ลุยไฟครั้งที่ ๑๒ [๕/๕]
ลุยไฟครั้งที่ ๑๒ [๕/๕]
หนุ่มสาวใช้เวลาอาบน้ำนานกว่าปกติ แม้ไม่มีการสอดใส่เกิดขึ้นในนั้นแต่ก็นัวเนียกันจนกินเวลานาน ช่วยกันขัดช่วยกันถูทุกซอกทุกมุมจนมั่นใจว่าสะอาดหมดจด กว่าจะเสร็จก็ปาไปเกือบเที่ยงคืน
เมรีกระโจมอกออกมาด้านนอกก่อนจะเช็ดตัวแล้วส่งต่อผ้าขนหนูให้สรัลใช้ เธอมีแค่ผืนเดียวจึงต้องแบ่งกัน เพราะเขาดันมาตัวเปล่าไม่เอาอะไรมาเลย
หลังแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็หันไปทางชายหนุ่มที่ง่วนอยู่กับการเช็ดตัวด้วยผ้าขนหนูของตน เขาไม่มีท่าทีรังเกียจเลยสักนิด เป็นเขาด้วยซ้ำที่ออกปากขอใช้ผ้าผืนเดียวกับเธอ
“ผู้กองไม่ได้เอาชุดมาเปลี่ยนใช่ไหมคะ”
“ในรถน่าจะมีอยู่”
“เดี๋ยวหนูไปเอามาให้ค่ะ กุญแจรถอยู่ไหนคะ”
“เดี๋ยวผมไปเอาเองก็ได้”
เธอกวาดตามองสภาพเปลือยเปล่าของหนึ่งในชุดสืบ ก่อนลากสายตาไปไว้ที่ใบหน้าคมคาย
“ต่อให้เอาผ้าเช็ดตัวพันรอบเอวยังไงก็ดูอนาจารอยู่ดีค่ะ”
สรัลปรายตามามองผู้พูด แค่นหัวเราะยามยิงคำถามกลับ “ถึงขั้นอนาจารเลยรึ”
“ช่าย” เธอว่ายิ้ม ๆ “ถึงจะดึกแล้วก็เถอะ คงจะไม่มีใครเห็นนอกจากพี่ยาม แต่หน้าหอก็มีกล้อง ภาพที่ผู้กองเดินออกไปหยิบของที่รถโดยมีผ้าขนหนูพันรอบเอวจะถูกบันทึกไว้ ใครเห็นก็ดูอนาจาร”
แล้วสำทับเสียงอ่อย
“ให้หนูดูคนเดียวก็พอ”
มุมปากหยักยกขึ้นด้วยความถูกอกถูกใจ ก่อนเดินโทงเทงไปหยิบกางเกงยีนที่ตกอยู่บนพื้นมาถือไว้ แล้วล้วงมือลงไปหยิบกุญแจรถเพื่อส่งให้เจ้าหล่อน
“โทรศัพท์ด้วยนะ”
“อ้าว ไม่ได้หยิบมาด้วยตั้งแต่แรกเหรอคะ”
คู่สนทนาส่ายหน้า “ไม่ได้หยิบอะไรมาทั้งนั้น คว้ามาได้แต่ถุงยาง”
เมรีแกล้งย่นคิ้วใส่เขา “คำพูดคำจา งั้นเป็นชุดนอนกับมือถือนะคะ”
“ครับ”
เธอยิ้มน้อย ๆ ก่อนผละตัวออกไปด้านนอก ตรงไปยังเอสยูวีที่จอดไว้หน้าหอแล้วคุ้ยเสื้อผ้าที่อยู่ด้านหลังมาหนึ่งชุด จากนั้นก็หยิบสมาร์ตโฟนเครื่องบางมาถือไว้ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในตัวอาคาร
โดยไม่ทันสังเกตว่ามีสายตาคู่หนึ่งจดจ้องตนอย่างไม่วางตา...
หญิงสาวร่างบางเดินกลับมาถึงห้อง ยื่นชุดให้เขาเป็นอันดับแรก ส่วนโทรศัพท์กับกุญแจรถเลือกที่จะวางลงบนเตียง โดยที่ตนก็ทิ้งตัวนั่งลงใกล้ ๆ กัน
“เคสไปไหนแล้วล่ะคะ ไม่ใส่เคสแบบนี้ไม่กลัวเป็นรอยเหรอ”
ผู้กองหนุ่มที่กำลังสวมกางเกงนอนขายาวผินหน้ามาทางเจ้าหล่อน “ทำให้หน่อย”
“ไม่ทำค่ะ บอกไปแล้วว่าไม่ทำ”
“งั้นก็ไม่ใส่ ให้มันเป็นรอยไป ยังไงก็ซื้อมาใช้อยู่แล้วไม่ได้ซื้อมาเก็บสักหน่อย”
“ก็ถ้ารักษามันจะได้ใช้ได้นาน ๆ ไงคะ”
เขาสวมเสื้อลวก ๆ แล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า “คุณก็ทำเคสให้ผมสิ”
“เรื่องอะไรจะทำให้คะในเมื่อทำให้แล้วไม่รับเอง วันนั้นผู้กองบอกว่าไงน้า...?” แล้วเมรีก็ดัดเสียงให้เข้มขึ้นเพื่อเลียนแบบอีกฝ่าย “ให้ผมทำไม ผมมีเคสแล้วน่ะ พูดแบบนี้ใช่ไหมล่ะคะ”
โดนยอกย้อนเช่นนั้นเขาก็ไม่คิดต่อปากต่อคำ ทำเพียงขยับเข้าไปจนระยะห่างระหว่างกันลดลง แกล้งโน้มตัวใส่หญิงสาวจนเจ้าหล่อนเอนตัวลงไปนอนระนาบเดียวกับเตียงนอน
ปลายจมูกชนกัน ปัดป่ายไปมาตามประสาคนขี้แกล้ง
“ไม่ทำให้ผมแต่ทำให้ผู้ชายคนอื่นได้ คุณนี่มันได้ใจผมจริง ๆ นะรัม”
หากคิดว่าเธอจะหวั่นเกรง เขาคิดผิด
“ก็ผู้ชายคนอื่นเขารับน้ำใจของหนูทันที มีเหตุผลอะไรที่หนูจะไม่ให้เขาล่ะคะ ไหนผู้กองลองบอกหน่อย”
มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย กายกำยำผละตัวออกไป คว้ากุญแจรถกับมือถือไปวางไว้ที่หัวเตียงแล้วเดินไปปิดไฟ ก่อนกลับมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง เมรีเองก็ขยับไปนอนให้เรียบร้อย
เตียงที่ก่อนหน้านี้เป็นดังสมรภูมิขนาดย่อม ทุกอย่างกระจัดกระจายไร้ความเป็นระเบียบ แต่หลังจากเธอกลับขึ้นมาจากไปหยิบเสื้อผ้าให้เขา มันก็เป็นเตียงพร้อมนอน ไหนเล่าสัมภาระที่เกลื่อนพื้นก็หายไปด้วย
ต่างก็ไม่มีใครหยิบมือถือมาไถฟีดก่อนนอน ห้องทั้งห้องจึงมืดสนิท
เธอขยับไปหาเขา “ผู้กองคะ”
“ว่า”
“สอนขับรถหน่อย”
“ไม่อยากไปเรียนรึ”
“แพงอ่า” เธอตอบอย่างตรงไปตรงมา เรียนขับรถนั้นค่าใช้จ่ายอย่างต่ำหลักพัน แต่ถ้าเขาสอนก็ฟรี “สอนหน่อยได้ไหมคะ”
ไม่ว่าเปล่ายังขยับหน้าไปถูไถกับต้นแขนหนั่น
เขาแสร้งว่า “อ้อนไปก็ไม่ได้ผล ผมไม่สอน”
หล่อนจุ๊บที่ต้นแขนหลายครั้ง ทั้งยังใช้ศีรษะถูไปมา
เอ่ยเสียงอ่อนหวานอย่างออเซาะ “น้า”
“แลกกับเคส”
“ได้ค่ะ” เธอให้คำตอบทันควัน ใช้อกแกร่งเป็นหมอนหนุนทั้งยังพาดแขนไปบนหน้าท้องที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อ “ผู้กองอยากได้เคสแบบไหน”
“แบบที่คุณทำให้”
“อืม” หล่อนลากเสียงยาว “เดี๋ยวหนูทำให้วันอังคารเลยก็ได้ วันนั้นหนูหยุด”
“วันอังคารหลังเลิกงานผมจะมารับไปหัดขับรถ”
“ผู้กองหรือผู้พันคะเนี่ย ดีลวันอังคารเวอร์”
เมรีพาดพิงไปถึงไก่ทอดชื่อดังระดับโลกที่มี ‘ดีลวันอังคาร’ ซึ่งจะมีโปรโมชันในวันนั้น
ขาเสลาพาดเข้าที่ท่อนขาแกร่งเสมือนว่าเขาเป็นเพียงหมอนข้าง
จู่ ๆ เธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “ต้องอังคารหน้าแล้วมั้งคะ ลืมไปเลยว่าอังคารนี้หนูไม่ได้หยุดเพราะไปหยุดวันเสาร์แทน”
ลูกชายคนเล็กของแพวรางกูรครางรับในลำคอ “อา...วันนั้นมีแข่งบาส”
“ใช่ค่ะ ที่ผู้กองคุยกับเจ๊พรให้หนู”
“มั่วละ”
“คิดว่าหนูไม่ถามเจ๊พรเหรอคะ”
เขาพ่นลมหายใจออกเฮือกใหญ่ “สงสารเด็กตาดำ ๆ งอแงอยากไปดูบาสน่ะ”
เมรีหัวเราะคิกคัก “ผู้กองรู้ไหมคะ จริง ๆ แล้วหนูไม่ได้ถามเจ๊พรหรอก”
เมื่อรู้ตัวว่าตกหลุมพรางของเมรีเขาก็ได้แต่ดุนลิ้นไปกับกระพุ้งแก้ม
ร้อยตำรวจเอกสรัล รัชกิจวรางกูร...อายุอานามก็เข้าเลขสามแล้ว ทำงานจับผู้ร้ายมาก็มาก ใครโป้ปดก็จับทางได้ตลอด แต่ดันตกม้าตายเพราะไม่กี่คำของยายเด็กนี่
เสียชื่อเขาหมด!
“พูดถึงเคเอฟซีก็อยากกินทาร์ตไข่” ว่าจบก็ผงกหัวขึ้นมาทอดสายตามองเขาในความมืด “พรุ่งนี้ไปทำงานไหมคะ”
“เปล่า วันหยุด”
“งั้นไปซื้อทาร์ตไข่ให้หนูหน่อย อยากกิน”
เขาว่าเสียงเรียบ “ไม่ว่างแฮะ”
“ใจดำ”
“ก็คนมันไม่ว่าง”
“อาสามใจดำ”
เขาเพียงแค่นหัวเราะที่ถูกเรียกขานเช่นนั้น
“ธุระเยอะ” เธอค่อนขอดเสียงขึ้นจมูก “ธุระหนูนิดเดียวทำให้ไม่ได้”
งอนเขา แต่ก็ไม่ยอมผละตัวออกไป ซ้ำยังแกล้งรัดแน่นขึ้น
“เป็นงูเหลือมหรือไง”
“อื้อ จะรัดให้ตายไปเลย”
สรัลว่าเสียงเอื่อย ๆ “ทำร้ายเจ้าพนักงานโทษหนักนะ”
“คนนี้สมควรโดน เมื่อกี้เดี๋ยวเด็กดี เดี๋ยวคนสวย ตอนนี้ขออะไรก็ไม่ได้ จะรัดให้หายใจไม่ออกเลยคอยดู”
แต่รัดเขาได้สักพักหล่อนก็ยอมคลาย แล้วกอดไว้หลวม ๆ แทน หัวทุยยังหนุนอกแกร่งไว้อย่างนั้น
“นอนแบบนี้เหมือนได้ยินเสียงหัวใจผู้กองเลย”
“เสียงเพราะไหม”
“ไม่สักนิด มันร้องว่าดำ ๆ”
คนตัวใหญ่แค่นหัวเราะในลำคอ “เพ้อเจ้อจริง”
ปากบริภาษ แต่ท่อนแขนกลับออกแรงกระชับร่างแน่งน้อยให้ประชิดตัว ก่อนฝังจมูกลงไปที่กลุ่มผมนุ่มฟอดใหญ่ เมรีมีพฤติกรรมเลียนแบบ เธอจูบเบา ๆ ที่แผงอกหนั่น
เสียงหวานดังเอื่อย ๆ “กล่อมหนูหน่อย ง่วงแล้ว”
“...”
“อาสาม”
“เป็นวิเวียนรึ เรียกอาสามอยู่ได้”
“ม่ายช่าย” เธอเอ่ยเสียงยานคาง “แต่จะเรียก”
“กล่อมยังไง”
“เล่าอะไรก็ได้”
ฝ่ายชายเว้นช่วงไปหนึ่งจังหวะ “ไม่รู้จะเล่าอะไร คุณอยากฟังอะไรล่ะ”
“อยากฟังทุกเรื่อง”
“...”
“เร็ว ๆ น่า หนูจะนอนแล้ว”
สรัลลอบถอนหายใจอย่างปลงตกที่ต้องมาสู้รบตบมือกับยายเด็กเอาแต่ใจ
“ตอนผมอยู่ประถมผมเคยอยากเป็นนักดนตรี ป๊าบอกว่าผมมีแววเลยซื้อกลองชุดมาไว้ที่บ้าน แต่เล่นได้แค่ปีนิด ๆ ก็เบื่อ”
ขณะพูดอยู่นั้นฝ่ามือหนาก็ไต่ลงไปหาบั้นท้าย ตบเบา ๆ เหมือนกำลังกล่อมเด็กให้เข้านอน
“หลังจากนั้นผมก็เห่อปิงปอง อันนี้ไม่ถึงปี เลิกเล่น”
เสียงยานคางจากคนตัวเล็กดังคลอเบา ๆ “ทำไมคะ”
“ไปเห่อกอล์ฟแทนเพราะป๊าพาไปออกรอบบ่อย ๆ แต่ก็แค่แป๊บ ๆ ผมรู้สึกว่ามันไม่ตอบโจทย์ผม พอดีกับที่เห็นนักบาสตัวสูงเลยอยากสูงแล้วก็กระโดดเท่ ๆ แบบนั้นบ้าง ที่จริงหลังบ้านผมก่อนถึงแพปลามีแป้นบาสอยู่นะ เอาไว้หัดเล่นตอนเด็ก ๆ”
เมรีครางรับในลำคอ “อื้อ”
“ผมเริ่มเล่นบาสตอนขึ้นมัธยม จากนั้นก็เล่นยาวเลย ได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียนตั้งแต่ปีแรกเลยด้วย” เขาอวดกลาย ๆ ใบหน้าและแววตาผ่อนคลายลงหลายส่วน “ผมรู้ว่าตัวเองน่าจะเป็นคนขี้เบื่อ แต่ถ้าเจอของที่ชอบจริง ๆ ผมก็อยู่กับมันได้นาน ไม่เบื่อหรอก”
ไร้เสียงตอบกลับมา จะมีก็เพียงเสียงลมหายใจอย่างสม่ำเสมอของร่างแน่งน้อยที่หลับอยู่บนอกแกร่ง
ริมฝีปากหยักตีเป็นเส้นโค้งบาง ๆ
เด็กหนอเด็ก...กล่อมแค่นี้ก็หลับปุ๋ยแล้ว
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“นอนกับผมหลับฝันดีแน่นอนคับ”
