ลุยไฟครั้งที่ ๑ [๓/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๑ [๓/๔]
เจ้าหมายักษ์ถูกส่งคืนเจ้าของในสภาพเป็นหมาคลุกทราย แต่เมรีไม่ถูกดุเพราะอีกฝ่ายทราบดีว่าสุนัขของตัวเองเป็นพวกบ้าพลัง หากเล่นเลอะก็แค่พาไปเข้าซาลอนของแก๊งสี่ขา
นอกจากจะไม่ตำหนิแล้วคุณโสพิศยังถามไถ่เมรีด้วยความห่วงใยเพราะเห็นหญิงสาวมีสภาพพอ ๆ กันกับวิเวียน
“หนูรัมไม่เป็นอะไรแน่นะ”
เมรียิ้มกว้าง “สบาย ๆ ค่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ”
“จ้า เดินทางปลอดภัยนะ”
“ค่ะ” ก่อนหันไปทางเพื่อนซี้ต่างสายพันธุ์ โบกมือให้เจ้าหน้าขน “พี่รัมไปก่อนนะวิเวียน พรุ่งนี้เจอกันใหม่น้า”
แล้วหญิงสาววัยยี่สิบสี่ก็พาตัวเองออกไปจากบริเวณนี้เพื่อตรงไปยังบ้านเช่าของตน โดยระหว่างทางก็ไม่ลืมแวะซื้อข้าวเหนียวสังขยาไปฝากป้าบัว
ปกติแล้วพวกป้าข้างบ้านจะเป็นที่น่าเอือมระอาของคนหนุ่มสาว แต่ไม่ใช่กับป้าบัวที่เมรีให้ความเคารพเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ท่านคอยช่วยดูแลและเป็นหูเป็นตาให้เธอตลอด มีอะไรก็พึ่งพาอาศัยกันได้ แม้ไม่ใช่ญาติทางสายเลือดแต่ก็เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกันไปแล้ว
อาจเพราะเมรีไม่รู้ด้วยซ้ำว่าครอบครัวที่แท้จริงของตัวเองเป็นใคร
เธอเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ชื่อจริงและชื่อเล่นก็เป็นชื่อที่แม่ครูตั้งให้ นามสกุลที่ใช้เป็นนามสกุลกลางของสถานสงเคราะห์ ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครรับอุปการะเธอไปเป็นบุตรบุญธรรม เธอจึงอาศัยอยู่ที่นั่นจนอายุสิบแปดก่อนจะออกมาสู้ชีวิตในโลกใบใหญ่
ในทุก ๆ ปีเมรีจะกลับไปเยี่ยมน้อง ๆ และแม่ครูที่บ้านเด็กกำพร้า มีของฝากน้อง ๆ อาหารอร่อย ๆ และบริจาคเงินตามกำลังทรัพย์ของตน ซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ทุกบาททุกสตางค์ที่ให้ล้วนแต่เป็นน้ำพักน้ำแรงของเธอทั้งสิ้น
ช่วงวัยรุ่นเธอเคยโหยหาครอบครัว อยากมีพ่อมีแม่ที่สนับสนุนตัวเองได้เหมือนคนอื่นเขา แต่เมื่อเติบใหญ่เมรีก็ตกตะกอนได้ว่าหากพ่อแม่คิดว่าเธอสำคัญกับชีวิต เธอคงไม่ต้องโตมาในบ้านหลังนั้นโดยปราศจากเงาของบุพการี ตอนนี้เธอจึงมีแม่เพียงคนเดียวคือแม่ครู หรือก็คือผู้ดูแลที่นั่น ท่านเป็นทั้งแม่ให้เด็ก ๆ ในบ้าน เป็นทั้งคุณครูคอยชี้แนะและสั่งสอน
เมื่อใช้ชีวิตมาสักพักเมรีก็รู้ว่าอะไรควรยึดถือไว้ นั่นคือสิ่งที่ตนมีอยู่และอีกฝ่ายก็เห็นคุณค่าของตัวเรา และรู้ว่าอะไรควรปล่อย ก็คงไม่พ้นสิ่งที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวของเธอ
อะไรที่ดีก็โอบกอด อะไรที่ไม่ดีก็แค่ปล่อยวาง เพียงเท่านั้นก็ไม่จำเป็นต้องแบกทุกข์ให้ใจมันหนักดั่งมีก้อนหินถูกถ่วงไว้
ต้นทุนชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ แต่มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าต้องเสียเวลาไปกับการตัดพ้อถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ตีอกชกลมไปโชคชะตาก็ไม่เปลี่ยนให้เธอเกิดเป็นลูกเศรษฐี เธอจึงเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ในฐานะ ‘เมรี อมรศิริ’ ให้มีความสุขที่สุด
และตอนนี้เธอมีความสุขดี เป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอัมพรโภชนา เป็นพี่เลี้ยงวิเวียน มีบ้านเช่าที่ได้นอนคนเดียวไม่ต้องนอนเบียดกับคนอื่น ๆ เหมือนครั้งเป็นเด็ก มีข้าวอร่อย ๆ ให้กิน มีเงินให้เก็บไปทำตามความฝัน มีมอเตอร์ไซค์ที่ผ่อนได้เกือบสองปี
แล้วก็มีหัวใจที่เต้นแรงยามได้พบหน้าใครบางคน...
มอเตอร์ไซค์คันเก่งเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ๆ ก่อนแล่นไปยังท้ายซอย ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเช่าราคาถูก กระทั่งไปถึงก็เจอเข้ากับ ‘บูม บวรกิต’ ลูกชายคนเดียวของป้าบัวที่ทำงานเป็นพนักงานขนส่งสินค้า เธอกับบวรกิตแม้ไม่ใช่พี่น้องแท้ ๆ แต่ก็สนิทสนมเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน
เมรีพารถไปจอดบริเวณหน้าบ้านของตน ก่อนตะโกนคุยข้ามกำแพงเตี้ย ๆ ที่กั้นเขตบ้านของเธอกับป้าบัวไว้
“จะออกไปทำงานแล้วเหรอน้องบูม”
“ใช่ครับ พี่เพิ่งวิ่งเสร็จเหรอ แล้วทำไมหัวถึงเลอะล่ะนั่น”
มือเรียวยกมาปัดผมลวก ๆ “วิเวียนแผลงฤทธิ์น่ะสิ ต้องวิ่งไล่จับกันยกใหญ่”
คู่สนทนายกยิ้ม “วัน ๆ ของพี่เลี้ยงหมา”
“แล้วป้าบัวล่ะ” ถามพลางชะเง้อหาหญิงวัยกลางคน “แกอยากกินสังขยาเลยฝากพี่ซื้อ”
“ทำกะเพราหมูสับอยู่ในครัว”
อาหารมีเป็นหมื่นเป็นแสนอย่าง แต่เมนูที่เมรีชื่นชอบที่สุดคือผัดกะเพราหมูสับ สำหรับเธอมันไม่ใช่เมนูกันตายหรือเมนูสิ้นคิดที่คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะกินอะไรก็กินผัดกะเพรา แต่มันเป็นเมนูที่เธอโปรดปรานมาก ๆ ชนิดที่ว่ากินติดกันหนึ่งสัปดาห์ก็ยังไม่เบื่อ
โดยเฉพาะ...
“ผมบอกว่าอย่าใส่ถั่วฝักยาวก็ยังใส่ ผมว่านะ จริง ๆ แล้วพี่ต่างหากที่เป็นลูกของแม่ ส่วนผมน่าจะเกิดจากกระบอกไม้ไผ่มั้ง”
หญิงสาวเปิดปากหัวเราะร่า ก่อนที่อุ้งมือเรียวเล็กจะลูบไปที่ท้องแบนราบเบา ๆ
“ได้กินของอร่อยอีกแล้วเรา”
ชายหนุ่มในชุดพนักงานขนส่งแกล้งมองพี่สาวต่างสายเลือดตาเขียว
“หมั่นไส้จริ๊งพวกลูกรัก”
“พูดมากน่า อะ เอาไปกิน”
บวรกิตรับถุงขนมไทยมาถือไว้แต่โดยดี ซึ่งเป็นขนมที่เมรีตั้งใจจะซื้อมากินเองแต่ก็เปลี่ยนใจแบ่งให้น้องชาย ประเดี๋ยวเธอก็ต้องไปฝากท้องที่ครัวของบ้านข้าง ๆ อยู่แล้ว ส่วนนี้แบ่งให้ลูกชายเจ้าของบ้านจะเป็นอะไรไป
เมรีง่วนอยู่กับการคว้าถุงข้าวเหนียวสังขยาเพื่อที่จะได้นำไปให้ป้าบัว บวรกิตก็ถอยรถมอเตอร์ไซค์ออกจากเขตบ้านเพื่อที่จะไปยังคลังสินค้า ทว่าหลังถอยออกไปอยู่บนถนนแล้วเจ้าตัวกลับยังไม่ได้ขี่ออกไป
“พี่รัม”
เจ้าของชื่อหันไปทางเสียงเรียก “ว่า”
“วันนี้ช่วงเย็น ๆ ค่ำ ๆ เขามีซ้อมบาสกัน”
คนฟังผงกศีรษะหงึก ๆ “อ่า จะแข่งแล้วเหรอ”
“เดือนหน้า”
“อาจจะต้องรอไปวันแข่งทีเดียวเลย กว่าจะเลิกงานก็สามทุ่มแล้ว”
บวรกิตสวน “ซ้อมเสร็จสี่ทุ่มโน่น”
“ถ้ายังไงอาจจะแวะไปดูสักหน่อย”
น้องชายต่างสายเลือดพยักพเยิดหน้าให้เป็นอันว่ารู้กัน ก่อนอีกฝ่ายจะขี่รถออกไปทำงาน ส่วนเธอก็พาตัวเองเข้าไปในบ้านของป้าบัว หลังเคาะประตูไปทีสองทีหญิงวัยกลางคนก็เชื้อเชิญให้เข้าบ้าน
“ข้าวเหนียวสังขยาอร่อย ๆ มาแล้วจ้า”
ป้าบัวผินหน้ามามองคนมาใหม่ “ไปทำอะไรมาหัวยุ่งเชียว”
“เล่นวิ่งไล่จับกับวิเวียน”
คู่สนทนาเพียงระบายยิ้ม ก่อนบุ้ยหน้าไปทางกระทะที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้องครัว
“ไปอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อยแล้วมากินข้าว จะได้มีแรงไปทำงาน”
“หูย ใส่ถั่วฝักยาวด้วย น่ากินมาก” เธอลากเสียงยาวอย่างคนขี้เล่น และทำทีเป็นเพิ่งทราบว่าป้าบัวได้ทำผิดกฎผัดกะเพราอย่างร้ายแรงโดยการใส่ถั่วฝักยาวลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชากรไทยส่วนมากรับไม่ได้
อันที่จริงเมรีชอบพวกข้าวโพดอ่อนหรือพริกหยวก รวมไปถึงหอมใหญ่ที่อยู่ในผัดกะเพราด้วย
อีกฝ่ายว่า “ใส่ ๆ ไปงั้น เห็นมีเหลืออยู่ในตู้เย็น”
เมรีแอบอมยิ้ม “งั้นหนูกลับไปอาบน้ำก่อนนะ”
“อือ ไปเถอะ”
เมรีจึงเดินกลับบ้านเพื่อชำระล้างร่างกายให้สะอาด เธอเข้างานที่ร้านอัมพรโภชนาตอนสิบโมง เลิกงานสามทุ่ม ทำงานสิบเอ็ดชั่วโมงต่อวัน หกวันต่อสัปดาห์ แต่ไม่มีใครไปแจ้งกรมแรงงานให้วุ่นวายเพราะรายได้สูงกว่าไปทำอย่างอื่น อย่างน้อย ๆ งานเก่าที่เธอเคยทำก็ได้เงินเดือนแค่หมื่นสอง ทำหกวันเหมือนกัน เพราะฉะนั้นงานนี้จึงถือว่าดีแม้จะไม่ดีที่สุดก็ตาม
เจ้าหล่อนอาบน้ำแต่งตัวในเวลาไม่ช้าไม่เร็ว ก่อนจะออกจากบ้านโดยไม่ลืมล็อกหน้าต่างและประตูให้เรียบร้อย จากนั้นก็สืบเท้าไปยังบ้านหลังข้าง ๆ เพื่อไปรับประทานมื้อเช้า
ระหว่างนั้นเมรีก็ไถหน้าจอไปเรื่อย ๆ เธอไม่ใช่คนติดโซเชียลมีเดียแต่ก็เล่นบ้างตามประสามนุษย์ทั่ว ๆ ไปในโลกดิจิทัล
แล้วก็ดันมีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจโผล่ขึ้นมาหน้าฟีด
การแนะนำเพื่อนที่ใช้ชื่อว่า Saran Ratchakitwarangkun
เหมือนเฟซบุ๊กมันรู้เลยว่าเธอกำลัง ‘อยากทำความรู้จัก’ กับใคร...
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“ยัง ยังไม่หยุดอีก”
