LNCrawler

ลุยไฟครั้งที่ ๑ [๒/๔]

เมรีลุยไฟ Ebook — novel.dek d.com · All chapters

ลุยไฟครั้งที่ ๑ [๒/๔]

พระอาทิตย์โผล่พ้นผิวน้ำที่เส้นขอบฟ้ามาเกินครึ่งดวง ทอแสงเป็นประกายระยิบระยับยามกระทบกับผืนน้ำสีคราม แดดอ่อน ๆ ไม่ทำให้รู้สึกแสบผิว สายลมโกรกพัดไอทะเลมากระทบผิว

ขาเรียวยังคงเร่งจังหวะไปพร้อม ๆ กับเจ้าสี่ขาที่วิ่งไวขึ้นอีกนิดหน่อย ซึ่งดูเหมือนมันจะชอบมากกว่าการกึ่งเดินกึ่งวิ่ง

เมรีชะลอฝีเท้าเมื่อวิ่งมาอยู่ขนาบข้างกับชายร่างสูง ส่วนสูงของเธออยู่ที่หนึ่งร้อยหกสิบนิด ๆ ส่วนคนข้าง ๆ หากให้คาดคะเนเขาน่าจะสูงกว่าเธอเกือบหนึ่งไม้บรรทัด เดาว่าอาจจะอยู่ที่หนึ่งร้อยแปดสิบกระมัง

ด้วยประการฉะนั้นหล่อนจึงต้องเงยหน้านิดหน่อยเพื่อคุยกับเขา

“ผู้กองเพิ่งมาวิ่งเป็นวันแรกเหรอคะ”

คนตัวสูงทิ้งหางตามองเจ้าของคำถาม

“ครับ”

“ถึงว่า หนูไม่เคยเห็นผู้กองที่นี่เลย แต่วิ่งตอนเช้าแบบนี้บรรยากาศดีนะคะ ไม่ร้อนด้วย”

คู่สนทนาพยักหน้ารับ

“หนูมาวิ่งที่นี่หลายเดือนแล้วค่ะ พาวิเวียนมาออกกำลังกายเพราะน้องเป็นหมาบ้าพลัง อยู่แต่บ้านเดี๋ยวจะเครียด แต่น้องไม่ใช่หมาของหนูนะ เป็นหมาของคนรวย พอดีเจ้าของวิเวียนไปทานอาหารที่ร้านเจ๊พรแล้วเขาพูดกันเรื่องหมาว่าไม่ค่อยว่างพาไปวิ่ง หนูก็เลยอาสาพาน้องออกมาวิ่งทุกเช้า จนตอนนี้สนิทกันแล้วค่ะ”

ชายร่างกำยำปรายสายตาไปยังเจ้าหมายักษ์ ก่อนดึงหน้ากลับไปมองทาง

“ที่บ้านคุณมีน้องหมาไหมคะ พามาวิ่งได้นะ วิเวียนจะได้มีเพื่อน หรือถ้าไม่สะดวกจูงเองให้หนูจูงก็ได้ หนูน่ะเซียนสุด ๆ  ถึงหมาจะแรงเยอะแต่ก็สู้แรงหนูไม่ได้หรอกค่ะ หนูเอาอยู่หมด”

เขาตัดบท “ผมไม่ได้เลี้ยงหมา”

“อ้อ น่าเสียดาย”

ขายาวเร่งจังหวะจนเริ่มทิ้งห่างกับหนึ่งคนและหนึ่งตัว

เมรีหอบหายใจรุนแรงเพราะปกติก็แค่พาวิเวียนมาวิ่งเหยาะ ๆ พอให้ได้ออกแรง ไม่ได้วิ่งอย่างกับซ้อมแข่งเช่นนี้

หล่อนว่า “วิเวียน วิ่ง”

หมาแดงกับพี่เลี้ยงพากันวิ่งจนอยู่ในระนาบเดียวกับตำรวจหนุ่มอีกครั้ง

“ผู้กองวิ่งไว...แฮ่ก ๆ  จังเลยค่ะ”

เจ้าหล่อนยังยิ้ม แม้หัวใจจะเริ่มเต้นคร่อมจังหวะ ใบหน้าร้อนผ่าว เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าเพื่อบอกว่าอุณหภูมิในร่างกายพุ่งสูงกว่าปกติ

“ไม่เหนื่อยเหรอคะ”

“ไม่ครับ”

เมรีหอบหายใจถี่ “หนูก็ไม่เหนื่อยค่ะ ชิลมาก คือหนูกับวิเวียนเราวิ่งแบบนี้ทุกวันอยู่แล้ว ยังเคยมีคนทักเลยนะคะว่าวิ่งเก่งแบบนี้ลงแข่งคงได้เหรียญทอง แต่หนูแค่พาหมามาวิ่งตามหน้าที่น่ะค่ะ ไม่ได้จะจริงจังอะไรขนาดนั้นหรอก”

แน่ล่ะ เธอโม้

ไร้การตอบโต้จากคู่สนทนา ราวกับกำลังง่วนอยู่กับการวิ่งจนไม่สนใจสิ่งใด

“วิ่งเสร็จผู้กองจะกลับบ้านเลยหรือเปล่าคะ ถ้าไม่งั้นเราแวะหาอะไรกินกันก่อนดีไหมคะ ดูเหมือนผู้กองเพิ่งย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ ให้หนูพาไปกินร้านอร่อย ๆ ได้นะคะ หนูรู้จักปากน้ำทุกซอกทุกมุมค่ะ”

“ผมคงจะกลับบ้านเลย”

สาวเจ้าผงกศีรษะเป็นเชิงรับรู้ “แล้วก่อนหน้านี้ผู้กองอยู่ที่ไหนเหรอคะ”

เมรีรู้ว่าตนคงจะถามซอกแซกอย่างกับตำรวจสอบปากคำผู้ต้องหา และการเอาแต่ชวนคุยก็อาจทำให้เธอดูสะเหล่อ แต่ถ้าไม่ยอมสะเหล่อบ้างบางทีเธอก็ไม่มีวันได้รู้จักกับเขา

เมื่อปลอบใจตัวเองว่าทุกคนย่อมเคยทำตัวสะเหล่อ แล้วเธอจะไปแคร์อะไร เช่นนั้นแล้วเมรีก็ไม่อายที่จะชวนทายาทแพวรางกูรคุย

“กรุงเทพฯ”

“อ้อ แต่ตอนนี้ย้ายมาที่นี่เพราะจะอยู่ยาวน่ะเหรอคะ”

ชายหนุ่มผงกศีรษะเบา ๆ

“แล้ววันนี้ต้องไปทำงานไหมคะ”

“วันหยุด”

กลีบปากสีระเรื่อเบนกว้าง “ดีจังที่ได้หยุดเสาร์อาทิตย์”

เขาไม่พูดอะไร เอาแต่วิ่งจนทิ้งห่างกับเธออีกครั้ง แต่เธอกับหมาแดงก็ตีเสมอได้

ไม่ล้ม ไม่หาย ไม่ตาย เมรีวิเวียน

“ผู้กองชื่อสามใช่ไหมคะ เมื่อวานได้ยินสารวัตรเรียกอยู่”

“อาฮะ”

สาม รัม... ชื่อเล่นสะกดด้วยม.ม้าเหมือนกัน เดาว่าชะตาน่าจะต้องกันอยู่พอสมควร

เธอคิดแล้วก็ได้แต่ยิ้มกรุ้มกริ่มด้วยความชอบอกชอบใจ

“แล้ว-”

แต่เสียงเข้มแทรกขึ้นก่อนที่เสียงใสจะทันได้เอื้อนเอ่ย

“คุณ”

เมรีหน้าร้อน ไม่แน่ใจนักว่าเพราะเหนื่อยจากการวิ่งหรือขวยเขินที่เขาเป็นฝ่ายเรียกขานตนก่อน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ปล่อยให้เธอพูดคนเดียวจนนึกว่าตัวเองเป็นคอลเซนเตอร์ท่านหนึ่ง

“คะ?”

“หมาไปแล้ว”

เมรีมีสีหน้าเหลอหลา “หือ?”

หญิงสาวหลุบตาลงต่ำมองฝ่ามือตัวเอง ไร้วี่แววของสายจูงที่ควรจะมี

เสียงถอนหายใจหนัก ๆ อย่างคนเอือมระอาแหวกอากาศเข้ามากระทบโสตประสาท ก่อนเสียงฝีเท้าจะห่างออกไปเรื่อย ๆ

เธอละความสนใจจากตำรวจหนุ่มแล้วหันซ้ายแลขวาเพื่อหาหมายักษ์ จนเจอตัวการที่วิ่งลงไปยังชายหาดสีขาว ด้วยประการฉะนั้นพี่เลี้ยงสาวจึงรีบสับขาวิ่งไปหาหมาตัวใหญ่ก่อนที่มันจะเตลิดไปไกล พร้อมส่งเสียงเรียกไปด้วย

“วิเวียน กลับมาหาพี่รัมเร็ว ๆ”

เธอสับขาวิ่งบนชายหาดที่ก็ไม่ได้ทรงตัวได้ดีนัก ปากก็ทำหน้าที่ร้องเรียกหมายักษ์

“กลับมาก๊อน!”

เมรีวิ่งไปได้ครู่สั้น ๆ ก็สะดุดล้มหน้าคะมำจนกลิ้งอยู่บนพื้นทราย สร้างความอนาถใจให้แก่ผู้พบเห็นจนต้องพาขายาว ๆ ก้าวไว ๆ ไปยังเจ้าหน้าขน

สรัลเดินผ่านสิ่งมีชีวิตที่น่าจะไม่มีอะไรทำถึงขนาดลงไปคลุกทรายราวกับมองไม่เห็นเจ้าหล่อน กระทั่งได้สายจูงของวิเวียนมาอยู่ในมือ เสร็จแล้วจึงพาหมายักษ์กลับไปหาพี่เลี้ยงที่อวดอ้างสรรพคุณว่าเซียนนักเซียนหนา หมาแรงเยอะก็ไม่สู้แรงตัวเอง

เพราะแบบนี้ไงคนเราถึงไม่ควรโกหกในเรซูเม่ ประเดี๋ยวมันจะโป๊ะแตกตอนได้ทำงานจริง ๆ

เมรีลุกขึ้นแล้วปัดทรายออกจากตัว

เธอฉีกยิ้มให้เขา “ขอบคุณค่ะ ได้ผู้กองช่วยไว้แท้ ๆ เลย”

มือบางยื่นไปรับสายจูงมาถือแทน

“ผู้กองจะวิ่งต่อไหมคะ” เธอถามแต่ไม่เปิดโอกาสให้เขาตอบ “ถ้างั้นก็ไปวิ่งกันต่อเถอะค่ะ ครั้งนี้หนูจะจับสายจูงแน่น ๆ ไม่ให้วิเวียนหลุดอีกแล้วค่ะ อ้อ แล้ววิ่งเสร็จอย่าเพิ่งรีบกลับบ้านเลยนะคะ ให้หนูได้เลี้ยงข้าวสักมื้อเพื่อตอบแทนที่ผู้กองอุตส่าห์ตามจับวิเวียนให้เถอะค่ะ ถ้าไม่ได้ผู้กองช่วยไว้เห็นทีจะแย่”

ดวงตาดุดันกวาดมองเจ้าของร่างแน่งน้อยตั้งแต่หัวยันปลายเท้า แล้วลากขึ้นมาวางสายตาไว้ที่ดวงหน้าผุดผาด สองแก้มมีเลือดฝาดจากการออกกำลังกาย ไหนเล่ายังมีเม็ดทรายเปื้อนแก้มส่งให้ดูมอมแมมยิ่งกว่าวิเวียนที่เพิ่งวิ่งลุยหาดทรายเมื่อสักครู่เสียอีก

ตอนนี้สภาพหล่อนก็ดูแย่มิใช่หรือ...

ผู้กองหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่มีความระอาซุกซ่อนอยู่ในนั้นพอสมควร

“ถ้าผมเป็นคุณนะ”

หล่อนเอียงคอเล็กน้อย ตาแป๋ว ๆ จ้องเขาด้วยความฉงนฉงาย

“...?”

“สิ่งแรกที่ผมจะทำคือกลับไปอาบน้ำ”

°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°

“เราก็ไม่ได้มอมแมมขนาดนั้นรึปะ”

e4a3a61b99f74f9801a966a8d36f06ba.jpg