ลุยไฟครั้งที่ ๙ [๔/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๙ [๔/๔]
สรัลขับรถมาจอดบริเวณหน้าร้านผ้าไหมสำหรับคุณหญิงคุณนาย ที่เธอไม่แปลกใจเลยสักนิดหากเจ้าของแพปลาอย่างคุณสุนีย์ รัชกิจวรางกูรจะเป็นลูกค้าของทางร้าน
เขาผินหน้ามาทางเธอ “ลงด้วยกันไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอรอบนรถดีกว่า”
“ได้ ผมไปแป๊บเดียว”
“ค่ะ”
ร่างหนั่นแน่นของชายฉกรรจ์ลงไปจากรถก่อนจะสืบเท้าตรงเข้าไปยังร้านผ้าไหม เมื่อมีโอกาสได้อยู่คนเดียวเมรีก็ยกมือปิดหน้าแล้วกรี๊ดแบบไม่มีเสียง หัวใจเธอมันลิงโลด แม้แต่กลั้นยิ้มก็ยังทำได้ลำบาก
ประโยคที่ว่า ‘แต่คุณน่าสนใจ’ ของผู้กองหน้าดุยังคงดังก้องอยู่ในหัว ราวกับมีใครกดเล่นซ้ำ ๆ อย่างไรอย่างนั้น
อุณหภูมิในร่างกายพุ่งขึ้นสูงจากความขวยเขิน สองแก้มร้อนผ่าวจนเกรงว่ามันจะแดงพานให้ผิดสังเกต
มือบางลูบอกป้อย ๆ “ใจเย็น ๆ ใจร่ม ๆ”
หล่อนไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าสรัลจะพูดเช่นนั้นจริง ๆ คนที่หน้าของเธอเขาก็แทบไม่อยากมอง ชวนคุยก็เหมือนคุยกับกำแพง ไหนยังเย็นชาจนนึกว่าเป็นเจ้าชายน้ำแข็ง แต่คนคนนั้นกลับพูดว่าสนใจและต้องการทำความรู้จักกับเธอ
ผีเข้าหรือเปล่านะ...?
ถ้าผีเข้าจริง ๆ ล่ะก็...น้องรัมขอขอบคุณพี่ผีตัวนั้นมาก ๆ เลยนะจ๊ะ
หญิงสาวผุดยิ้มหน้าระรื่น หัวใจพองโตยิ่งกว่าลูกโป่งอัดแก๊ส มองไปทางไหนก็รู้สึกชื่นตาชื่นใจไปเสียหมด ขนาดบนฟ้ามีกลุ่มเมฆครึ้มราวกับฝนตั้งเค้า เธอยังรู้สึกว่าวันนี้ฟ้าเปิดแลดูสดใสเสียจริง
ให้หลังไม่กี่นาทีนายตำรวจร่างสูงก็เดินกลับมาที่รถพร้อมชุดราคาแพงของคุณสุนีย์
เขาจัดการวางชุดไว้ด้านหลังก่อนสอดกายเข้ามานั่งบนที่ประจำตำแหน่ง สารถียังไม่เคลื่อนตัวรถออกไปจากบริเวณแต่หันหน้ามามองเพื่อนร่วมทาง
“หิวยัง”
“ถ้าผู้กองหิวจะกินเลยก็ได้ค่ะ หนูได้หมด”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำย้ำคำเดิม “แล้วหิวหรือยัง”
“ก็...นิดหนึ่งค่ะ” เมรีว่ายิ้ม ๆ
สรัลจึงเคลื่อนรถออกไปจากบริเวณนี้ ตรงไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีวี่แววว่าจะจอดที่ไหน ผ่านห้างสรรพสินค้าก็แล้ว ตลาดดังของหัวหินก็แล้ว แต่รถก็ยังแล่นไปบนท้องถนนที่ค่อนข้างแออัด
เสียงใสดังแทรกเสียงเพลงที่เปิดคลอไว้เบา ๆ “จะไปร้านไหนเหรอคะ”
“ใกล้ถึงแล้วล่ะ”
สิ้นคำนั้นได้ไม่กี่นาที เอสยูวีก็หยุดลงบริเวณร้านก๋วยเตี๋ยวฝั่งตรงกันข้ามกับเขตพระราชวังไกลกังวล ยามทอดสายตาผ่านรั้วก็เจอกับต้นไม้สีเขียวชอุ่มขึ้นเรียงรายเป็นสวนขนาดใหญ่
เธอถอนสายตาจากสวนหย่อมมามองหน้าสารถีที่ง่วนอยู่กับการปลดเข็มขัดนิรภัย แล้วบุ้ยหน้าไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ทางด้านซ้ายมือ
“กินร้านนี้เหรอคะ”
“อร่อยนะ”
หล่อนลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในร้านพร้อม ๆ กับคนตัวใหญ่ สั่งก๋วยเตี๋ยวต้มยำตำลึงซึ่งเป็นเมนูชูโรงของทางร้านมาคนละหนึ่งชาม ระหว่างนั่งรอก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ แต่แล้วเสียงทุ้มที่แหวกอากาศมาเข้าหูก็เรียกให้หันไปมอง
“เคยมากินไหม”
เมรีส่ายหน้า “ยังไม่เคยมาร้านนี้เลยค่ะ ปกติเวลามาหัวหินหนูอยู่แต่โซนห้าง”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับด้วยจังหวะเชื่องช้า ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยอะไร ไม่กี่นาทีให้หลังอาหารก็มาเสิร์ฟ ทั้งคู่จึงลงมือรับประทานโดยมีบทสนทนาบ้างประปราย
“อร่อยดีนะคะ”
“ถึงได้พามาไง”
คนตัวเล็กอมยิ้มน้อย ๆ ก่อนตักก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก
เธอชวนคุยเพื่อไม่ให้เงียบเหงาเกินควร “คุณแม่ของผู้กองจะไปงานอะไรเหรอคะ ทำไมถึงต้องซื้อชุดที่ร้านนั้น”
“งานแต่ง”
ไร้เสียงโต้ตอบของหญิงสาว
เขากล่าวเสียงเรียบ “งานแต่งลูกพี่ลูกน้อง”
“อ้อ”
“คิดว่างานแต่งผมหรือไง”
เมรีไหวไหล่ประกอบคำตอบ “เปล่าสักหน่อยค่ะ”
ระหว่างนั้นก็มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นมาขัดจังหวะ มันมีที่มาจากโทรศัพท์ของเมรีที่อยู่ในกระเป๋าผ้า หล่อนล้วงมือลงไปหยิบมันขึ้นมาเพื่อดูว่าเป็นแจ้งเตือนจากอะไร
น้ำเสียงราบเรียบถูกเปล่งออกจากริมฝีปากหยัก
“จีรึ”
“ไม่ใช่ค่ะ”
“งั้นใคร”
“แม่ครู”
คิ้วเข้มย่นเข้าหากัน “แม่ครู?”
“เป็นผู้ดูแลที่บ้านเด็กกำพร้าน่ะค่ะ ทำหน้าที่เป็นทั้งแม่และคุณครูของเด็ก ๆ ในบ้าน เด็กทุกคนก็เลยเรียกท่านว่าแม่ครู”
สรัลโคลงศีรษะเพื่อสื่อว่ารับทราบ “แล้วเขาทักคุณมาทำไม”
“ก็...” เธอเงียบไปหนึ่งอึดใจ “หนูเคยอยู่ที่นั่น”
“ทำงานเป็นคนดูแลเด็ก ๆ ก่อนมาอยู่ที่ร้านเจ๊พรน่ะรึ”
ดวงหน้าจิ้มลิ้มส่ายเอื่อยเฉื่อย “เป็นเด็กที่นั่นค่ะ”
“อ้อ”
เขารู้แค่เธออาศัยอยู่ในบ้านเช่าเพียงลำพัง จึงอนุมานไปว่าแค่ออกจากบ้านมาเช่าหอเพื่ออยู่ใกล้ ๆ กับที่ทำงาน คิดไม่ถึงว่าการอยู่คนเดียวของเมรีหมายถึง ‘อยู่คนเดียว’ จริง ๆ
“แล้วแม่ครูทักมาทำไม”
“ถามเรื่องที่จะเข้าไปเลี้ยงขนมน้อง ๆ ในบ้านน่ะค่ะ”
“คุณจะไป?”
“ค่ะ” สาวเจ้าผงกศีรษะขึ้นลง “ปกติหนูจะหาโอกาสกลับไปที่นั่นทุกปี ซื้อของไปฝากแล้วก็เลี้ยงอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามกำลังทรัพย์ของหนู แต่ปีนี้ดีหน่อยเพราะใกล้วันเกิดเจ๊พรแล้ว เจ๊เขาคิดไม่ออกว่าจะไปทำบุญที่ไหนหนูเลยเสนอให้ไปบ้านเด็กกำพร้า เจ๊พรเห็นด้วยก็เลยจะปิดร้านไปจัดงานวันเกิดที่นั่น วันนั้นเด็ก ๆ น่าจะได้กินของดี ๆ เยอะเลยค่ะ”
“วันไหน”
“พฤหัสค่ะ มะรืนนี้นี่เอง”
ตำรวจหนุ่มครางรับในลำคอ “อืม ใกล้วันเกิดผมแล้วเหมือนกัน ถือโอกาสไปร่วมทำบุญด้วยคงดี”
เมรีตาโต “ดีค่ะ ดีมาก ๆ เลย จะอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า ชุดนักเรียนหรืออุปกรณ์การเรียนก็เอาไปให้ได้หมดเลยค่ะ ช่วงนี้ก็ใกล้จะเปิดเทอมแล้วด้วย แต่ถ้าจะซื้อชุดนักเรียนต้องคุยกับแม่ครูก่อน จะได้รู้ไซซ์ที่เด็ก ๆ จะใส่ได้ ซื้อไปแล้วจะได้ไม่เสียของค่ะ”
“แบบนั้นก็ดี ถามให้ผมด้วยแล้วกัน”
“ได้เลยค่ะ” รุ่นพี่จากบ้านเด็กกำพร้าฉีกยิ้มแก้มปริเมื่อหาผู้สนับสนุนให้น้อง ๆ ได้ “แล้วผู้กองเกิดวันที่เท่าไรเหรอคะ พอดีที่บ้านจะมีธรรมเนียมปฏิบัติถ้ามีใครมาเลี้ยงวันเกิดก็จะเขียนการ์ดอวยพรให้เจ้าของวันเกิดน่ะค่ะ หนูจะได้แจ้งแม่ครูไว้”
“สามสิบ”
“อ้อ สิ้นเดือน”
“สิงหา”
สาวเจ้ากะพริบตาปริบ ๆ “แต่นี่เพิ่งจะพฤษภาเองนะคะ”
สรัลเลิกคิ้วอย่างเอาเรื่อง “แค่สามเดือนนิด ๆ มันไม่ใกล้ตรงไหน”
เมรีจ้องตำรวจหนุ่มนิ่ง ๆ ก่อนยกธงขาวเพราะหน่ายใจหากต้องเถียงกับทายาทแพปลาว่าระยะเวลาประมาณหนึ่งร้อยวันนั้นมันคือ ‘ใกล้ ๆ’ หรือ ‘อีกไกลพอสมควร’ เพราะรู้ว่าเถียงไปก็แพ้ราบคาบ
“ค่า ใกล้ก็ใกล้ค่า”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“แล้วมันไม่ใกล้ตรงไหนอะคับ”
