ลุยไฟครั้งที่ ๑๐ [๔/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๑๐ [๔/๔]
ตกเย็นวันเดียวกันนั้นเมรีได้รับสายจากเจ้าของร้านอัมพรโภชนา ที่โทร. มาแจ้งข่าวดีว่าวันเสาร์หน้าเธอสามารถลางานได้ เพียงแต่ต้องทำงานในวันอังคารแล้วไปหยุดวันเสาร์แทน
หลังวางสายจากนายจ้างไปแล้ว คนเดียวที่โผล่ขึ้นมาในหัวก็ไม่พ้นเขา
หน้าจอสี่เหลี่ยมปรากฏชื่อของคนที่ตนนึกถึง
ไม่นานนักปลายสายก็รับ
(ว่า)
“สวัสดีค่ะผู้กอง” แล้วถามเข้าประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม “ผู้กองคุยกับเจ๊พรให้หนูเหรอคะ”
(คุยอะไร)
“เรื่องลาวันเสาร์”
(เปล่า)
หล่อนสวน “ไม่เชื่อ ผู้กองนั่นแหละ”
(ผมใจดีขนาดนั้นเชียว)
“ก็ดูจะไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ” เมรีตอบออกไปตามตรง “แต่ก็คิดว่าเป็นฝีมือผู้กอง ที่หนูโทร. หาก็แค่จะมาขอบคุณค่ะ”
(ผมจะไปทำแบบนั้นทำไม) ปลายสายเอ่ยเสียงราบเรียบ แต่กลับไม่รอให้เธอโต้ตอบก็โพล่งขึ้นอีกประโยค (อีกสิบนาทีมารอที่หน้าหอ)
“รออะไรคะ”
(ไปสนาม) ก่อนเสริม (ผมกำลังจะออกจากบ้าน)
เธอกลอกตาใส่ ‘คุณชาย’ ที่คงหลงคิดว่าสามารถชี้นิ้วสั่งคนอื่นได้ทุกอย่าง
แต่จะแปลกอะไร ก็นี่มันคุณชายสรัลที่เกิดบนกองเงินกองทอง อีโก้ก็สูงลิ่วอย่างกับต้นตาลสามพี่น้องที่ริมหาด ไหนยังสถาปนาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลอีกด้วย
และถ้าเธอเอาแต่ยอม เขาก็ยิ่งได้ใจ
“ทำไมหนูต้องไปไหนมาไหนตามคำสั่งของผู้กองด้วยล่ะคะ หนูไม่ใช่ลูกน้องผู้กองสักหน่อย”
(ผมไม่ได้สั่ง)
“สั่งอยู่ชัด ๆ” เสียงเล็ก ๆ เถียงในวินาทีเดียวกัน “สั่งตลอด หนูบอกให้พูดดี ๆ ก็ไม่เคยพูด ทีหนูยังพูดดี ๆ กับผู้กองตลอดทั้งที่ผู้กองดีแต่ออกคำสั่ง”
(เปล่า ไม่ได้สั่ง)
“สั่ง”
(ผมชวน)
เมรีแค่นหัวเราะ “ถ้าชวนแบบนี้หนูไม่ไป หนูพูดจริง ๆ นะคะ ถ้ามาไม้แข็งกับหนูแบบครั้งนั้นที่ยืนกรานว่าจะไม่พูดดี ๆ แต่บังคับให้หนูต้องไปเนี่ย ต่อไปหนูไม่ไปไหนกับผู้กองอีกแล้ว ถ้าแค่พูดจาให้น่าฟังมันยังยาก หนูจะถ่อสังขารไปนั่งตบยุงข้างสนามเชียร์พวกมะนาวไม่มีน้ำไปทำไม”
(...)
“...”
(ไปสนามบาสกันไหม)
“หางเสียงไปไหนอะคะ หนูยังมีหางเสียงกับผู้กองทุกคำเลยค่ะ”
(ไปสนามบาสกันไหมครับ)
เมรีเม้มปากแน่นเพื่อกลั้นหัวเราะให้กับอีโก้ที่กำลังถูกสั่นคลอน
(เดี๋ยวไปรับ ขากลับจะได้ไม่ต้องขี่รถตากลมให้หนาว)
“หางเสียงค่ะ”
(กลัวหนาวครับ ไปไหมครับ)
“อืม” หล่อนลากเสียงยาว “แล้วถ้าหนูไม่ไปจะเป็นไงอะคะ”
ปลายสายเอ่ยเสียงอ่อย (ไปเถอะ อยากเจอ)
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นเมรีก็พาตัวเองลงไปหน้าหอ ทันใดนั้นสายตาคู่งามก็สะท้อนภาพของเอสยูวีที่หมู่นี้มักจะได้นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถบ่อย ๆ เธอสืบเท้าตรงไปที่รถคันดังกล่าวก่อนเอื้อมมือไปเปิดประตู
เมรียกมือไหว้ชายร่างแกร่งที่นั่งหลังพวงมาลัย “สวัสดีค่ะ”
อีกฝ่ายโคลงศีรษะเพื่อรับไหว้
หลังสอดกายเข้าไปนั่งประจำที่แล้วสรัลก็เคลื่อนรถออกจากบริเวณนี้เพื่อตรงไปยังสนามบาสเกตบอล
เธอกล่าวขึ้นลอย ๆ “เห็นไหมคะ พูดดี ๆ ก็เป็น”
สรัลเพียงเหลือบตามองทางต้นเสียง ครู่สั้น ๆ ก็ดึงกลับไปทางเดิม
“พูดแบบนี้ดีกว่าเอาแต่สั่งเยอะเลยค่ะ”
“...”
“ต่อไปนี้ต้องพูดดี ๆ กับหนูนะ ถ้าพูดจาไม่น่าฟังหนูไม่คุยด้วยแล้ว”
“อื้อ”
“อื้ออะไร”
“อื้อครับ”
เธอที่กำลังตั้งท่าจะแกล้งฟาดงวงฟาดงาใส่เป็นอันต้องหลุดหัวเราะ
“อื้อครับอะไรเนี่ย ผู้กองนี่มัน”
“แล้วมีหางเสียงไหมล่ะ...ครับ”
“ขับรถไปเลย”
นายตำรวจท้วง “ไหนหางเสียง”
คนตัวเล็กวาดค้อนวงใหญ่ “ไม่ต้องมาตั้งคำถามกับหนูค่ะ”
“ดีเนอะ มาตรฐานนี้”
รู้ว่าเขาประชดแต่เมรีกลับลอยหน้าลอยตารับด้วยรอยยิ้ม
ระหว่างทางไปสนามสรัลก็ไม่ลืมที่จะแวะร้านสะดวกซื้อ ภาพจำครั้งที่แล้วผุดขึ้นมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้กลับต่างออกไปเมื่อเขาเป็นฝ่ายปลดเข็มขัดนิรภัยออก
เธอมองเขา เขาก็หันมาเลิกคิ้วใส่
“คุณอยากได้อะไรไหม” ก่อนบุ้ยหน้าไปทางตัวร้าน “หรือจะลงไปด้วยกัน”
บางทีสรัลที่เป็นแบบนี้ก็ไม่ดีกับใจดวงน้อย ๆ ของเธอเท่าไรนัก มันต้องทำงานหนักเพราะเขาเลย
“หนูไปด้วยดีกว่าค่ะ”
แล้วหนุ่มสาวก็พากันเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ ตรงไปหยิบน้ำเปล่าก่อนจะหยิบผ้าเย็นมาถือไว้ในมือ
“ซื้อเผื่อบูมด้วยนะคะ”
“เอาสิ”
เธอมองของในอุ้งมือหนา ก่อนลากสายตาไปยังดวงหน้าคมเข้ม
“ผู้กองเอาแค่น้ำกับผ้าเย็นเหรอคะ”
“มีอย่างอื่นที่อยากเอาอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้เอาแค่นี้ก่อน”
สรัลเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นัยน์ตาสีเหล็กจดจ้องดวงหน้างามแฉล้มไม่วางตา และแม้ว่าระยะห่างระหว่างกันจะยังคงเท่าเดิมแต่เมรีกลับรู้สึกคล้ายถูกอีกฝ่ายจู่โจมเข้ากลางใจอย่างจังจนหัวใจสั่นไหวขั้นรุนแรง
พานให้รู้สึกมวนท้องประหนึ่งมีผีเสื้อลักลอบเข้าไปบินอยู่ด้านใน
เกลียดความทะลึ่งด้วยหน้านิ่ง ๆ ของเขาชะมัด
เธอเม้มปากแน่นก่อนรีบผินหน้าไปทางเชลฟ์ขนมที่อยู่ใกล้ ๆ เพื่อสงบจิตสงบใจที่เริ่มจะไหลไปตามทางที่สรัลเป็นฝ่ายชักนำ เขาดูสุขุมนุ่มลึก ทั้งยังพูดน้อย แต่เมื่อนานวันเข้าก็ได้รู้ว่าสรัลเป็นพวกลามกตาใส พูดเรื่องใต้สะดือได้หน้าตาเฉย
เมรีอาจไม่ใช่คนเจนจัดในสนามนี้ เรียกได้ว่าไม่เคยก้าวเท้าเข้าไปเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยอายุอานามแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะใสซื่อไม่รู้ความว่าอะไรเป็นอะไร คำพูดแบบไหนแฝงนัยบางอย่าง อาทิ จะทำให้เรียกชื่อเขาทั้งคืนบ้างล่ะ อยากสนิทไปถึงข้างในบ้างล่ะ หรือที่บอกว่ามีอย่างอื่นที่อยากเอา ล้วนแล้วแต่สื่อถึงเรื่องบนเตียงทั้งนั้น
สรัลเหมือนสายน้ำที่นิ่งสนิท แต่มันไหลลึกจนพาเธอดำดิ่งไปสู่ห้วงความรู้สึกบางอย่าง
เขาขยับมายืนข้าง ๆ “อยากกินอะไรก็หยิบมา”
เธอก็หยิบขนมขบเคี้ยวมาสองสามห่อ น้ำอัดลมอีกหนึ่งขวด ก่อนจะเดินไปที่เคาน์เตอร์โดยหน้าที่จ่ายเงินตกเป็นของผู้กองหนุ่ม
ไม่กี่นาทีให้หลังทั้งคู่ก็เดินออกจากร้านพร้อมถุงพลาสติกในมือฝ่ายชาย ครั้นสอดกายเข้ามานั่งในรถก็ส่งถุงนั้นมาให้เธอที่ก็ยื่นมือไปรับไว้อย่างดี
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสะท้อนภาพของบิลกับเงินทอนที่อยู่ด้านใน จึงควานมือหยิบมันขึ้นมา
“หนูเอาไว้ตรงนี้นะคะ”
แต่ยังไม่ทันจะได้วางเงินลงในช่องใส่ของที่อยู่ระหว่างคนขับกับผู้โดยสาร
สารถีก็เอ่ยขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน “เอาไปเถอะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
สรัลง่วนอยู่กับการขับรถ ไม่ได้สนใจจะต่อปากต่อคำกับเมรี เธอเองก็ไม่กล้ารับเงินเพราะของที่ซื้อมามันก็แค่ร้อยนิด ๆ ตอนจ่ายเงินเขาจ่ายแบงก์พัน ในมือเธอตอนนี้มีตั้งแปดร้อยกว่าบาทจะให้รับไว้ได้อย่างไร สุดท้ายก็เลยใส่ไว้ในช่องใส่ของ
หางตาคมกริบสาดไปทางหญิงสาวข้างกาย “แล้วทำไมไม่เอา”
“ก็ไม่เอาอะค่ะ มันของผู้กอง”
“ก็ผมให้ ค่าเสียเวลา”
“ก็หนูไม่เอา”
เขาเอ่ยเสียงเข้ม “หัวรั้น”
“เอ้า! แล้วมาว่าหนูทำไมเนี่ย” ก่อนเอ่ยเสียงอู้อี้ในลำคอจนฟังไม่ได้ศัพท์ ทั้งยังปั้นหน้างอใส่คู่สนทนาอย่างแง่งอน “ว่าหนูรั้น ตัวเองก็เอาแต่ใจเหมือนกัน”
“พูดอะไร”
“พูดว่าผู้กองเอาแต่ใจ”
เขายักไหล่ ไม่ถือสายายเด็กช่างจ้อ
สนามบาสเกตบอลในช่วงเย็นมีผู้คนหนาตา สรัลมาช้ากว่าปกติเพราะไปรับเมรีที่หอ
มือเรียวเอื้อมไปปลดเข็มขัดนิรภัยแต่อยู่ดี ๆ กลับมีอะไรบางอย่างวางไว้บนหน้าตัก เมื่อหลุบตาลงต่ำก็พบว่าเป็นโทรศัพท์มือถือกับกุญแจรถ
เธอหันไปมองเจ้าของร่างสูงโปร่งอย่างตั้งคำถาม
“ฝากหน่อย”
พูดจบก็คว้าถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อไปถือแล้วลงไปจากรถ เมรีจึงลงตามไปพร้อมกระเป๋าสะพายของตนที่เพิ่งหย่อนมือถือกับกุญแจรถลงไปในนั้นหลังกดล็อกรถให้เขาเสร็จสรรพแล้ว จากนั้นก็เดินไปรวมกลุ่มกับคนอื่น ๆ
“สวัสดีค่ะหมวดเธียร พี่จี” แล้วหันไปยักคิ้วใส่น้องชายต่างสายเลือด “เลิกงานนานยัง”
“สักพักแล้วครับ”
สาวเจ้าโคลงศีรษะเป็นเชิงรับรู้ “ป้าบัวเป็นไงบ้าง”
“ก็เหมือนเดิม กับพี่น่ะบ่นคิดถึง ส่วนผมน่ะบ่นยับ”
เมรียกยิ้มมุมปาก “ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครลูกรักใครลูกชัง”
คุยกันได้อีกไม่กี่ประโยคพวกนักกีฬาก็เริ่มซ้อม ตอนนี้จึงหลงเหลือเพียงเธอ จิรายุและธนากร ที่ก็พูดคุยกันไปตามประสาคนรู้จัก
“น้องรัมมากับผู้กองรึ”
เธอหันไปหาจิรายุ “อ่า...ค่ะ”
ครั้นถึงเวลาเลิกซ้อมต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน เธอโบกมือลาทั้งสามชีวิตที่เดินไปทางเดียวกัน ส่วนตนนั้นเดินแยกมาอีกทางกับทายาทแพวรางกูร
“เจอกันพรุ่งนี้นะคะ”
“ไว้เจอกันครับน้องรัม” จิรายุส่งยิ้มให้หญิงสาว ก่อนค้อมศีรษะเล็กน้อยยามมองหน้ารุ่นพี่ในทีม “ไปก่อนนะครับผู้กอง”
คล้อยหลังการไปของคนทั้งสาม หนุ่มสาวก็สอดกายเข้าไปในรถก่อนที่สารถีจะขับออกจากสนาม มุ่งหน้าสู่อพาร์ตเมนต์ของเมรี
“จะกินอะไรก่อนกลับห้องไหม”
“ไม่ดีกว่าค่ะ” หล่อนว่าพลางสั่นหน้าเพื่อปฏิเสธ แล้วอธิบายพอสังเขป “พอดีว่าก่อนไปที่สนามหนูกินมาม่าไปแล้ว ตอนอยู่ที่นั่นก็กินขนมไปตั้งเยอะ ยังรู้สึกอิ่มอยู่เลยค่ะ แล้วตอนนี้ก็ง่วงนิด ๆ เลยอยากอาบน้ำนอนมากกว่า”
“ผมก็อยากอาบ”
หญิงสาวชะงักงัน เผลอคิดว่า ‘บอกทำไม’ พร้อมกันนั้นหัวใจก็เริ่มสั่นไหวอย่างน่าประหลาด
ไม่หรอกมั้ง...?
“ก็...ก็เดี๋ยวส่งหนูเสร็จผู้กองก็รีบกลับไปอาบสิคะ”
มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย
อย่าเชียวนะ อย่าพูดคำนั้นออกมาเชียว
“แล้วถ้าผมอยากอาบที่ห้องคุณล่ะ”
หล่อนเบิกตาโต “...!”
“ได้ไหมครับ”
ท่ามกลางเสียงเพลงคลอเบา ๆ ในห้องโดยสารของเอสยูวี หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นผิดจังหวะ สติสตังกำลังแตกขบวนจนต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เพื่อเรียกมันมาเข้าแถว สองแก้มนุ่มซับสีเมื่ออุณหภูมิในกายพุ่งขึ้นสูง
หลายวินาทีเลยกว่าเมรีจะหาเสียงของตัวเองเจอ
“กลับไปอาบที่บ้านดีกว่าไหมคะ”
“แต่ผมร้อนมากเลยนะ กลัวจะทนไม่ไหว”
“ในรถก็มีแอร์นี่คะ จากหอหนูไปบ้านผู้กองก็ไม่ได้ไกลมากด้วย มันคงไม่ขนาดนั้น-”
“รัมครับ”
ชื่อของตนที่มาพร้อมหางเสียงฟังแล้วละมุนหูคล้ายจะออดอ้อนอยู่ในทีทำเมรีนิ่งงันเป็นปูนปั้น ต่อให้ใช้ความพยายามมหาศาลเพียงใดก็คงเรียกสติกลับมาเข้าขบวนไม่ได้อีกแล้ว
“อย่าใจร้ายกับผมนักเลย”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“เปิดประตูหัวใจให้เข้าไปหน่อยคับเตง”
