟื้นฝอยหาตะเข็บใจมันก็ร้อนขึ้นมาดื้อ ๆ
“ที่จริงผู้กองไม่ต้องสนใจก็ได้นะคะว่าหนูจะรู้สึกยังไงที่ถูกพูดถึงแบบนั้น เพราะก่อนหน้านี้ผู้กองก็ไม่ได้อยากคุยกับหนู ถามสิบคำจะตอบสักคำ แอดไปก็ไม่รับ แชตหนูก็ไม่เห็นจะอ่าน ชวนไปกินผัดไทยก็ปล่อยให้รอตั้งนาน แต่ก็ไม่ได้โกรธนะคะ ที่พูดเนี่ยไม่ได้ใส่อารมณ์เลยสักนิด หนูรู้ค่ะว่าผู้กองไม่อยากรู้จักหนู แต่ในเมื่อหนูถอยออกมาแล้วมันก็น่าจะดีกับผู้กองไม่ใช่เหรอคะ”
มุมปากหยักยกขึ้นน้อย ๆ แต่ครู่เดียวใบหน้าคมคายก็เรียบสนิทดังเดิม ไม่ทันให้คนช่างจ้อทันสังเกตด้วยซ้ำ...
เจ้าหล่อนเบือนหน้าไปอีกทางแล้วทำปากยื่นอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนเอ่ยเสียงขึ้นจมูกซึ่งทั้งชีวิตนี้ไม่เคยทำมาก่อน เพราะเธอไม่เคยอยู่ในจุดที่จะทำตัวเจ้าอารมณ์ได้เลย
“แล้ววันนั้นที่ทักกันก็ทักแค่วิเวียน แบบนั้นแล้วจะมาสนว่าหนูจะโกรธหรือไม่โกรธทำไมล่ะคะ ก็ไม่ได้อยากคุยกับหนูตั้งแต่แรกนี่”
“ใช่” เขาเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบสนิท “ไม่อยากคุยกับพี่เลี้ยงวิเวียนหรอก อยากคุยกับวิเวียนมากกว่า”
เมรีกำหมัดแน่น ถ้าเธอเป็นนักมวยเธอจะเอารูปหน้าหล่อ ๆ ของสรัลไปแปะที่กระสอบทรายแล้วต่อยให้มือแหกไปข้าง
“ค่ะ!”
แล้วเบือนหน้าหนีคนพูดจาไม่เข้าหู ก่อนทำปากขมุบขมิบพร้อมเอ่ยเสียงอู้อี้ในลำคอจนคนข้าง ๆ จับใจความไม่ได้
“วิเวียนไม่คุยด้วยหรอก หมามันรู้ว่าใครคบได้ ใครคบไม่ได้”
สรัลไม่ตอบโต้บทสนทนา ปล่อยให้คนตัวเล็กบ่นกระปอดกระแปดไปตามประสา แม้จะรู้ว่าน่าจะกำลังค่อนขอดเขาอยู่ก็ตาม
แต่ช่างเถอะ หมาเห่าไม่กัด
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่มีสายโทร. เข้าจากจิรายุดังขึ้นพอดี เมรีจึงหยุดบริภาษเจ้าของรถ
เธอว่า “ขอรับสายนะคะ”
เขาเพียงโคลงศีรษะเป็นการอนุญาต
นิ้วเรียวแตะหน้าจอเพื่อรับสายผู้หมวด ก่อนยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูแล้วกรอกเสียงใส ๆ ลงไป ต่างกับเสียงที่ใช้คุยกับเขาพอประมาณ
“สวัสดีค่ะพี่จี”
(หวัดดีครับน้องรัม พี่เห็นว่ารัมยังไม่ทักมาสักทีเลยโทร. มาถามน่ะว่าถึงหรือยัง ถ้าใกล้ถึงแล้วพี่จะได้ออกไปเลย)
“ใกล้ถึงแล้วค่ะ พี่มารอหนูที่หน้าหอแล้วกัน หออยู่ตรง-”
สารถีตบไฟเลี้ยวทั้งที่ยังไม่ถึงที่หมาย เธอหันไปมองเขาอย่างตั้งคำถามก่อนดึงสายตาไปเบื้องหน้า พบว่าเป็นร้านสะดวกซื้อ
(ตรงไหนครับ)
สิ้นคำถามจากปลายสาย กระแสเสียงทุ้มต่ำก็สอดขึ้นกลางปล้อง
“ผมอยากได้น้ำเปล่าเย็น ๆ สักขวด”
เธอรับฟังแต่ยังคงนิ่ง เขาก็ไม่ยอมลงจากรถเพื่อไปซื้อของที่ตนเองต้องการ หนำซ้ำยังเอนตัวพิงไปกับเบาะแล้วเคาะนิ้วไปกับพวงมาลัยเป็นจังหวะช้า ๆ
จนสุดท้ายหล่อนก็ทนกับสงครามประสาทไม่ไหว เปิดประตูลงจากรถเพื่อไปซื้อน้ำเปล่าให้คุณชายบ้านรวย ที่แม้แต่หิวน้ำก็ยังหากินเองไม่เป็น
ด้านจิรายุนั้นนิ่งงันไปตั้งแต่ได้ยินเสียงบุคคลที่สามแทรกเข้ามาในสาย
ไม่ผิดแน่...ผู้กองสรัล!
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“คิดจะสู้กับผู้กองมันยังเร็วไปสิบปีนะผู้หมวด”
