ลุยไฟครั้งที่ ๙ [๑/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๙ [๑/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๙
วันทั้งวันเมรีได้รับแต่สายตา ‘จับผิด’ จากพนักงานเสิร์ฟรุ่นพี่ทั้งสอง ที่มองเหมือนเธอเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีร้ายแรงอย่างการแอบกินจุ๊บกินจิ๊บกับผู้กองสรัล
เธอบอกแล้วว่าไม่มีอะไรมากไปกว่าการช่วยเหลือระหว่างตำรวจกับประชาชน
แต่รติชลกับแก้วใจเชื่อหรือ...
จนเวลาเลิกงานมาถึง พี่ ๆ ทั้งสองก็ยังเอาแต่พูดเรื่องที่นายตำรวจอุตส่าห์มารับเธอด้วยตัวเอง
รติชลดัดเสียงให้ห้าวขึ้น “ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้มากินข้าว”
แล้วสองเสียงของคู่หูก็ประสานเป็นเสียงเดียวกัน
“ผมแค่มารับรัม”
สิ้นคำนั้นสาวโสดกับว่าที่คุณแม่ก็ยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย
เธอได้แต่ถอนหายใจให้กับคนขี้แซวที่ยกประโยคของสรัลมาล้อเลียนได้ทั้งวี่วันอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย
“สรุปว่าที่กินจริง ๆ ไม่ใช่หมวดเธียรหรือหมวดจี แต่เป็นผู้กองสินะ”
แก้วใจสนับสนุนคำพูดของเพื่อนรัก “ร้ายไม่เบา ผู้มงผู้หมวดอะไรไม่เอาจ้า ระดับน้องรัมจะเป็นคุณนายผู้กองเท่านั้น”
“นี่ ๆ ระวังโดนคดีนะจ๊ะ ด้วยความปรารถนาดีจากพี่สาว”
“คดีอะไร” เป็นว่าที่คุณแม่ที่ตั้งกระทู้ถาม
“อมของหลวงไง ติดคุกหัวโตแน่”
คู่สนทนาหัวเราะอย่างนึกขัน “หัวโตเรอะชลลี่ เราว่าท้องน่าจะโตมากกว่านะ” แล้วชี้มาที่ท้องของตัวเอง “แบบนี้”
เมรีส่ายหน้าให้กับพี่สาวทั้งสอง “หนูไปก่อนนะคะ”
“รีบกลับไปอมของหลวงเหรอจ๊ะ”
“พี่ชลลี่!” หล่อนหน้าแดง แต่น่าจะเพราะโกรธที่รติชลเอาแต่แซว “ไม่คุยด้วยแล้ว”
หญิงสาวขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากลานจอดรถของทางร้าน ระหว่างทางก็ไม่ลืมแวะร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อผ้าเย็นกับน้ำดื่มให้คนที่อุตส่าห์เป็นธุระเรื่องย้ายของให้
ใช้เวลาไม่นานนักเมรีก็พาตัวเองมาถึงที่หมาย สนามบาสยังคงคึกคักอย่างเช่นทุกวัน แต่รู้สึกว่าวันนี้คนเยอะกว่าแต่ก่อน อาจจะเพราะใกล้แข่งแล้วพวกเขาจึงซ้อมกันหนักขึ้น
เจ้าหล่อนเลือกที่จะนั่งคนเดียวเพราะจิรายุและธนากรเดินทางไปร่วมฟังสวดอภิธรรมในงานศพของคุณยายที่กุยบุรี ส่วนเมื่อเช้านี้พวกเขาตื่นสายจึงไม่ได้มาวิ่งอย่างที่เธอสันนิษฐานไว้ไม่มีผิด
ร่างระหงจับจองที่นั่งข้างสนาม พลันสายตาก็สบเข้ากับร่างสูงโปร่งในชุดกีฬา ในเสี้ยววินาทีนั้นสรัลก็ชำเลืองมาทางนี้ แต่ครู่สั้น ๆ ก็หันกลับไปให้ความสนใจกับลูกสีส้ม ๆ ที่ผู้คนในสนามต่างก็อยากคว้ามาครอบครอง
ลูกบาสตกอยู่ในมือนายตำรวจ ก่อนที่มันจะลอยละลิ่วลงห่วงตามมาด้วยเสียงปรบมือของคนข้างสนามและคนในทีม
เมรีอาจไม่ได้ปรบมือให้ แต่ก็อดจะชื่นชมความเก่งกาจของเขาไม่ได้
สมดีกรีนักบาสเก่า
ครั้นถึงเวลาเลิกซ้อมนักกีฬาก็พากันแยกย้ายออกจากสนาม สรัลเดินไปอีกทาง แต่ไม่ถึงหนึ่งนาทีเขาก็สืบเท้ามาทางนี้พร้อมสัมภาระของตนเอง
ร่างสูงทรุดกายนั่งลงเบื้องหน้าคนตัวเล็ก เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าคร้ามคม เธอจึงยื่นขวดน้ำให้ซึ่งอีกฝ่ายก็รับไว้แต่โดยดี หลังดื่มเสร็จยังมีผ้าเย็น ๆ ให้เช็ดหน้าเพื่อบรรเทาอุณหภูมิในร่างกายที่พุ่งขึ้นสูงจากการซ้อมกีฬา
“กินข้าวยัง”
ดวงหน้างามส่ายเบา ๆ เพื่อตอบคำถาม ก่อนเสริม “ซื้อมาม่ามาแล้วค่ะ เดี๋ยวไปต้มกินที่ห้อง”
“ดูแลสุขภาพดีแฮะ”
เธอถอนหายใจหนึ่งเฮือก
“ไม่ต้องประชดหรอกค่ะ หนูบอกแล้วว่าเลิกงานแล้วมันเหนื่อย กินให้อิ่มไปงั้นจะได้รีบนอน”
“ไปที่ร้านข้าวต้ม”
“ไม่ไปแล้วค่ะ จะกลับหอ”
“เดี๋ยวไปเอากุญแจที่นั่น”
หล่อนเผลอไผลยกแขนมาเท้าเอว “ผู้กองเป็นตำรวจหรือโจรกันแน่คะ ทำไมเหลี่ยมจัดขนาดนี้”
“ไม่รู้รึ ตำรวจกับโจรต่างกันแค่เครื่องแบบ” สรัลพูดอย่างหน้าไม่อายก่อนยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ตามมา”
เมรีกลอกกลิ้งตาดำไปมา ไม่รู้จริง ๆ ว่าครั้งหนึ่งอะไรดลใจให้เธอหลงใหลคนพรรค์นี้ ทั้งปากเสีย กวนประสาท แล้วก็ยังเผด็จการอีกต่างหาก
อ้อ ไหนยังชอบเอาชนะ เมรีคิดว่าสรัลน่าจะเป็นคนประเภทนั้น พวกแพ้ไม่เป็น
“ถ้าหนูไม่ไปล่ะ”
ขายาวชะงักกึก ไม่หมุนตัวกลับมาแต่ขยับปากตอบ
“ก็ตามใจ แต่ไม่คืนกุญแจให้”
“หนูแจ้งความได้ ผู้กองขโมยกุญแจห้องหนู”
ใบหน้าคมสันค่อย ๆ เอี้ยวกลับมามองหน้าคู่สนทนา “ขโมยมันใช้กับของของคนอื่น ไม่ใช่กับห้องที่เป็นชื่อผม”
นี่หรือเปล่าหนอ เหตุผลที่ขันอาสาจะหาหอให้
หล่อนดุนลิ้นไปกับกระพุ้งแก้ม “ได้ ได้เลยค่ะ”
“จะทำอะไรงั้นรึ”
เมรีผุดกายลุกขึ้นยืนแล้วจ้องหน้าเขาเขม็ง “จะทำอะไรล่ะคะ ก็ไปร้านข้าวต้มไง”
มุมปากหยักคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แต่มันยียวนจนอยากข่วนให้หน้ามีรอย
ตำรวจหนุ่มเดินไปที่เอสยูวีโดยมีเมรีเดินตามต้อย ๆ เพราะจอดรถไว้เยื้อง ๆ กัน เขาเปิดประตูด้านหลังแล้วคว้าอะไรบางอย่างมาถือไว้ ก่อนโยนมันเบา ๆ จนลอยไปตกบนหัวทุยของคนตัวเล็ก
เมรียืนนิ่ง ๆ ไม่มีท่าทีตกใจ จากนั้นก็หยิบเสื้อแจ็กเกตสีกรมท่าที่คลุมหัวตนมาถือไว้ในมือ
“โยนแบบนี้คือยังไงคะ ฝากทิ้ง?”
เขาพยักพเยิดหน้าให้ “ลองทิ้งดู”
“เดี๋ยวผ่านถังขยะจะทิ้งให้ค่ะ”
“น้ำใจงาม”
เธอล่ะเกลียดคำพูดคำจาของทายาทแพวรางกูรจริง ๆ
สุดท้ายเสื้อตัวนั้นก็ไม่ถูกทิ้งลงถังขยะแม้จะขี่ผ่านมันมาหลายจุดแล้วก็ตาม แต่มันดันอยู่บนตัวเธอเสียได้ คอยทำหน้าที่ป้องกันลมอันหนาวเหน็บยามรัตติกาลได้อย่างดี
เมรีขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังร้านข้าวต้ม โดยมีเอสยูวีสัญชาติญี่ปุ่นขับตามตลอดทาง
สาวเจ้าเปิดไฟเลี้ยวเพื่อจอดที่ไหล่ทาง รถคันดังกล่าวก็ขับมาจอดข้าง ๆ
กระจกฝั่งข้างคนขับถูกลดลงจนเห็นหน้าสารถี
“จอดทำไม”
“ผู้กองไปก่อนเลยค่ะ” ไม่ว่าเปล่ายังโบกมือไล่
“คุณก็ไปสิ”
“ไม่ไหวแล้วค่ะ ไฟหน้ามันกระทบกับกระจกมาแยงตาหนูจนจะบอดอยู่แล้ว ไปก่อนเลยเดี๋ยวหนูตามหลังไป”
สรัลไม่รั้น เขาขับนำมอเตอร์ไซค์ของเมรีที่ตามมาติด ๆ กระทั่งถึงที่หมายอย่างร้านข้าวต้ม
หนุ่มสาวสั่งอาหารแค่คนละอย่างสองอย่างเพราะดึก ๆ หากกินมากเกินไปอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี ระหว่างนั่งรออาหารมาเสิร์ฟเมรีก็ฆ่าเวลาด้วยการเล่นโทรศัพท์ ไถฟีดอ่านนู่นนี่ไปตามประสา แต่จังหวะแตะไปเช็กว่ามีใครเพิ่มตนเป็นเพื่อนกลับเจอคนเดิม ๆ ที่เคยแอดมาแต่เมรีกดลบคำขอไปแล้วครั้งหนึ่ง
“คนนั้นน่ะ แอดหนูมาอีกแล้ว”
สรัลสบสายตาคู่งาม เลิกคิ้วสูงเป็นเชิงถาม “...?”
“คนที่ชื่อเนเน่ที่เคยทักมาบอกให้หนูรับแอด หนูลบคำขอไปแล้วแต่ก็ยังแอดมาใหม่”
“บล็อก”
“นั่นก็ดีค่ะ รู้สึกไม่ค่อยโอเคเท่าไร” ระหว่างที่หล่อนกำลังจะกดบล็อกลูกสาวแพประเสริฐทรัพย์ กลีบปากสีอ่อนก็ขยับเพื่อเปล่งวาจา “สรุปว่าเขาเป็นอะไรกับผู้กองเหรอคะ”
“ไม่ได้เป็นอะไรกัน”
“ผู้กองนี่แปลกนะคะ กับคนไม่รู้จักอย่างหนูดันพูดคุยเหมือนรู้จัก ไหนยังพาไปต่างอำเภอ มารับไปวิ่ง กินข้าวด้วยกันตอนดึก ๆ ก็ได้ กับคนที่ไม่ได้เป็นอะไรกันอย่างเนเน่แต่ก็พูดเรื่องแต่งงานได้ซะงั้น บอกตรง ๆ ว่าหนูไม่เคยเจอคนแบบนี้มาก่อนเลยค่ะ หรือที่เนเน่เอาแต่แอดหนูมาเพราะหนูอยู่ใกล้แฟนของเขาเกินไปจนเขารู้สึกไม่ดีกันแน่คะ”
“ผมไม่มีแฟน”
“...”
“ผมบอกคุณไปแล้วว่าโสด ไม่ได้โกหก”
หล่อนยักไหล่ทีสองที “จริง ๆ มันก็ไม่เกี่ยวกับหนูที่ผู้กองจะมีหรือไม่มีแฟน หลังจากนี้เราก็ต่างคนต่างอยู่อยู่แล้ว”
ตำรวจหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม “มันเป็นเรื่องของพวกผู้ใหญ่ที่อยากให้ลูก ๆ ทั้งสองบ้านแต่งงานกัน ไม่เกี่ยวกับความสมัครใจของผมสักนิด”
“แล้วผู้กองไม่คิดจะแต่งกับคนที่ผู้ใหญ่สนับสนุนเหรอคะ”
“ไม่” น้ำเสียงหนักแน่นไร้แววล้อเล่น “ผมไม่ได้คิดอะไรกับเนเน่ มองเป็นน้องสาว อีกอย่าง...”
“...?”
“ผมไม่คิดเรื่องการแต่งงานน่ะ”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“ไหนใครอยากอมของหลวงคับ หลวงมาให้อมแล้ว”
