ลุยไฟครั้งที่ ๑๓ [๑/๕]
ลุยไฟครั้งที่ ๑๓ [๑/๕]
ลุยไฟครั้งที่ ๑๓
Paris, France
ภาพของชายหญิงคู่หนึ่งที่ถูกถ่ายขณะจูงมือกันเดินเข้าไปในอพาร์ตเมนต์รูหนูฉายชัดบนหน้าจอสี่เหลี่ยมของมือถือราคาแพง ถัดไปอีกรูปเป็นหญิงสาวคนเดิมที่อยู่ในชุดนอนเดินมาหยิบของที่รถ ก่อนจะหายเข้าไปหลังบานประตูกระจกที่อนุญาตให้เข้าเฉพาะผู้เช่าเท่านั้น
ลูกสาวแพปลาประเสริฐทรัพย์ใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มอย่างพยายามข่มอารมณ์
เมื่อสังเกตระยะเวลาระหว่างรูปแรกและรูปที่สองก็พบว่ามีช่องว่างเกือบสองชั่วโมง เธอคงไม่ต้องเดาให้เสียเวลาว่าผู้ชายที่เธอมั่นหมายหายไปไหนกับนางนั่นตั้งนานสองนาน
เมรี อมรศิริ...แกอยากมีเรื่องนักใช่ไหม!
นิชาพาอยากขว้างโทรศัพท์ทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็พยายามสงบสติอารมณ์แล้วปามันลงเตียงนอนแทน มือบางกำแน่นจนเห็นเส้นเลือดเด่นชัด นัยน์ตาประกายความโกรธเกรี้ยวจนอยากจับนางเด็กเสิร์ฟมาฉีกร่างออกเป็นชิ้น ๆ
เธอเชื่อในเซนส์ของผู้หญิง หากรู้สึกว่ามันมีอะไร มันก็จะต้องมีอะไร
สามวันก่อนหล่อนบินมาต่างประเทศกับแก๊งเพื่อน แต่เที่ยวอย่างไรก็ไม่สนุกเพราะพะวงอยู่แต่กับสรัล
ตอนนี้เพื่อน ๆ เข้าพิธีวิวาห์กันหมดทุกคนแล้ว มีแค่เธอที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เป็นเจ้าสาว ทั้งที่สรัลก็กลับมาอยู่ปากน้ำปราณ พิธีแต่งงานที่ทั้งสองตระกูลอยากให้เกิดมันควรเป็นรูปเป็นร่างมากกว่านี้
ทว่านอกจากจะไม่เห็นวี่แววของงานวิวาห์ เธอยังไม่สบายใจเพราะกลัวว่าเขาจะมีคนอื่น
สรัลเป็นของเธอมาตั้งแต่เกิด เพราะฉะนั้นผู้หญิงหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์คาบไปกิน แต่แม่นี่กล้าถึงขนาดยุ่งกับของรักของหวงของเธอ
เมื่อวานเธอติดต่อหาคนที่ไว้ใจได้ซึ่งก็เป็นคนงานในแพปลาประเสริฐทรัพย์ ให้ตามสะกดรอยสรัลแบบห่าง ๆ จนได้รูปนี้มาครอบครองเพื่อเป็นหลักฐานชิ้นดีว่าเขาแอบไปมาหาสู่กับนางเด็กเสิร์ฟนั่นจริง ๆ
มิน่าล่ะ ตอนบอกให้รับแอดถึงได้รีบลบเธอทิ้ง ครั้นแอดอีกรอบกลับบล็อกเธอเสียอย่างนั้น เพราะกลัวว่าเจ้าของตัวจริงจะจับได้ว่าแอบกินผู้ชายของคนอื่นน่ะสิ
เธอจะกลับไทยในอีกไม่กี่วัน และทันทีที่เท้าแตะประเทศไทย ที่แรกที่เธอจะไปคงไม่พ้นอัมพรโภชนา
ไม่ว่าอย่างไรนิชาพาก็ต้องสั่งสอนนางนั่นให้รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียบ้าง
ลูกสาวแพปลากำหมัดแน่น...
“แล้วแกจะได้รู้ว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร นังเมรี!”
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นเพียงครั้งเดียวมันก็ถูกปิดโดยฝ่ามือใหญ่ ก่อนเขาจะวางโทรศัพท์รุ่นเก่าของเธอลงที่เดิม เปลือกตาอันหนักอึ้งของหญิงสาวค่อย ๆ เปิดออกด้วยจังหวะเชื่องช้า ภาพแรกที่สะท้อนกลางหน่วยตาสีน้ำตาลเข้มคือแผ่นหลังกว้างที่ซุกซ่อนอยู่ใต้เสื้อยืด
สรัลนั่งอยู่ปลายเตียง ยกมือลูบหน้าเพื่อสลัดความง่วงเหงาหาวนอนทิ้งเสีย
เจ้าหล่อนจดจ้องแผ่นหลังกว้างพลางยกยิ้มด้วยความอิ่มเอมใจ “ตื่นแล้วเหรอคะ”
ชายหนุ่มเหลียวหลังมามอง “อาฮะ คุณจะลุกเลยไหม”
“ค่ะ ไม่นอนต่อแล้ว เดี๋ยวต้องไปรับวิเวียน” ว่าพลางยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง
“ถ้าง่วงก็นอนต่อเถอะ เดี๋ยวผมพาไปวิ่งเองก็ได้”
เธอหรี่ตามองอย่างจับผิด “ผู้กองตัวจริงไหมคะเนี่ย ถ้าผู้กองตัวจริงต้องใจดำ ใจดีแบบนี้แปลกมากเลยค่ะ”
สรัลเพียงมองนิ่ง ๆ
เมรีหัวเราะร่า “ล้อเล่นค่ะ แต่หนูไปเองดีกว่า”
“ไหวไหม” ขณะถามก็หลุบตาลงต่ำ มองไปยังกลางกายสาว “เจ็บหรือเปล่า”
สาวเจ้าหน้าแดงปลั่ง “ไหวค่ะ อืม อาจจะเปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดินช้า ๆ ก็คงโอเค”
“แน่ใจ?”
“ค่ะ”
“งั้นคุณใช้ห้องน้ำได้เลย ผมขอตัวไปเอาชุดที่รถก่อน”
มือบางยกขึ้นมาตะเบ๊ะ “รับทราบค่ะ!”
คล้อยหลังการไปของผู้กองหนุ่ม เธอก็ลงจากเตียงเพื่อตรงไปที่ห้องน้ำ ความเจ็บแปลบมีบ้างแต่อยู่ในเกณฑ์ที่ทนได้ หล่อนง่วนอยู่กับการล้างหน้า ตอนนั้นเองที่ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตู
“รัมครับ ผมเข้าไปได้ไหม”
เมรีที่หน้ามีฟองจากโฟมล้างหน้ายื่นมือไปเปิดประตูให้เขาได้เข้ามาเบียดอยู่ในห้องน้ำแคบ ๆ
เขาหยุดยืนข้าง ๆ แล้วลงมือแปรงฟัน สองสายตาสบกันผ่านกระจกเงาบานเล็ก ๆ เหนืออ่างล้างหน้า เธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ สรัลแม้ไม่ยิ้มแต่แววตาก็อ่อนลงหลายส่วน ไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนช่วงแรก ๆ
ครั้นเจ้าหล่อนล้างหน้าเสร็จแทนที่จะเดินออกไปด้านนอก กลับพยายามสอดกายเข้าไปอยู่ตรงหน้าร่างสูง หันหน้าเข้าหาแผงอกหนั่นแล้วซุกเข้าไปคล้ายกำลังออดอ้อน แขนเรียวโอบรอบลำตัวเขาไว้หลวม ๆ
ดีที่เขาแปรงฟันอยู่เลยไม่ว่างถามว่าเธอทำอะไร เธอน่าจะตอบไม่ได้เพราะไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่คำนิยามที่ใกล้เคียงที่สุดคงเป็น ‘อ้อน’ กระมัง
หลังเขาบ้วนปากเสร็จก็ไม่ได้ผลักไสเธอ “เช็ดหน้ากับเสื้อผมรึ”
เมรียังคงกอดคนตัวใหญ่ไว้ เงยหน้าขึ้นมองแล้วฉีกยิ้มให้ แต่ก็ไม่ยอมพูดอะไร
“ก็ไม่รู้หรอกนะว่านึกคึกอะไร แต่ขอฉี่แป๊บหนึ่งได้ไหม”
หล่อนเขย่งปลายเท้าเพื่อจุ๊บปลายคางก่อนจะสืบเท้าเดินออกจากห้องน้ำ
เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้ามาอยู่ในชุดพร้อมวิ่งทั้งคู่แล้ว หนุ่มสาวก็พากันเดินออกไปนอกห้องเพื่อลงไปชั้นล่าง เธอตั้งใจเหวี่ยงมือมาชนมือเขาอยู่หลายหน จนเขาต้องคว้ามือเรียวเล็กมากุมไว้
เพราะแบบนั้นยายเด็กถึงยิ้มได้
เอสยูวีสัญชาติญี่ปุ่นแล่นผ่านแพวรางกูรเพื่อตรงไปยังบ้านคุณโสพิศ เธอเหลียวมองแพปลาที่ใหญ่ที่สุดในปากน้ำปราณก่อนดึงหน้ากลับมามองสารถี
“พ่อแม่ผู้กองไม่ว่าเหรอคะที่ไม่กลับไปนอนที่บ้าน”
“ไม่หรอก อาชีพของผมมันก็แบบนี้ คนที่บ้านเข้าใจดี”
เธอพยักหน้าเพื่อสื่อว่ารับรู้ ครั้นมาถึงที่หมายเจ้าหล่อนก็เป็นฝ่ายลงไปรับหมาแดงมาขึ้นรถ แต่ก็ถูกคุณโสพิศเอ่ยปากแซวตามระเบียบ
“วิเวียน สะใภ้แพปลามารับแล้วจ้ะ”
คนอายุน้อยกว่าหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรออกไปเพราะเธอมีความมั่นใจนิด ๆ ว่าตนน่าจะกำลังก้าวเท้าไปยืนในตำแหน่งนั้น
หลังจากความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกชายคนเล็กของรัชกิจวรางกูรขยับขึ้นไปอีกขั้น...
ไม่ถึงสิบนาทีให้หลังสามชีวิตที่กอปรไปด้วยตำรวจหนุ่ม พนักงานร้านอาหารริมทะเล และหมาแดงตัวยักษ์ก็มาถึงที่หมาย เธอจัดการสวมสายจูงให้วิเวียน แต่ครั้นเริ่มเดินสรัลก็คว้ามันไปถือไว้เสียเอง
สาวเจ้าหันไปมองเขาด้วยความฉงน “ผู้กองจะจูงเองเหรอคะ”
นายตำรวจเพียงพยักหน้าเป็นคำตอบ
เมรีหลุบตาลงต่ำ ลูบหัวเจ้าหน้าขนอย่างเบามือ “วันนี้พี่เลี้ยงของวิเวียนคืออาสามนะ ไม่ดื้อกับอาสามนะรู้เปล่า”
“วิเวียนก็ไม่ดื้อเท่าพี่รัมของวิเวียนหรอก”
“หนูไปดื้อตอนไหนคะ”
“ทุกตอน”
เธอแสร้งเบ้ปากใส่ “มั่วแล้ว อย่ากล่าวหากันแบบนี้สิคะ เป็นตำรวจแท้ ๆ มากล่าวหาประชาชนแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน”
สรัลไม่โต้ตอบ เขาออกตัวเดินช้า ๆ แทนการวิ่ง เมรีจึงไม่ต้องวิ่งไปโดยปริยาย หลังเดินไปได้สักพักก็ได้ยินเสียงอันคุ้นหูดังมาจากทางด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นคู่หูผู้หมวดจากชุดสืบ
“สวัสดีครับผู้กอง หวัดดีน้องรัม”
“สวัสดีค่ะพี่จี หมวดเธียร”
ด้านสรัลเพียงโคลงศีรษะเพื่อรับไหว้หนุ่มรุ่นน้องทั้งสอง
จิรายุเอ่ยขึ้น “น้องรัมไม่ได้เริ่มวิ่งจากจุดเดิมใช่ไหม พี่กับเธียรรออยู่ตรงนั้นก็ไม่เห็นมาสักทีเลยวิ่งมาก่อน ถึงได้มาเจอน้องรัมที่นี่”
หญิงสาวส่ายหน้าประกอบคำตอบ “วันนี้หนูไม่ได้เริ่มวิ่งตรงนั้นค่ะ”
“อ้อ เปลี่ยนที่จอดรถน่ะรึ”
“เปล่าค่ะ” เธอเว้นจังหวะไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “วันนี้หนูกับวิเวียนติดรถผู้กองมาน่ะค่ะ”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“งี้แหละคับ คนที่อยู่ด้วยกันก็ต้องไปไหนมาไหนด้วยกัน”
