ลุยไฟครั้งที่ ๙ [๒/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๙ [๒/๔]
นาฬิกาเดินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหยุดหมุนเวียนมาอีกครั้ง เมรีตื่นเช้าเฉกเช่นทุกวันเพื่อไปทำหน้าที่ของตนเองอย่างการพาวิเวียนไปวิ่งริมหาด
เมื่อวานนี้มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นกับตน เมื่อทางตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกลแต่เป็นผู้เช่าหลังแรกที่หวังปล้นทรัพย์อันน้อยนิดของเธอไปซื้อยาเสพติด ที่ก็ตรวจพบสารเสพติดในร่างกายจึงถูกส่งไปนอนซังเตกินข้าวแดงตั้งแต่เมื่อวาน
ป้าบัวกับบวรกิตมาถึงปากน้ำปราณช่วงเย็น พอทราบข่าวก็เป็นห่วงกันยกใหญ่ ทั้งคู่ไม่พูดสักคำว่าอยากให้เธอย้ายกลับไปอยู่บ้านข้าง ๆ กันเหมือนเดิม เอาแต่บอกว่าดีแล้วที่ได้อยู่หอดี ๆ ที่มีความปลอดภัย
เธอชวนทั้งคู่มาอยู่ด้วยกันที่หอนี้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีห้องว่างสองแม่ลูกจึงยังคงอยู่ที่เดิม
เมรีเองก็คิดถึงเสียงของป้าบัว คิดถึงกับข้าวที่ป้าบัวทำให้กินตลอด คิดถึงตอนได้พูดคุยหยอกล้อกับน้องชาย แต่เธอไม่สามารถกลับไปอยู่ที่นั่นได้อีกแล้วเมื่อความปลอดภัยต้องมาก่อน
เรื่องคดีจัดการเรียบร้อยแล้ว ได้บอกเล่าให้ป้าบัวกับบวรกิตฟังแล้วถึงเหตุผลที่ต้องย้าย แต่เรื่องค่ามัดจำยังไม่ได้คุยกับสรัลสักที
มอเตอร์ไซค์จอดลงที่หน้าบ้านหลังใหญ่ของคุณโสพิศ ครั้นวิเวียนนั่งที่ประจำของตัวเอง เมรีก็มุ่งหน้าสู่ถนนเลียบชายหาดเพื่อวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า
ทันทีที่ไปถึงก็เห็นสองหนุ่มอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เมรียกมือไหว้คนทั้งคู่
“สวัสดีค่ะพี่จี หมวดเธียร”
“หวัดดีครับน้องรัม” จิรายุทักทายกลับมาพร้อมคว้าสายจูงหมาแดงไปถือไว้เอง “ขออนุญาตแย่งงานนะครับ”
สาวเจ้าว่ายิ้ม ๆ “ยินดีให้แย่งค่ะ”
จากนั้นทั้งสี่ชีวิตก็วิ่งกันไปตามทางถนนสีแดงที่ทอดยาวไปกับชายหาด วิ่งไปได้ครู่สั้น ๆ ก็ผ่านจุดที่จอดรถประจำของเอสยูวีสีดำ ทว่าวันนี้กลับไร้วี่แววของมัน จนวิ่งมาได้ครึ่งทางก็ยังไม่เห็นเจ้าของร่างสูงโปร่งที่จะมาวิ่งเป็นประจำทุกวัน ไหนยังมาก่อนเธอเสมอ
ธนากรก็คงสงสัยถึงได้โพล่งขึ้น “วันนี้ผู้กองไม่มาเรอะ”
“มั้ง” จิรายุตอบอย่างไม่ใคร่จะสนใจกับบุคคลที่ถูกพาดพิงมากนัก
หลังวิ่งได้สักพักใหญ่ ๆ ก็พากันไปร้านโจ๊กเพื่อรับประทานมื้อเช้า ทั้งสามพูดคุยกันอย่างถูกคอ สรรหาเรื่องต่าง ๆ มาคุยกันได้ไม่มีเบื่อ
จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน เมรีเลี้ยวไปอีกทางเพื่อพาวิเวียนไปส่งแล้วค่อยกลับมาที่หอพัก สิ่งแรกที่หล่อนทำคืออาบน้ำชำระล้างร่างกาย ยามสายน้ำเย็น ๆ ไหลผ่านเรือนร่าง หัวสมองก็ปลอดโปร่งทั้งยังรู้สึกสบายตัว เสร็จแล้วก็ออกมาเป่าผม แล้วแต่งตัวง่าย ๆ อย่างกางเกงขาสั้นเข้าคู่กับเสื้อยืด
เมรีไม่รอช้าที่จะซักผ้าตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อที่จะได้มีเวลาว่างให้กับตัวเอง ระหว่างรอผ้าที่กำลังซักอยู่ในเครื่องหยอดเหรียญหน้าหอก็ขึ้นไปเก็บกวาดห้อง
หล่อนกำลังกวาดพื้นแต่มือบางที่จับไม้กวาดเป็นอันชะงักกึกเมื่อมีเสียงเรียกเข้าดังขึ้น
‘ผู้กองสาม’
หลังจากอีกฝ่ายโทร. มาให้วิเวียนคุยกับเธอ เธอก็บันทึกชื่อเขาไว้
“สวัสดีค่ะ”
(ว่างไหม)
“ไม่ว่างค่ะ” หล่อนตอบโดยไม่ต้องคิด
แต่ปลายสายเหมือนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ พูดอะไรไปเขาฟังที่ไหน
(อีกสักครึ่งชั่วโมงลงมาหน้าหอ)
“เผื่อผู้กองไม่ได้ยินนะคะ หนูไม่-”
สายถูกตัดทั้งที่เธอยังพูดไม่จบประโยคด้วยซ้ำ
สาวเจ้ากระแทกลมหายใจหนัก ๆ ใส่มือถือ หวังให้ความระอาถูกส่งไปถึงคนปลายสายที่หลังพ่นความต้องการของตัวเองเสร็จสรรพก็วางสายใส่
เมรีกวาดห้องต่อ กวาดเสร็จก็ถู เมื่อดูนาฬิกาก็พบว่าอีกไม่กี่นาทีผ้าน่าจะซักเสร็จ จึงเดินลงไปหน้าหอเพื่อนำผ้าออกจากเครื่อง
รอแค่สองสามนาทีผ้าที่ซักไว้ก็เสร็จพอดี แต่ระหว่างที่หยิบผ้าออกจากเครื่องดันมีเอสยูวีคันคุ้นตาขับมาจอดบริเวณหน้าหอพัก ครู่สั้น ๆ ร่างสูงโปร่งในชุดไปรเวทที่แลดูภูมิฐาน เข้าคู่กับแว่นกันแดดที่รับกับสันจมูกโด่งและกรอบหน้าคมคายได้อย่างลงตัวก็สืบเท้ามาหยุดอยู่เยื้อง ๆ กับตน
“ซักผ้า?”
เธอหันไปมองคนมาใหม่จนใบหน้าเกลี้ยงเกลาสะท้อนผ่านเลนส์แว่นสีเข้ม
“กินข้าวค่ะ”
“อย่ามากวนประสาท”
“ก็เห็น ๆ กันอยู่ยังจะถาม” มือบางยังคงหยิบเสื้อผ้าออกจากถัง “แล้วมานี่มีธุระอะไรคะ”
“ไปหัวหินด้วยกันหน่อย”
“ไม่ว่างค่ะ ต้องซักผ้า เก็บห้อง ทำนู่นทำนี่เยอะแยะไปหมด”
สรัลบุ้ยหน้าไปทางผ้าที่อยู่ในตะกร้า “ซักเสร็จแล้วนี่”
“บ้านไหนซักผ้าไม่ตากบ้างคะ” ว่าจบก็ยกตะกร้าที่มีผ้าเกือบเต็มขึ้นมาถือไว้ แต่มันกลับถูกอุ้งมือหนาคว้าเข้าที่หูจับอีกข้างของตะกร้า
เมรีถือไว้ข้างหนึ่งก่อนออกแรงดึงกลับมา ทว่าก็มิอาจต้านแรงของชายวัยฉกรรจ์ได้
เรียวขาเสลาที่โผล่พ้นกางเกงขาสั้นก้าวไปข้างหน้า ขายาวก็ก้าวไปพร้อม ๆ กัน เธอคิดว่าเป็นเพราะสรัลเกิดในครอบครัวเศรษฐี ถ้าไม่เอาแต่ใจก็คงแปลก และการที่เธอเอาแต่ห้ามเขาก็คงป่วยการจะพูด ถ้าเขาอยากไปที่ห้องก็เชิญ ห้องนั้นเขาเข้าก่อนเธอเสียอีก
ชื่อผู้เช่ายังเป็นชื่อเขาเลย เพราะฉะนั้นอยากทำอะไรก็เชิญ
ครั้นถึงห้องพักเมรีก็เดินออกไปที่ระเบียงเพื่อตากผ้า โดยมีร่างสมส่วนของนายตำรวจที่ควรอยู่โรงพักยืนพิงอยู่ที่ขอบประตู
เสียงใสเอ่ยขึ้นขณะที่ง่วนอยู่กับการตากผ้า “ทำไมผู้กองถึงไม่ไปทำงานคะ”
“ลา”
เธอเพียงแค่รับฟัง ไม่ได้โต้ตอบอะไรกับคำสั้น ๆ ของนายตำรวจ
จนเขาเป็นฝ่ายพูดต่อ “ไปทำธุระให้ม้า”
“ที่หัวหินน่ะเหรอคะ”
“อือฮึ” นัยน์ตาคมจดจ้องไปยังแผ่นหลังบอบบางของหญิงสาวโดยไร้สิ่งใดขวางกั้น เมื่อแว่นกันแดดราคาเหยียบหมื่นถูกถอดแล้วตั้งไว้บนชั้นวางทีวีตั้งแต่ตอนเข้ามาในห้อง “ม้าสั่งชุดไว้ วันนี้เขาให้ไปรับชุดที่ร้าน”
ดวงหน้าจิ้มลิ้มผงกขึ้นลงเป็นเชิงรับรู้ ก่อนคว้าเสื้อผ้าในตะกร้ามาแขวนต่อ
“ทำไมเมื่อเช้าไม่ไปวิ่งคะ”
“ก่อนนอนกินยาพาราไปแล้วหลับเพลิน ตื่นสาย”
“เป็นอะไรคะ”
“ปวดหัว”
เธอก็พอจะเข้าใจ เขาตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อมาวิ่ง วันทั้งวันก็ทำแต่งาน ซึ่งถ้าดูจากคลิปตามจับผู้ร้ายของชุดสืบที่ธนากรชอบถ่ายลง รูปแบบการทำงานก็ค่อนข้างหนักเพราะต้องออกนอกพื้นที่อยู่ตลอด ไหนตกเย็นยังซ้อมบาสจนดึกดื่น หากเขาไม่ป่วยหรือเพลียเลยก็คงเป็นยอดมนุษย์
เสียงทุ้มดังเอื่อยเฉื่อย “เสร็จยัง”
“เสร็จไม่เสร็จหนูก็ไม่สะดวกไปกับผู้กองหรอกค่ะ”
ตากเสื้อกับกางเกงเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็เป็นชุดชั้นใน
เจ้าของห้องตัวปลอมหันไปประจันหน้ากับผู้บุกรุก หรือก็คือเจ้าของห้องตัวจริงอย่างสรัล
เธอบุ้ยหน้าไปด้านใน “หนูจะตากผ้าค่ะ ผู้กองไปนั่งก่อน”
“ก็ตากไปสิ”
“หนูจะตากเสื้อผ้าผู้หญิง”
บุรุษร่างแกร่งพยักพเยิดหน้าไปยังราวตากผ้า “แล้วที่ตาก ๆ ไปนั่นมันเป็นเสื้อผ้าผู้ชายตั้งแต่เมื่อไร”
หญิงสาวถอนหายใจยาว “หนูจะตากชุดชั้นใน”
แต่เขายังยืนพิงขอบประตูอย่างคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“ถ้ายังเอาแต่ยืนอยู่อย่างนี้หนูปิดประตูใส่หน้าจริง ๆ นะคะ แล้วอย่าหาว่าหนูไม่เตือน”
“เชิญ”
เมรีจับบานประตูพร้อมออกแรงเหวี่ยงจนเข้าล็อก ส่งเสียงดังปังสะท้านแก้วหู โชคดีที่สรัลดีดตัวถอยหลังได้ทันท่วงทีชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด หากเขาก้าวช้าเพียงเสี้ยววินาที มีหวังหน้าหล่อ ๆ คงถูกประตูกระแทกเข้าอย่างจัง
ยายเด็กนี่โหดชะมัด!
ให้หลังไม่ถึงห้านาทีเมรีก็ตากผ้าเสร็จเป็นที่เรียบร้อย หล่อนหมุนตัวเพื่อจะเข้าไปในห้อง แต่ไม่ว่าจะหมุนลูกบิดกี่ครั้งมันก็เปิดไม่ออก
“ผู้กองคะ เปิดประตูให้หนูหน่อย”
ไร้เสียงตอบกลับมาจากคนด้านใน
เธอเพิ่มระดับเสียง “ผู้กองคะ”
“...”
“ผู้กองได้ยินหนูไหม”
“...”
“เปิดประตูให้หนูหน่อยค่ะ”
เสียงฝีเท้าขยับเข้ามาใกล้ ก่อนสุ้มเสียงทุ้มจะดังมากระทบโสตโดยมีบานประตูขวางกั้นคนทั้งสองไว้
“ผมจะถามคุณอีกครั้ง จะไปหัวหินด้วยกันไหม”
เมรีกำหมัดแน่น ก่อนเอ่ยเสียงลอดไรฟันด้วยความเจ็บใจที่ตกเป็นรองนายตำรวจเจ้าเล่ห์
“ไป-ค่ะ!”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“นะน้องนะ”
