ลุยไฟครั้งที่ ๘ [๔/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๘ [๔/๔]
คอมมูนิตี้วิ่งริมหาดยามเช้าไม่คึกคักเหมือนที่ผ่านมาเพราะจิรายุกับคู่หูน่าจะอู้ เธอวอร์มร่างกายยืดเส้นยืดสายอยู่เกือบห้านาทีแต่ไม่ยักจะเห็นวี่แววของสองหมวด จึงอนุมานไปว่าทั้งสองน่าจะเพลียจากการไปอบรมที่เมืองหลวง เมื่อคืนแทนที่จิรายุจะได้นอนก็ยังอุตส่าห์นำของฝากมาให้เธอถึงหอพัก และเพราะเป็นวันเสาร์เธอจึงไม่โทร. ไปรบกวน
เมื่อเห็นว่าทั้งสองไม่น่าจะตื่นมาวิ่ง เธอ สรัลและวิเวียนก็วิ่งด้วยกันแค่สามชีวิต
นัยน์ตาสีเข้มชำเลืองมองหญิงสาวข้างกายที่แต่ก่อนจ้อได้เป็นวรรคเป็นเวร จนบางทีเขายังนึกหนวกหูอยู่นิด ๆ ที่วิ่งแล้วมีเสียงเหมือนนกกระจอกแตกรังดังคลอไปเรื่อยทาง แต่พอเธอไม่พูด มีแค่เสียงคลื่นกระทบฝั่ง เสียงเครื่องยนต์ของรถที่ขับขี่ผ่านไปมา สรัลก็รู้สึกว่ามันเงียบไปหน่อย
“วันนี้ผมจะเข้าไปที่บ้านเช่าคุณ”
หัวคิ้วสวยย่นเข้าหากัน “ไปทำไมคะ”
“ไปเก็บของที่เหลือ”
ดวงหน้าแฉล้มส่ายไปมาประกอบคำพูด “ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ วันอังคารหนูหยุดเดี๋ยวหนูค่อยเข้าไปเก็บวันนั้น”
“กุญแจสำรองของห้องคุณยังอยู่ที่ผม ผมจะขนของไปไว้ในห้องแล้วคุณค่อยมาจัดของเอง”
เหมือนกับสรัลไม่ได้ฟังสิ่งที่เธอพูด เขาแค่ต้องการพูดเจตจำนงของตนเองเท่านั้น
“ไม่ว่ายังไงผู้กองก็จะทำ?”
“ผมไม่ชอบให้อะไรมันคาราคาซัง ผมเป็นคนจัดการเรื่องที่อยู่ของคุณ ผมก็แค่อยากทำให้มันเรียบร้อยจะได้ไม่มีอะไรมากวนใจ”
เมรีไหวไหล่หนึ่งที “ถ้าอย่างนั้นหนูไม่ขอขัดศรัทธานะคะ แล้วก็ขอบคุณจริง ๆ ที่ผู้กองช่วยเป็นธุระให้แม้ว่าเราจะเป็นแค่ ‘คนไม่รู้จัก’ กันก็ตาม”
“เผื่อคุณลืม ผมเป็นตำรวจ หน้าที่ช่วยเหลือประชาชนมันเป็นของผมอยู่แล้ว ไม่ได้จำกัดว่าต้องช่วยแค่ ‘คนรู้จัก’ น่ะครับ”
สาวเจ้าแสร้งทำตาโต “ว้าว เจอตำรวจน้ำดีซะด้วย วาสนาหนูจริง ๆ ปลายปีมีรางวัลตำรวจดีเด่นไหมคะ หนูจะได้ช่วยโหวต”
หางตาเรียวรีตวัดไปทางหญิงสาวข้างกาย...โหวตชื่อคนอื่นน่ะสิ!
ฟังดูก็รู้ว่าไม่มีความจริงใจซุกซ่อนไว้ในประโยคนั้นเลยสักกระผีก ถ้ามีการโหวตจริง ๆ ยายเด็กนี่คงเขียนชื่อจิรายุ ไม่ใช่เขา
สรัลสวนกลับด้วยคำถาม “แล้วอยากเจอน้ำตำรวจไหมเผื่อจะเลิกปากดี”
เมรีหยุดฝีเท้า ตาที่เบิกโพลงไม่ใช่การแสดงเหมือนเมื่อครู่ แต่เธออึ้งจนพูดไม่ได้ ขาตายจนก้าวไม่ออก
ได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆ ไร้เสียงใดที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอระหง อุณหภูมิในร่างกายพุ่งสูงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย สองแก้มนุ่มซับสีเข้ม
ตึกตัก... ตึกตัก...
หัวใจดวงน้อยเต้นคร่อมจังหวะ งับปากลงแล้วขบเม้มกลีบปากล่างจนเป็นเส้นตรง
“วิเวียนจะวิ่งแล้ว พี่เลี้ยงจะหยุดอีกนานไหม”
สติกลับมาเข้าขบวน ก่อนเมรีจะออกตัววิ่งช้า ๆ โดยมีชายร่างแกร่งวิ่งไปพร้อม ๆ กัน
นับจากนั้นคนช่างจ้อก็คล้ายจะลืมเอาปากมาจากบ้าน เธอวิ่งเงียบ ๆ เขาเองก็เช่นกัน
กระทั่งวิ่งเสร็จถึงได้พากันมาหยุดพักที่จุดจอดรถ ขวดน้ำเย็น ๆ ถูกยื่นมาตรงหน้าหญิงสาว เธอค้อมศีรษะให้เขาแล้วรับน้ำมาดื่มดับกระหาย
“จะไปเอารถใช่ไหม”
“ค่ะ”
“ผมว่าจะไปหาอะไรกินที่ตลาดก่อน แล้วค่อยเลยไปโรงพัก”
เธอค้านจะต่อต้านจึงตกปากรับคำของเขา “เอาแบบนั้นก็ได้ค่ะ”
แล้วทั้งสามชีวิตก็ย้ายไปนั่งบนมอเตอร์ไซค์ก่อนตรงไปยังตลาดเช้า เลือกมื้อง่าย ๆ อย่างโจ๊ก ส่วนวิเวียนก็ผูกไว้กับเสาข้างร้าน
เมฆทะมึนอันน่าอึดอัดที่เคยปกคลุมเธอและเขาในช่วงที่ผ่านมา จู่ ๆ มันก็ถูกลมพัดออกไปจนรู้สึกว่าท้องฟ้ายังคงสดใสสมเป็นฤดูร้อน แม้ว่าอีกไม่กี่วันจะเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ แต่ฟ้าก็ยังไร้เมฆครึ้มปกคลุม
“หนูไม่เคยเห็นผู้กองขี่มอไซค์เลยค่ะ”
“ไม่ค่อยได้ใช้”
“อ้อ แต่รุ่นนี้ดูจิ๋วไปนิดสำหรับผู้กองนะคะ”
“ของพี่สาว ยืมเจ๊มา”
คนฟังพยักหน้ารับ
ตำรวจหนุ่มเสริมคำของตน “ของผมไม่ใช่คันนี้ แต่นั่นแหละ ใหญ่ เทอะทะ ถ้าเอามาใช้ก็ไม่รู้จะแบกไอ้อ้วนนั่นมายังไง”
พูดว่า ‘ไอ้อ้วน’ แล้วบุ้ยหน้าไปทางหมาแดง
เมรีแกล้งย่นจมูกใส่ “บูลลี่วิเวียนเหรอคะ ฟ้องสมาคมคนรักโกลเด้นดีกว่า”
“เชิญ”
สาวเจ้าหลุดหัวเราะ ก่อนจะตักโจ๊กขึ้นมาเป่าพอเป็นพิธีแล้วส่งมันเข้าปาก
“วันนี้ผมมีซ้อม”
ดวงหน้านวลลออพยักขึ้นลง ทว่าก็หาได้เปิดปากตอบโต้บทสนทนาแต่อย่างใด
“เลิกงานแล้วไปที่สนามด้วย”
“ไม่ไปค่ะ”
เจอคนเด็กกว่าเถียงทันควัน ใบหน้าคมสันก็ปรากฏริ้วความไม่พอใจ นัยน์ตาดำขลับประกายความไม่สบอารมณ์
ย้อนถามเสียงแข็ง “ทำไม”
“ก็หนูไม่ไป ไม่ว่าง”
“เพราะ?”
คนน้องหน้ายุ่ง “เพราะต้องพักผ่อนค่ะ ทำงานมาเหนื่อย ๆ เลิกงานแล้วจะให้หนูเอาแรงที่ไหนไปทำอะไรได้ล่ะคะ หนูก็ต้องนอนสิ”
“ไปเอากุญแจสำรอง”
“หมายถึง?”
“บอกไปแล้ว กุญแจสำรองห้องคุณอยู่ที่ผม วันนี้ผมต้องใช้ตอนเอาของเข้าไปไว้ในห้อง เลิกงานแล้วคุณก็มาเอาไป”
“แค่กุญแจสำรองเอง ฝากไว้ที่ลุงรปภ.ก็ได้ค่ะ บอกเขาว่าค่ำ ๆ เดี๋ยวหนูไปเอา ไม่ต้องถ่อไปถึงสนามหรอกค่ะ ไม่ก็โยน ๆ ไว้ในห้องนั่นแหละ”
เพราะลูกบิดนั้นย่อมล็อกจากด้านในได้ แล้วเขาก็สามารถปิดประตูทั้งที่ล็อกไว้ได้ซึ่งนั่นคงไม่จำเป็นต้องสอน ใคร ๆ ก็ทำเป็น ครั้นออกจากหอถ้าอยู่ด้านในก็ไม่ต้องแตะคีย์การ์ด มันมีปุ่มปลดล็อกที่แค่กดประตูก็เปิด แค่นั้นก็เรียบร้อยแล้ว ไม่เห็นจะต้องทำเรื่องง่ายให้ยุ่งยาก
“โอเค” เขายอมง่าย ๆ ใบหน้าเรียบสนิทไร้คลื่นอารมณ์ใด “งั้นก็เก็บไว้ที่ผม อยากได้เมื่อไรก็มาเอาไป ถ้าไม่เราก็ถือกุญแจสองคน”
เจ้าของร่างระหงปั้นหน้ายุ่ง “ได้ไงคะ มันห้องหนู”
ถึงจะยังไม่ได้จ่ายค่ามัดจำให้เขา แต่มันก็คือห้องของเธอ อีกอย่างเธอพูดหลายรอบแล้วในเรื่องนี้ว่าอยากคุยเรื่องค่ามัดจำ สรัลก็เอาแต่บ่ายเบี่ยง เช่นนั้นแล้วจะให้เธอง้างปากเขาได้อย่างไร
“ก็ไม่มาเอาเอง”
“ฝากไว้ก็ได้ค่ะ”
“ผมสะดวกแบบนี้” ผู้กองหนุ่มพูดหน้าตาเฉย
“แต่-”
“ไม่ได้ยินรึ” เขาสวนกลางปล้อง “ผมว่าผมพูดชัดเจนแล้วนะว่า ผม-สะดวก-แบบ-นี้”
“ก็ความสะดวกของผู้กองมันไม่สะดวกหนูนี่คะ”
นายตำรวจยักไหล่หนึ่งที หน้าตายียวนเหมือนกำลังสื่อสารกับเธอว่า ‘แล้วใครสน?’
เหนื่อยใจชะมัด
ตรงนี้ไม่มีธงขาว แต่มันกลับชัดเจนในความรู้สึกของเธอว่าผืนผ้าสีสะอาดตากำลังโบกสะบัดไปมากับสายลมอ่อน ๆ ของปลายฤดูร้อน
ลมหายใจอุ่น ๆ ถูกระบายออก “โอเคค่ะ เลิกงานแล้วหนูจะไปที่สนาม”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“ยากหน่อยนะน้องถ้าจะล้มผู้ชนะสามสิบทิศอย่างพี่”
