LNCrawler

ลุยไฟครั้งที่ ๑๐ [๑/๔]

เมรีลุยไฟ Ebook — novel.dek d.com · All chapters

ลุยไฟครั้งที่ ๑๐ [๑/๔]

ลุยไฟครั้งที่ ๑๐

 

ช่วงบ่ายคล้อยวันเดียวกันรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นก็ขับมาจอดที่หน้าหอพัก ร่างระหงที่นั่งบนเบาะข้างคนขับจึงผินหน้าไปทางสารถีหนุ่ม

มือบางยกขึ้นมาพนมพร้อมผงกศีรษะลงเล็กน้อย

“ขอบคุณสำหรับของอร่อย ๆ พวกนี้นะคะผู้กอง” ไม่ว่าเปล่ายังชูถุงขนมขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งล้วนเป็นของที่สรัลแวะซื้อให้ตอนกลับจากหัวหิน “เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ หรือว่าจะไม่ไปวิ่ง”

“ไป”

หญิงสาวโคลงศีรษะเนิบช้า “โอเคค่ะ”

แต่ก่อนที่มือเรียวจะเอื้อมไปเปิดประตู กระแสเสียงเข้มก็ขัดขึ้นเสียก่อน เป็นเหตุให้เจ้าหล่อนค้างมือไว้กลางอากาศแล้วเหลียวกลับไปมองยังเจ้าของรถ

สรัลเอ่ยแกมสั่ง “เย็น ๆ ไปที่สนามด้วย”

เจ้าหล่อนเว้นช่วงไปหนึ่งจังหวะก่อนยิงคำถามใส่ “หนูต้องไปด้วยเหรอคะ”

“หรือจะไม่ไป?”

มันเหมือนคำถามธรรมดา แต่สีหน้าและแววตากำลังก่อสงครามประสาททางอ้อม

“ถ้าอยากให้ไปก็ชวนดี ๆ สิคะ ไหนลองพูดว่า ‘รัม วันนี้ไปที่สนามด้วยนะ’ อ่า...ยังเงียบ งั้นก็แล้วแต่”

คนน้องไหวไหล่ เตรียมตัวจะลงจากรถและคิดว่าตนคงไม่ไปที่สนามบาสอย่างแน่นอนหากไม่ได้ยินคำพูดคำจาที่น่าฟังจากสรัล

“จะไปไม่ไป”

หล่อนถึงกับแค่นหัวเราะในลำคอ

“ก็ถ้าพูดแบบที่หนูให้พูดหนูจะเก็บมาพิจารณาอีกทีว่าจะไปหรือไม่ไป แต่ถ้าไม่พูดก็ไม่ไปค่ะ”

“ผมไม่พูด แต่คุณต้องไป”

สาวเจ้าแสร้งเบ้ปากใส่ “เอาแต่ใจจังเลย”

“ไม่ให้ผมเอาแต่ใจแล้วจะให้ผมเอาอะไรครับ”

เมรีนิ่งงัน กะพริบตาถี่ ก่อนยื่นมือไปเปิดประตูแล้วพาตัวเองออกไปอยู่นอกรถ

“หนู...หนูไปก่อนนะคะ”

“สรุปจะไปไหม”

“เจอกันที่สนามค่ะ”

สิ้นคำนั้นร่างแน่งน้อยก็หมุนตัวแล้วเดินเข้าไปในอพาร์ตเมนต์พร้อมถุงขนมที่นายตำรวจหนุ่มเป็นฝ่ายซื้อให้ หัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำ สับขาขึ้นบันไดไปพร้อมเสียงตึกตักในอก

สรัลเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ทุกครั้งที่พูดเหมือนกำลังควักหัวใจเธอมาเล่น

สองแก้มร้อนผ่าวจากอุณหภูมิในกายที่พุ่งสูง จนเมื่อสอดกายเข้ามาในห้องแล้วสิ่งแรกที่เมรีทำคือเปิดแอร์ ก่อนตรงไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา

จะให้ผมเอาอะไร...

เมรีอยากจะกรี๊ดให้คอแตก เธอจะไปรู้ไหมเล่าว่าเขาต้อง ‘เอา’ อะไรแทนเอาแต่ใจ จะมาถามกันเพื่ออะไร คนฟังมันจะเตลิดเอาหนาคุณตำรวจ

เมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้วเธอก็ง่วนอยู่กับการเก็บกวาดห้อง เปิดเพลงฟังให้ห้องมีชีวิตชีวา กินขนมที่สรัลซื้อให้ไปพลาง ๆ

ทำความสะอาดห้องได้สักพักก็เจอเข้ากับของใช้แปลกตาที่มั่นใจว่าไม่ใช่ของตน แต่จะว่าแปลกตานักก็ไม่เชิงเพราะเพิ่งเห็นมันอยู่บนดวงหน้าคร้ามคมเมื่อเช้านี้

เขาน่าจะลืมไว้ ตอนไปสนามเธอค่อยเอาไปคืน

จนแสงแดดเริ่มอ่อนลงเมื่อพระอาทิตย์ค่อย ๆ คล้อยต่ำ เมรีจึงพาตัวเองไปที่สนามบาสโดยไม่ลืมแวะซื้อน้ำเปล่ากับผ้าเย็นติดมือไปด้วย

ระหว่างเลือกซื้ออยู่นั้นก็กดโทร. ออกหาบวรกิต

(สวัสดีครับพี่รัม)

“วันนี้ไปซ้อมบาสไหม”

(ไปครับ แต่อาจจะเลตหน่อย ยังส่งของไม่เสร็จเลย)

“โอเค พี่ซื้อน้ำกับผ้าเย็นไปให้แล้ว ไว้เจอกันนะ”

(ขอบคุณครับ)

ให้หลังไม่ถึงสิบนาทีเมรีก็มาถึงที่หมาย ทั้งสนามมีแค่เธอกับชายร่างสูงที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เอสยูวีสีดำ

เธอจอดมอเตอร์ไซค์แล้วเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย

“ไม่ใส่หมวกกันน็อก ระวังจะโดนใบสั่ง”

คนถูกหมายหัวลอยหน้าลอยตาไม่ทุกข์ร้อน ก่อนเดินไปหยุดอยู่ใกล้ ๆ กับร่างสูงโปร่ง เงยหน้ามองเขาตาแป๋ว

“ถ้าโดนก็รับผิดชอบค่าเสียหายให้ด้วยค่ะ เพราะออกมาข้างนอกตามคำสั่งของคนแถวนี้”

สรัลโน้มตัวลงมา พาลมหายใจอุ่นร้อนรดรินดวงหน้าผุดผาด

“ความผิดผม?”

เจ้าของร่างระหงรีบผละตัวออกห่างร่างกำยำด้วยการถอยหลังหนึ่งก้าว แต่อาจเพราะก้าวโดยไม่ทันระวังถึงได้จวนจะเสียหลักล้มลง

ถ้าไม่ใช่เพราะมีท่อนแขนแข็งแรงของชายร่างแกร่งตวัดรัดรอบเอวคอดกิ่วก่อนน่ะนะ...เธอคงล้มไปแล้ว

ความใกล้ชิดทำให้รับรู้ได้ถึงลมหายใจของกันและกัน

เป็นเมรีที่พยายามผละตัวออกจากพันธนาการของกายล่ำสัน เธอเว้นระยะห่างระหว่างตนกับนายตำรวจ

“ขอบคุณที่ช่วยค่ะ”

มือเรียวยกขึ้นมาลูบท้ายทอยแก้เก้อ โชคดีที่มีรถคันอื่นแล่นเข้ามาที่สนาม บรรยากาศชวนมวนท้องระหว่างเธอกับเขาจึงยุติลงไปโดยปริยาย

ผู้คนทยอยมาที่สนาม นักกีฬาก็เตรียมตัวซ้อม สองหมวดเองก็เดินทางมาถึงแล้วเช่นกัน

“สวัสดีครับน้องรัม”

นอกจากจิรายุจะเอ่ยทักทายตนแล้ว ธนากรก็ส่งยิ้มพร้อมเอ่ยทักอย่างเป็นมิตร

“หวัดดีน้องรัม วันนี้มาไวนะ”

จิรายุทรุดกายนั่งลงข้างเธอ ส่วนธนากรนั่งข้างคู่หู

“สวัสดีค่ะพี่จี หมวดเธียร วันหยุดน่ะค่ะเลยมาไว”

“อ่า จริงด้วย”

ทั้งสามพูดคุยกันไปตามประสาคนรู้จัก ผ่านไปสักพักบวรกิตก็มาสมทบกับทีมของตัวเอง

หมอนั่นวางกระเป๋าไว้ข้าง ๆ เธอก่อนวิ่งลงสนาม เมรีมองตามน้องชายต่างสายเลือด แต่แล้วกลับสะดุดเข้ากับสายตาสีเหล็กที่มองมาทางตน ก่อนจะถอนสายตาออกจากดวงหน้าเกลี้ยงเกลาไปมองลูกบาสเกตบอลแทน

“น้องรัมกินข้าวเย็นหรือยัง เสร็จจากตรงนี้ไปหาอะไรกินด้วยกันไหม”

เสียงนั้นปลุกเธอให้ตื่นจากภวังค์ ก่อนหันไปทางจิรายุ

“กินแล้วค่ะ พี่จียังไม่ได้กินเหรอคะ”

“ครับ ว่าจะกินก่อนกลับบ้าน”

“อ้อ หนูกินก่อนมาที่นี่แล้วน่ะค่ะ ตอนนี้ยังอิ่มอยู่เลย”

ชายหนุ่มระบายยิ้มอย่างใจดี “โอเคครับ ไว้วันอื่นแล้วกัน”

ครั้นนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มกว่า นักกีฬาก็ยุติการซ้อมลง สองหนุ่มต่างทีมเดินตรงมายังกลุ่มคนทั้งสามที่พากันลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน

เมรียื่นขวดน้ำกับผ้าเย็นให้สรัล ซึ่งเขาก็รับไว้โดยไม่อิดออด ก่อนจะยื่นมันให้กับบวรกิตบ้าง

“โอเคนะบูม”

อีกฝ่ายยิ้ม เข้าใจดีว่าพี่สาวหมายถึงเรื่องอะไร “โอเคครับพี่รัม ยายแกแก่มากแล้วน่ะ แต่พอคิดถึงก็ใจหายอยู่เหมือนกัน”

เธอตบบ่าน้องชายเบา ๆ เป็นการปลอบประโลม

สองหมวดก็ไม่ลืมที่จะให้กำลังใจหนุ่มรุ่นน้อง คุยกันได้สักพักก็ตั้งท่าจะสืบเท้าเดินออกจากสนามเพื่อไปยังจุดที่จอดรถไว้

แต่เสียงของใครบางคนกลับฉุดรั้งการก้าวเดินของคนทั้งกลุ่มได้อย่างดี ราวมีมือที่มองไม่เห็นยื่นมาจับข้อเท้าไว้ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า

“รัม”

ไม่ใช่เพียงแต่เจ้าของชื่อที่หันไปทางเสียงทุ้มต่ำของนายตำรวจ แต่อีกสามชีวิตที่ไม่ได้ชื่อรัมก็หันไปมองสรัลเป็นตาเดียว

เมรีขานรับ “คะ?”

“เห็นแว่นผมไหม”

คำถามนั้นทำเมรีนิ่งงันไปอย่างใช้ความคิด

แว่น...?

ก่อนที่เธอจะนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายลืมแว่นกันแดดไว้ที่ห้อง แต่เธอเองก็ลืมหยิบมันมาให้เขาเช่นกัน จึงขยับปากเตรียมตอบคำถามทว่าก็ไม่ทันทายาทแพวรางกูรที่โพล่งขึ้นมาเสียก่อน

“ผมน่าจะลืมไว้ที่ห้องคุณ”

°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°

“เอ๋ ๆ ทำไมผมถึงลืมแว่นไว้ที่ห้องสาวได้น้า อ่อ เพราะผมไปห้องสาวมานี่เอง #โครงการผู้กองชนะ #โครงการไทยช่วยไทยแล้วใครช่วยผู้หมวด”

b12998cda6cc8e2fdd0810b07e23fb39.jpg