LNCrawler

ลุยไฟครั้งที่ ๙ [๓/๔]

เมรีลุยไฟ Ebook — novel.dek d.com · All chapters

ลุยไฟครั้งที่ ๙ [๓/๔]

รถของผู้กองหนุ่มเคลื่อนตัวออกจากบริเวณหน้าหอพักเพื่อมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ เขาและเธอต่างก็อยู่ในชุดไปรเวทสบาย ๆ ห้องโดยสารไม่เงียบเหงาอย่างทุกครั้งเมื่อเจ้าของรถเลือกที่จะเปิดเพลงคลอไปด้วย

ออกมาจากหอได้ระยะหนึ่งสารถีก็เอ่ยขึ้น “ขับรถเป็นไหม”

“ไม่ค่ะ”

สรัลโคลงศีรษะรับ ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ

เธอหรี่ตาแคบ ก่อนตั้งกระทู้ถาม “ไม่ใช่ว่าที่คะยั้นคะยอให้มานี่เพราะจะใช้งานหนูหรอกนะคะ แต่เสียใจด้วยค่ะคุณผู้กอง หนูขับรถไม่เป็น ถ้าให้หนูขับแล้วหนูพาไปชนเสาไฟฟ้าหรือลงข้างทางจะไม่ขอรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ ถือว่าเป็นชะตากรรมที่ผู้กองเลือกเอง”

“อยากหัดไหม”

เมรีว่าปัด ๆ “ไม่ดีกว่าค่ะ ขี้เกียจ”

เหตุผลจริง ๆ คือเธอไม่มีโอกาส การมีรถยนต์สักคันมันยากขนาดไหนเธอย่อมรู้ดี เพราะจนตอนนี้เธอก็ยังมีมันไม่ได้ แม้แต่มอเตอร์ไซค์ที่ใช้อยู่ยังผ่อนไม่หมดเลย ก็เลยไม่รู้จะไปหัดกับรถใคร

“ดี คนขี้เกียจอยู่ที่ไหนก็สบาย ไม่ต้องทำอะไร ให้พวกขยันมันทำ”

“ค่ะ สบาย มีคนขับรถให้นั่งทำไมจะไม่สบายล่ะคะ”

เขาเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาด้วยเสียงราบเรียบ “กินข้าวเช้ายัง”

“กินโจ๊กกับพี่จีกับหมวดเธียรแล้วค่ะ ไว้ค่อยกินตอนเที่ยงทีเดียว”

“สนิทกับจีรึ”

คำถามนั้นทำสาวเจ้านิ่งงันไปเกือบนาที เธอครุ่นคิดหาคำตอบอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะเปิดปากตอบได้

“เอ่อ...ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะคะ”

“พี่จี หมวดเธียร”

ความเงียบคืบคลานเข้ามาแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วทั้งห้องโดยสาร หลายวินาทีที่หนุ่มสาวต่างตกอยู่ในความสงบ

“ช่วงนี้หนูคุยกับพี่จีบ่อยเพราะไปวิ่งด้วยกัน แล้วเขาก็คุยสนุก”

“ชอบ?”

รอยย่นที่หน้าผากมนเด่นชัดเมื่อหัวคิ้วคู่สวยขมวดเข้าหากัน

“หมายถึงยังไงนะคะ”

“คุณชอบจี?”

เรื่องที่เธอชอบใครนั้น คนที่รู้ดีที่สุดก็คงไม่พ้นตัวเอง

บางทีหัวใจมนุษย์มันก็ดักดานจนน่าสังเวช หลาย ๆ ครั้งที่รู้ว่าไม่มีหวัง หรือรู้ดีแก่ใจว่าคงเจ็บเปล่า ๆ  และต่อให้หลอกตัวเองเท่าไรว่าไม่รู้สึก ส่วนลึกของหัวใจก็ยังร้องตะโกนชื่อคนใจร้ายซ้ำไปซ้ำมา

น่าโมโหนักที่คนที่ทำให้รู้สึกดีดันเป็นคนเดียวกันกับคนที่ทำให้เสียใจ

เธอพยายามแล้ว แต่ทุก ๆ ครั้งที่ใกล้ชิดเขากำแพงมันก็ค่อย ๆ พังทลายลง ยิ่งสร้างใหม่ก็ยิ่งพังไวขึ้นกว่าเดิม

หล่อนมันโง่เง่ายิ่งกว่าแมลงเม่าเสียอีก ตรงหน้ามันกองเพลิงชัด ๆ มันแผดเผาเธอไปแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็ยังไม่ถอยห่างจากความอันตราย

“หนู”

“...?”

“หนูมองพี่จีเป็นพี่ชายคนหนึ่งค่ะ”

เธอน่ะ...ช่างไม่กลัวตายเสียจริง

“งั้นรึ”

“ค่ะ”

รถแล่นมาถึงสี่แยกปราณบุรีก่อนที่สรัลจะเลี้ยวขวาเพื่อมุ่งหน้าไปยังอำเภอหัวหิน ระหว่างนั้นมีบทสนทนาบ้างประปราย อาจไม่ได้จ้อไปเรื่อยเปื่อยแต่หากเปรียบเทียบกับวันแรก ๆ ก็นับว่าสรัลเปิดปากพูดมากกว่าปกติ

เมรีนึกแล้วก็หลุดขำ “แรก ๆ ผู้กองแทบไม่พูดกับหนูเลย”

“ผมไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า อีกอย่างก็อยากไปวิ่งฟังเสียงทะเลเงียบ ๆ คนเดียว” ว่าพลางทิ้งหางตามาทางร่างแน่งน้อยที่นั่งประจำที่ข้างคนขับ “ดันเจอมารถึงสอง”

สาวเจ้าอ้าปากค้าง

“คนหนึ่งก็พูดมาก อีกตัวก็ซนเหมือนลิง” แล้วส่ายหน้าน้อย ๆ

“หนูจะฟ้องวิเวียน”

“ไอ้อ้วนนั่นจะทำอะไรผมได้”

“ฟ้องคุณโสพิศด้วยแล้วกัน”

สารถีเพียงแค่นหัวเราะ ไม่รู้อะไรดลใจ เมรีถึงได้ยิ้มออกทั้งที่ถูกครหาว่าเป็น ‘มาร’ คู่กับหมาแดง

หัวใจดวงน้อยเบาสบายเสมือนลอยอยู่บนก้อนเมฆ

“วันแรกที่เราเจอกันทำไมผู้กองถึงมองหนูแบบนั้นคะ หนูแค่ไปรับออเดอร์ ยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย”

“ผมมองแบบไหน”

คนตัวเล็กเลียนแบบสายตาขวาง ๆ ของตำรวจหนุ่ม “แบบนี้ค่ะ หนูตกใจจริง ๆ นะนั่น”

“ก็ไม่เห็นจะแปลก ผมแค่รู้สึกถูกจ้องก็เลยมอง”

“หนูไม่ได้จ้องสักหน่อย” เจ้าของร่างแบบบางเอ่ยเสียงอู้อี้ในลำคอ “แค่มองเฉย ๆ”

เสี้ยววินาทีหนึ่งที่เมรีไม่ทันได้สังเกต มุมปากหยักยกขึ้นน้อย ๆ จวนจะเป็นรอยยิ้ม แต่มันก็พลันมลายหายไปในพริบตาเดียว

“ผู้กองคะ”

สรัลเลิกคิ้วสูง “ว่า”

“มีคนเคยบอกหนูว่าตำรวจเป็นอาชีพที่มีเปอร์เซ็นต์ในการนอกใจสูง ผู้กองคิดว่าจริงไหมคะ”

“จริง”

เขาตอบอย่างไม่ต้องเสียเวลาทวนคำถามในใจด้วยซ้ำ แม้ว่ามันอาจจะดูไม่ดีแต่มันก็เป็นความจริงที่ต้องยอมรับให้ได้

คนตัวเล็กอ้อมแอ้มถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ  “ผู้กองจะเป็นคนแบบนั้นหรือเปล่า”

“เป็นไม่ได้หรอก เพราะไม่คิดจะมีพันธะตั้งแต่แรก”

เธอยิงคำถามใส่ “ที่เคยบอกว่าไม่คิดเรื่องแต่งงานน่ะเหรอคะ”

“ประมาณนั้น”

“ผู้กองดูรักอิสระ”

สรัลสวน “ใครบ้างไม่รักอิสระ”

หล่อนไหวไหล่ “ทุกคนรักแหละ แต่ก็คงมีขอบเขตมั้งคะ อาจจะรักอิสระแต่ก็พร้อมแชร์พื้นที่ในชีวิตของตัวเองให้ใครสักคน”

“ผมยังไม่เจอคนนั้น”

หัวใจบีบรัดรุนแรงจนเมรีเผลอกำมือแน่น สรัลเปรียบดั่งกองเพลิงที่เธอเดินลุยเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนคนโง่

หล่อนเบือนหน้าไปอีกทาง ทว่าเสียงทุ้มที่ดังขึ้นอีกระลอกก็เรียกให้หันกลับไปมอง

“แต่คุณน่าสนใจ”

“...!?”

“ผมจะไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา ตอนนี้ผมสนใจคุณ”

คล้ายมีก้อนกรวดขวางลำคอ เป็นเหตุให้เธอเปล่งเสียงออกไปไม่ได้จนเกิดอาการปากตายชั่วขณะ

“ผมไม่ได้กำลังมองหาพันธะ แค่ต้องการความสบายใจ หวังว่าคุณเองจะเข้าใจในสิ่งที่จะสื่อนะ” ตำรวจหนุ่มเอ่ยด้วยท่าทีสบาย ๆ ประหนึ่งกำลังพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ “ถ้าคุณเองก็มีความต้องการแบบเดียวกับผม เราอาจจะทำความรู้จักกันได้มากกว่านี้”

ชายหนุ่มร่างกำยำที่นั่งหลังพวงมาลัยชำเลืองสายตามาทางหญิงสาว

“ผมไม่บังคับ ผมบอกแล้วว่าต้องการความสบายใจ เพราะงั้นมันก็ต้องเป็นเรื่องที่คุณสบายใจเหมือนกัน ไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหนผมก็เคารพทุกการตัดสินใจของคุณอยู่ดี”

หัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำอย่างกับมีใครลักลอบเข้าไปตีกลองเพลพระอยู่ในอก

กระแสเสียงทุ้มลอยมาเข้าหูอีกหน “ค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ตัดสินใจ ทบทวนให้ดีว่าคุณมีความต้องการแบบเดียวกับผมหรือเปล่า อย่าลืมว่าคุณเองก็ต้องสบายใจกับมันด้วย”

ณ เวลานี้คล้ายมีมวลน้ำมหาศาลพุ่งขึ้นจากพื้นดิน จนมองไปทางไหนก็เห็นแต่สายธารที่รอให้เธอยื่นมือไปตัก แต่เป็นน้ำที่มีเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ไม่จีรัง

กลัวเหลือเกินว่าหากไม่ยอมตักเสียที สายธารจะเหือดแห้งจนหมด หลังจากนั้นต่อให้ยื่นมือออกไปไขว่คว้าเพียงใดก็คงไร้ซึ่งโอกาส

“หนู...อยากรู้จักกับผู้กองมากกว่านี้ค่ะ”

°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°

“ลูกสาวแม่เลือกเองนะคับ”

207741d91dd0c06648b89861e36f0df3.jpg