ลุยไฟครั้งที่ ๘ [๓/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๘ [๓/๔]
เอสยูวีสัญชาติญี่ปุ่นจอดลงที่หน้าหอพัก พื้นที่โดยรอบอยู่ในความสงบเพราะต่างก็พากันเข้านอนเรียบร้อยแล้ว ท้องถนนไร้รถสัญจรไปมา จะมีก็แต่กระบะสี่ประตูที่จอดอยู่เบื้องหน้า
ทันทีที่เห็นรถคันคุ้นตาแล่นมาจอด ประตูฝั่งคนขับก็เปิดออกพร้อมร่างสูงโปร่งของหนุ่มรุ่นน้องในทีมที่สืบเท้ามาหยุดยังฝั่งข้างคนขับ
มือหนายื่นไปเปิดประตูให้เสร็จสรรพด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“สวัสดีค่ะพี่จี”
“หวัดดีครับ เชิญครับน้องรัม”
โดยไม่ลืมหันไปมองเจ้าของรถแล้วโค้งศีรษะให้ตามมารยาท
“สวัสดีครับผู้กอง”
สรัลพยักหน้าให้คู่สนทนา ก่อนเอ่ยเสียงเอื่อยคล้ายจะไร้อารมณ์
“อบรมเป็นไงบ้าง”
“ก็ดีครับ ไม่ทำให้สภ.เราขายขี้หน้าแน่นอน”
ขณะนั้นเองร่างบอบบางก็ลงจากรถไปยืนข้าง ๆ จิรายุ
มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย แล้วจึงแกล้งเย้าเพื่อนร่วมงาน “คนขยันอยู่ที่ไหนก็เหนื่อยนะจี ทำได้ดีแบบนี้คงเป็นตัวแทนสภ.ไปอบรมบ่อย ๆ”
“บ่อยเกินก็ไม่ไหวนะครับ คงต้องขอรบกวนผู้กองบอกคุณลุงว่าอย่าเขี้ยวกับสภ.เรานักเลย ถ้าหลานขอ ผู้การคงไม่ใจร้ายมั้งครับ”
หลานชายแท้ ๆ ของผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตีสีหน้าเรียบสนิท
“ผมไม่ชอบใช้เส้นสายซะด้วยสิ”
“ว้า...แบบนั้นก็แย่เลยนะครับ”
ก่อนที่เสียงใสจะโพล่งขึ้นเพื่อขัดจังหวะบทสนทนาของสองหนุ่ม
“งั้นหนูลาตรงนี้เลยนะคะผู้กอง”
เจ้าตัวชำเลืองมองสาวร่างแบบบางในชุดสีดำ ก่อนพยักพเยิดหน้าอย่างขอไปที
จิรายุค้อมหัวให้นายตำรวจที่ยศสูงกว่าตน “ลาครับผู้กอง”
คล้อยหลังการไปของสรัล หนุ่มสาวทั้งสองชีวิตก็เดินไปหยุดใกล้ ๆ กับกระบะสี่ประตูคันโก้ของผู้หมวด
“ไปไงมาไงถึงได้ไปกุยกับผู้กองได้ล่ะ”
“เขาก็พอจะรู้ข่าวน่ะค่ะเลยอยากไปฟังสวดสักคืน”
คู่สนทนาพยักหน้ารับก่อนบุ้ยหน้าไปทางอาคารห้าชั้น “แล้วนี่ล่ะ เกิดอะไรขึ้นรึ”
เมรีถอนหายใจยาวเหยียดอย่างคนหนักอก ก่อนเปิดปากเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้จิรายุฟังพอสังเขป อีกฝ่ายมีท่าทีร้อนใจอย่างปิดไม่มิด
“รัมไม่เป็นอะไรนะ”
“หนูไม่เป็นอะไรค่ะ มันงัดเข้ามาตอนหนูไม่อยู่บ้านน่ะก็เลยรอดตัวไป แต่เพราะมันไม่ปลอดภัยแล้วก็เลยต้องย้ายมาอยู่ที่นี่”
“พี่ก็รู้สึกว่าที่นั่นมันเปลี่ยวพอสมควร มาอยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกัน ส่วนเรื่องคดีไม่ต้องเป็นห่วงนะ พี่จะช่วยตามให้อีกแรง”
“ขอบคุณนะคะ ได้ยินอย่างนี้แล้วสบายใจขึ้นเยอะเลยค่ะ”
แต่จิรายุยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียด “แล้วทำไมเราไม่บอกพี่”
“ไม่อยากให้คิดมากน่ะค่ะ อีกอย่างทางนี้ก็พอจะจัดการเองได้”
“แต่ต่อไปนี้มีอะไรต้องบอกพี่นะ”
สาวเจ้ายิ้มแป้น “โอเคค่ะ”
ชายหนุ่มจึงยิ้มออก ก่อนหมุนตัวไปเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับแล้วส่งถุงขนมถุงเบ้อเริ่มให้เมรี ที่ก็ทำตาโตด้วยความดีใจระคนตื่นเต้น
“ถุงใหญ่มากกกกก” หล่อนลากเสียงยาว “แต่หนูสัญญาว่าจะกินให้หมดเลยค่ะ”
จิรายุสลัดเรื่องขุ่นข้องหมองใจที่เกิดจาก ‘ไอ้ผู้กอง’ ทิ้งเสีย แล้วส่งยิ้มละมุนละม่อมให้หญิงสาวเจ้าของดวงหน้าสะคราญ
“ไว้พี่จะซื้อให้อีกนะ”
“เกรงใจจังเลยค่ะ”
เขาทำทีเป็นหรี่ตาแคบ “หืม เกรงใจแต่ยิ้มหน้าบานแบบนี้เป็นใครก็ต้องอยากซื้อให้กินอีกไหมนะ”
เมรีหัวเราะคิกคัก “เอาเป็นว่าหนูขอรับน้ำใจนะคะ”
“ครับ พี่ก็เต็มใจให้” แล้วพยักพเยิดหน้าไปทางอพาร์ตเมนต์ที่ดูจะปลอดภัยขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับบ้านเช่าที่อยู่สุดซอย “เข้าหอได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า”
“ค่ะ ขอบคุณสำหรับของฝากนะคะ ขับรถดี ๆ ค่ะ แล้วก็คืนนี้ขอให้ฝันดีน้าพี่จี”
“เช่นกันครับน้องรัม”
พระอาทิตย์ยังไม่ทันได้โผล่พ้นขอบฟ้า ร่างระหงที่นอนอยู่บนเตียงนุ่ม ๆ ขนาดห้าฟุตครึ่งก็รู้สึกตัวก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่ง คว้าโทรศัพท์มาเปิดดูเวลาก็พบว่าตนตื่นก่อนนาฬิกาปลุกประมาณห้านาที
เมรีไม่นอนต่อ เลือกที่จะเข้าห้องน้ำเพื่อไปจัดการธุระส่วนตัว สิบนาทีให้หลังหล่อนก็อยู่ในชุดพร้อมวิ่ง ทว่ามือที่เอื้อมไปหวังหยิบถุงเท้าเป็นอันชะงักค้างกลางอากาศ
มอเตอร์ไซค์ยังจอดอยู่ที่โรงพัก แล้วเธอจะไปรับวิเวียนไปวิ่งที่หาดได้อย่างไร
มือบางถูกยกมานวดคลึงขมับอย่างคิดไม่ตก เธอไม่อยากจะโทษปี่โทษกลองไปเรื่อย แต่เรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหาถ้าสรัลพาเธอไปส่งที่โรงพัก ป่านนี้เธอคงมีมอเตอร์ไซค์ขี่ไปไหนมาไหนอย่างสะดวก
และคนที่เธอหวังพึ่งพาอาศัยก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เป็นจิรายุ
หล่อนตั้งท่าจะกดโทร. ออกหาผู้หมวดที่ใจถึงพึ่งได้ แต่ยังไม่ทันจะทำอย่างใจคิดก็มีเบอร์แปลกโทร. เข้ามาเสียก่อน
นิ้วเรียวแตะหน้าจอเบา ๆ เพื่อรับสาย ก่อนยกโทรศัพท์มาแนบหู
“สวัสดีค่ะ”
ปลายสายยังคงเงียบ แต่ก็ได้ยินเสียงกุกกักเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน
“ฮัลโหล ใครคะ”
(บอกพี่เลี้ยงแกไปสิว่าแกขึ้นรถมาแล้ว)
เธอรู้ได้ทันทีว่าเสียงนั้นเป็นของใคร โดยที่ปลายสายไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวให้เสียเวลาเลยแม้แต่น้อย
(บอกด้วยว่าให้ลงมารอหน้าหอ พวกเรากำลังจะไปรับ)
เมรีกลั้นยิ้มเพราะนึกขบขันกับการกระทำของทายาทแพวรางกูร
“พี่รัมรู้แล้วจ้ะวิเวียน ฝากวิเวียนบอกอาสามด้วยว่าวิ่งเสร็จช่วยกรุณาพาพี่รัมไปเอารถที่โรงพักหน่อยนะ”
สรัลกลอกกลิ้งตาดำไปมาอย่างระอากับสรรพนามที่เมรีมักใช้เรียกขานกัน เขาเพิ่งสามสิบเอ็ด ไม่เฉียดคำว่าแก่สักนิด แต่คำก็อา สองคำก็อา ได้ยินแล้วไม่อยากจะเสวนาด้วยเลย
ให้หลังไม่ถึงสิบนาทีรถมอเตอร์ไซค์ใหม่เอี่ยมที่มีสารถีเป็นชายร่างกำยำ และมีผู้โดยสารเป็นหมาแดงตัวใหญ่ที่นั่งโต้ลมอยู่บริเวณที่พักเท้าก็มาถึงหน้าอพาร์ตเมนต์ห้าชั้น
นัยน์ตาสุกใสสะท้อนภาพทั้งสองชีวิตด้วยความงุนงง ถึงกระนั้นขาเรียวก็ก้าวไปยังรถคันดังกล่าว
“สวัสดีค่ะผู้กอง” ก่อนหันไปส่งยิ้มทักทายสัตว์หน้าขน “หวัดดีจ้ะวิเวียน”
หมวกกันน็อกสีสันสดใสต่างจากของเจ้าตัวถูกยื่นมาให้สาวร่างบาง
เธอรับมันมาถือไว้แล้วสวมลงไปลวก ๆ ปากก็ขยับเพื่อเปล่งวาจา “ทำไมถึงขี่มอไซค์มาเหรอคะ”
“คนมาที่แพเยอะแล้วจอดรถขวางทาง เอารถออกลำบาก”
คนฟังโคลงหัวเนิบนาบเพื่อสื่อว่ารับรู้ หลังสวมหมวกกันน็อกเสร็จเป็นที่เรียบร้อยก็พาตัวเองไปนั่งคร่อมบนเบาะรถ แต่สรัลยังไม่เคลื่อนตัวออกไปในทันทีเพราะเอื้อมมือมาจับข้อมือบางให้ไปวางไว้แถว ๆ เอวสอบ
จับข้างซ้ายเสร็จแล้วก็ย้ายมาจับข้างขวา ไหนยังว่าเสียงดุ
“ไม่จับไว้เดี๋ยวก็หล่นหรอก เจ็บตัวขึ้นมาก็โทษผมอีก”
“คนทั้งคนมันไม่ได้หล่นง่ายขนาดนั้นสักหน่อยค่ะ”
“เถียงคำไม่ตกฟาก ผู้ใหญ่พูดอะไรก็ฟัง ๆ บ้างเถอะ ไม่เสียหายหรอกน่า”
“ค่ะ ๆ”
บ่นเธอจนพอใจแล้วสรัลก็ค่อย ๆ เคลื่อนรถไปตามท้องถนน
ระยะห่างระหว่างกันที่เหลือเพียงน้อยนิดทำหัวใจสาวเจ้าเริงร่า เต้นระส่ำราวกำลังเต้นระบำอยู่ก็ไม่ปาน อีกหน่อยมันคงกระเด็นกระดอนออกมาประจานเจ้าของ
สายลมเย็น ๆ
แสงแดดอ่อน ๆ
กลิ่นกายหอม ๆ
และช่องว่างระหว่างเธอกับเขาที่ค่อย ๆ ลดลง
ยากที่จะปฏิเสธว่านั่นกำลังหลอมละลายกำแพงที่เธอมุมานะก่อขึ้นมาเพื่อรักษาแผลใจจากเขา...
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“ปี๊บๆๆๆๆ รถมารับแล้วค้าบ”
