ลุยไฟครั้งที่ ๑๐ [๒/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๑๐ [๒/๔]
ร้านอัมพรโภชนาปิดให้บริการหนึ่งวันเนื่องจากเจ้าของร้านต้องเดินทางไปบ้านเด็กกำพร้า นอกจากเจ๊พรก็มีเฮียซ้ง ผัวเจ๊พร พี่นันแม่ครัว พี่แก้ว พี่ชลลี่และน้องเล็กอย่างเมรี
อ้อ...มีผู้กองสรัลด้วย
เมรีส่งรายละเอียดเรื่องไซซ์ชุดนักเรียนของเด็ก ๆ ให้นายตำรวจผ่านทางไลน์เมื่อวันอังคาร ที่หลังบันทึกเบอร์ไว้ไลน์ของอีกฝ่ายก็เด้งขึ้นมา พอวันพฤหัสบดีชุดนักเรียนจำนวนมากก็กองอยู่ที่หลังรถ พร้อมกันนั้นยังมีรองเท้านักเรียน และอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ อีกนับไม่ถ้วน
หญิงสาวเอี้ยวตัวไปมองเบาะหลังที่มีของตั้งไว้จนไร้ที่ว่าง ส่วนที่วางของด้านหลังก็เต็มเช่นกัน
สาวเจ้าดึงหน้ากลับมาหาสารถี “ซื้อมาเยอะมากเลยค่ะ เด็ก ๆ คงดีใจกันมาก”
“ถ้าชอบก็ดี”
“พนันได้เลยค่ะว่าชอบกันมากแน่ ๆ เปิดเทอมใหม่ ชุดใหม่ เด็กคนไหนจะไม่ชอบ”
เขากล่าวเสียงเรียบ “พนัน”
“แค่เปรียบเปรยค่ะ ไม่ได้ทำแบบนั้นจริง ๆ สักหน่อย อย่าจับผิดหนูสิคะ”
สรัลเคลื่อนรถออกจากบริเวณหอพักเพื่อมุ่งหน้าไปยังบ้านเด็กกำพร้า ที่เดิมทีเมรีจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปเองแต่เขาบอกว่ามารับได้ และเธอไม่ปฏิเสธน้ำใจของเขา
เมรีไม่ได้ไปตัวเปล่าแต่เตรียมขนมอย่างคัพเค้กและคุกกี้ไปฝากเด็ก ๆ เธอซื้อผ่าน Home Cook ที่ทำของขายตามกลุ่มคนปากน้ำปราณในเฟซบุ๊ก หลังสั่งไปแล้วพวกเขาก็ทำตามออเดอร์ จากนั้นก็นำมาส่งให้ถึงที่ ถือเป็นการกระจายรายได้ไปสู่พ่อค้าแม่ขายในท้องถิ่น
ห้องโดยสารมีเสียงเพลงเปิดคลอเบา ๆ ก่อนเสียงใสจะดังกลบเสียงดนตรี
“ลางานบ่อย ๆ แบบนี้ไม่มีปัญหาอะไรเหรอคะ”
“ก็ไม่เห็นว่าจะมี”
เขารู้ตัวหรือเปล่าว่าตัวเองนั้นแสนจะน่าหมั่นไส้
รถแล่นไปเรื่อย ๆ โดยไร้บทสนทนา ทว่าไม่มีวี่แววของความน่าอึดอัดเช่นกัน เมรีรู้สึกว่ากำแพงหัวใจของเขาค่อย ๆ พังทลายลงอย่างช้า ๆ ส่วนภูเขาน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นมาปกป้องหัวใจตัวเองจากความผิดหวัง มันก็หลอมละลายไปทีละนิด
อาจจะเพราะความใกล้ชิด บทสนทนา หรือแม้แต่เปิดเปลือยเจตจำนงของใจ
เพราะแบบนั้นเขาเองก็พูดคุยกับเธอมากขึ้น ส่วนเธอก็ไม่ต้องพยายามหลีกหนีหัวใจตัวเอง
“เจ๊พรกับคนอื่น ๆ ไปกันหรือยัง”
“สักพักแล้วค่ะ อาจจะถึงก่อนพวกเรา”
เขาโคลงศีรษะเนิบนาบ “ผมไม่เคยไปที่นั่นเลย”
“เพราะแบบนั้นมั้งคะเราถึงไม่มีโอกาสได้เจอกันมาก่อน” พูดพลางวาดยิ้มบาง ๆ ก่อนเบือนหน้าไปมองด้านนอก “ผู้กองไม่เคยไปที่นั่น ส่วนหนูก็อยู่ที่นั่นมาตั้งแต่เกิด”
สรัลชำเลืองไปทางหญิงสาวข้างกาย แต่เพียงเสี้ยววินาทีก็ถอนสายตาจากเสี้ยวหน้าด้านข้างของเจ้าหล่อนไปมองถนน
“รู้ไหมว่าพ่อแม่คือใคร”
ดวงหน้างามแฉล้มส่ายน้อย ๆ
“อยากรู้หรือเปล่า บางทีผมอาจช่วยตามหาได้”
เธอไหวไหล่ “ไม่รู้จะตามหาไปทำไม เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วค่ะ”
เขาเงียบ
“ขอบคุณผู้กองมากนะคะที่มีน้ำใจ แต่หนูน่ะอยู่คนเดียวจนชินแล้ว ถ้ามีพ่อมีแม่ตอนนี้ก็คงรู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันมากกว่า อาจจะอึดอัดเปล่า ๆ ทั้งหนูและพวกเขา ถึงจะสายเลือดเดียวกันแต่ถ้าไร้ซึ่งความผูกพัน บางทีมันก็เป็นคนอื่นคนไกลมากกว่า หนูว่าอย่าเจอกันอีกเลยคงดีที่สุด”
“แล้วอยู่ที่นั่นจนโตเลยรึ”
“อยู่จนอายุสิบแปดแล้วก็ออกมาหางานทำค่ะ”
สรัลปล่อยให้ความเงียบเข้ามาทำหน้าที่ของมันเกือบนาที “เพราะงั้นคุณถึงเช่าบ้านหลังนั้นทั้งที่มันไม่ปลอดภัย แต่เพราะราคามันถูก?”
“ใช่ค่ะ หนูไม่ได้มีทุนทรัพย์มากมายพอจะเลือกได้ ตอนแรกก็คิดว่าจะอยู่แป๊บเดียวพอหาเงินได้ค่อยย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่ดันเจอป้าบัวกับบูมที่ทำให้หนูตัดสินใจอยู่ยาว ป้าบัวดีกับหนูมาก ๆ ค่ะ บูมก็ทำให้หนูไม่เหงา เลยน่าเสียดายนิดหน่อยที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจนหนูอยู่ต่อไม่ได้ อ่า พูดเรื่องนี้ก็ดี สรุปว่าค่ามัดจำที่ผู้กองจ่ายไปมันทั้งหมดเท่าไรคะ”
“ลืม”
เมรีคิ้วขมวด “ลืมเนี่ยนะ?”
“แล้วทำไม ลืมไม่ได้เรอะ”
“โอนไปหรือเปล่าล่ะคะ เอาสลิปมาดูสิ”
“ลบไปแล้ว รกเครื่อง”
“ดูในแอปก็ได้ค่ะ”
สารถีหนุ่มเหลือบมองคนตัวเล็ก “ถ้าว่างเดี๋ยวดูให้ แต่ตอนนี้ไม่ว่าง”
เธอผงกศีรษะเป็นเชิงสื่อว่ารับทราบ ก่อนที่ห้องโดยสารจะมีเพียงเสียงเพลงที่ดังคลอเคล้าไปเรื่อยทาง กระทั่งมาถึงที่หมายในครึ่งชั่วโมงให้หลัง ทั้งสองจึงลงจากรถเพื่อไปสมทบกับคนอื่น ๆ ที่อยู่ด้านใน โดยฝ่ามือใหญ่เอื้อมมาคว้าถุงขนมของเมรีไปถือไว้เสียเอง
ทันทีที่เดินเข้ามาก็เจอเข้ากับผู้ดูแลบ้านเด็กกำพร้าที่ส่งยิ้มหน้าระรื่นให้แขกกิตติมศักดิ์
“สวัสดีค่ะแม่ครู”
แม่ครูรีบเดินมาหาลูกสาวต่างสายเลือดที่ตนแสนรัก
“หวัดดีจ้ะลูก โอ้ โตกว่าเมื่อปีที่แล้วอีกนะเนี่ย สวยขึ้นจนแม่จำแทบไม่ได้เลย”
“ยอกันเกินไปแล้วค่ะ”
“แต่รัมสวยขึ้นจริง ๆ นะลูก” ชมหญิงสาวเสร็จก็หันไปส่งยิ้มให้ชายหนุ่มที่อยู่ข้างเมรี
สรัลยกมือที่มีถุงขนมขึ้นเพื่อทำความเคารพอีกฝ่าย “สวัสดีครับ”
“สวัสดีจ้ะ ผู้กองสามใช่ไหมคะ”
“ครับ”
“เด็ก ๆ รออยู่ข้างในแล้วค่ะ”
เมื่อเดินเข้าไปด้านในก็เจอเข้ากับพลพรรคจากร้านอัมพรโภชนาที่มาถึงก่อนแล้ว เจ๊พรมาพร้อมกับอาหารหน้าตาน่ากิน มันส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนเด็ก ๆ ต่างก็ตั้งตารอที่จะได้กินของอร่อยจากร้านดังแห่งเมืองปากน้ำปราณ
แต่ทันทีที่เห็นพี่สาวอย่างเมรี ทุกคนก็กรี๊ดกร๊าดจนแม่ครูต้องยกมือมาแตะที่ปากเพื่อให้ทุกคนอยู่ในความสงบ
หนุ่มสาวขยับไปรวมกลุ่มกับคนจากร้านอาหาร
“สวัสดีค่ะเจ๊ เฮีย” โดยไม่ลืมทำความเคารพพี่ ๆ คนอื่น ๆ ที่เอาแต่หรี่ตาแคบมองเธอราวจับผิด หนำซ้ำยังยิ้มกรุ้มกริ่มจนน้องเล็กของร้านได้แต่ถลึงตาใส่เพื่อสื่อให้หยุดแซวผ่านสายตาได้แล้ว
“สวัสดีครับเจ๊พร เฮียซ้ง วันนี้ผมขอร่วมบุญด้วยคนนะครับ”
สามีเจ้าของร้านอาหารพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มให้แก่ลูกชายเจ้าของแพปลา ที่เขาก็นึกสงสัยไม่หายว่าจับพลัดจับผลูมากับลูกน้องที่ร้านได้อย่างไร แต่ก็คร้านจะหาคำตอบกับเรื่องหยุมหยิม
หญิงวัยกลางคนว่า “เจ๊น่ะยิ่งกว่ายินดี มา ๆ มาช่วยกันตักอาหารให้เด็ก ๆ เร็ว”
แล้วการแจกอาหารเด็ก ๆ ก็ดำเนินไปพร้อมรอยยิ้มและเสียงเล็ก ๆ ที่เอาแต่เอ่ยคำขอบคุณ เด็กทุกคนยิ้มหน้าระรื่น และจะฉีกยิ้มกว้างขึ้นเมื่อเดินผ่านหน้าพี่สาวอย่างเมรี
“ขอบคุณค่ะพี่รัมคนสวย”
คนถูกชมหน้าซับสี “ปากหวานจังเรา”
เด็กน้อยหัวเราะคิกคักก่อนเดินกลับไปนั่งที่พร้อมถาดอาหารในมือ
หนุ่มน้อยอีกคนเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ “สวัสดีครับพี่รัม”
“สวัสดีจ้าเด็กแสบของพี่”
อีกฝ่ายฉีกยิ้มจนเห็นฟันหลอ “คิดถึงพี่รัมมาก ๆ เลยครับ”
“พี่ก็คิดถึงพวกเรามาก ๆ เหมือนกัน”
คู่สนทนายิ้มแป้น พอขยับไปอยู่ตรงหน้าสรัลก็ทำท่าตะเบ๊ะ เพราะเด็ก ๆ รู้ดีว่าคนที่มาแจกของให้นั้นเป็นตำรวจยศใหญ่
“โตไปผมจะเป็นตำรวจแบบผู้กองครับ”
อุ้งมือหนาเอื้อมไปลูบหัวทุยอย่างแผ่วเบา “เก่งแบบนี้เป็นได้อยู่แล้ว”
เมรีเพิ่งเคยเห็นมุมนี้ของผู้ชายเย็นชา ว่าจริง ๆ แล้วเขาก็อ่อนโยนเป็นเหมือนกัน
เด็ก ๆ ได้กินทั้งของคาวจากเจ๊พร และของหวานจากเมรี ระหว่างที่กินอยู่นั้นพวกผู้ใหญ่ก็ผละตัวออกมาช่วยกันขนชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนไปไว้ด้านในเพื่อเตรียมมอบให้แก่เด็กในบ้าน
เมรีมองภาพน้อง ๆ รับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ใกล้ ๆ กันมีเสื้อผ้ากองโตและสารพัดเครื่องเขียน หล่อนก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพรูออกอย่างเชื่องช้า ภาพในอดีตซ้อนทับอย่างกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
ครั้งหนึ่งเธอก็เคยเป็นเด็กเหล่านี้...
หลังรับประทานอาหารเสร็จก็ถึงเวลารับของจากผู้ใหญ่ใจดีอีกหนึ่งท่าน นั่นก็คือสรัล
วันนี้เจ๊พรกับผู้กองแห่งชุดสืบสภ.ปากน้ำปราณได้รับการ์ดอวยพรจากเด็ก ๆ เนื่องในโอกาสพิเศษเพราะเป็นวันคล้ายวันเกิด ของเจ๊พรน่ะเกิดวันนี้ แต่ของสรัลนี่สิ
เด็กน้อยคนหนึ่งยื่นการ์ดให้แก่ผู้ใหญ่ใจดี ก่อนเอ่ยไปตามประสาเด็กเล็ก
“สุขสันต์วันเกิดนะคะผู้กอง ขอให้ผู้กองมีความสุขมาก ๆ ค่ะ ขอบคุณที่มาหาพวกเรานะคะ” ก่อนเด็กน้อยจะกระซิบถามเสียงแผ่ว “อีกนานเลยกว่าจะถึงวันที่สามสิบสิงหา วันนั้นผู้กองมาหาพวกหนูอีกรอบได้ไหมคะ หนูจะทำการ์ดให้อีกค่ะ”
“ครับ แล้วจะมาหาใหม่นะ”
สิ้นคำนั้นเด็กน้อยก็เดินกลับไปนั่งที่
แต่แม้ว่าเมื่อครู่นี้เจ้าหนูนั่นจะกระซิบกระซาบอย่างไร เมรีก็ได้ยินเพราะยืนอยู่ใกล้ ๆ
อีกนานเลยกว่าจะถึงวันที่สามสิบสิงหา...
มือบางยกขึ้นมาปิดปากเพื่อกลั้นหัวเราะ แต่กลับได้รับค้อนวงใหญ่จากคนตัวโตที่เคยยืนกรานว่าอีกสามเดือนข้างหน้าไม่เรียกว่าไกล
สายตาขุ่น ๆ คู่นั้นเหมือนมีเสียงออกมาว่า ‘ขำอะไร’
เธอจึงเอ่ยเสียงแผ่วพอให้ได้ยินกันแค่สองคน “เห็นไหมคะ เด็กประถมยังรู้ว่าไกล ไม่รู้ทำไมอาสามถึงบอกว่าสิ้นเดือนสิงหามันใกล้นิดเดียว”
เขาหลุบตาลงต่ำ มองเมรีด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนเอ่ยเสียงลอดไรฟันซึ่งมันเบาจนมีแค่เมรีที่ได้ยิน
“ถ้าเรียกอาสามอีก...” สรัลเว้นช่วงไปเล็กน้อย โน้มศีรษะลงมาจนระยะห่างระหว่างหนุ่มสาวเหลือเพียงน้อยนิด “ผมจะทำให้คุณเรียกชื่อผมทั้งคืน”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“ชีวิตยัยหนูนี่ดูไม่ค่อยปลอดภัยนะแม่ยาย รีบโทรแจ้งตำรวจที่เป็นผู้กองบ้านอยู่แพปลาให้มาดูแลด่วน ๆ เลยคับ”
