ลุยไฟครั้งที่ ๑๓ [๒/๕]
ลุยไฟครั้งที่ ๑๓ [๒/๕]
แสงแดดจ้าช่วงบ่ายแก่ ๆ ถูกบดบังด้วยหมู่เมฆสีทะมึนที่เคลื่อนมาปกคลุมทั่วแผ่นฟ้าของปากน้ำปราณ เป็นสัญญาณบอกว่าเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ แต่กระนั้นก็ยังไม่มีสายน้ำร่วงหล่นลงมาตกกระทบพื้นดิน
ลูกค้าในร้านมีไม่มาก แต่เย็น ๆ ค่ำ ๆ น่าจะเยอะเพราะก็มีที่โทร. มาจองโต๊ะบ้างแล้ว
ตอนนี้สามสาวอยู่ว่าง ๆ เพราะอยู่ระหว่างรอนำอาหารที่แม่ครัวทำไปเสิร์ฟที่โต๊ะ รติชลอาศัยจังหวะนั้นยกโทรศัพท์มากดโทร. ออกหามารดา
“แม่ เก็บผ้าด้วย เหมือนฝนจะตก” พูดจบก็กดวางสายแล้วหย่อนมันลงไปในกระเป๋าของเสื้อกันเปื้อน “ทำไมมันไม่ไปตกกลางคืนตอนที่พวกเรากำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง”
“จริง ฝนตก ๆ ได้นอนกอดแฟน ฟินที่สุด”
รติชลกลอกตามองบน ไหนยังคว่ำปากใส่สหายรัก “จ้า คนมีผัว ถ้านอนกอดผัวมันอุ่นนักก็ไม่ต้องห่มผ้าแล้วไหม ผ้าห่มมันจะไปสำคัญเท่าผัวได้ไง อวดจังเลย อย่าให้ชลมีบ้างนะ”
“อ้าว แล้วแก้วผิดอะไรเนี่ย มีผัวก็โดนแซะ”
“หมั่นไส้” ว่าจบก็ตวัดสายตาไปทางน้องเล็กของกลุ่ม “ยายคนนี้ล่ะ มีกับเขาบ้างยัง”
แทนที่เมรีจะปฏิเสธ หล่อนกลับอมยิ้มด้วยความเขินอายเมื่อหัวสมองดันคิดตามสิ่งที่แก้วใจพูด ว่าหากฝนตกตอนกลางคืนก็คงดี จะได้นอนกอดแฟน เธอเองก็จะนอนกอดสรัลอย่างที่ทำเมื่อคืนนี้ ครั้นพอถูกพี่ชลลี่ถามก็เผลอยิ้มอย่างมิอาจอดกลั้น
เพราะเธอเองก็มีคนให้นอนกอดเหมือนกันนี่นา...
“หยุดเลย จมูกบานหมดแล้วรัม”
“พี่ชลลี่อ่า อย่าแกล้งสิคะ”
“แกล้งที่ไหน จมูกบานจริง ๆ นะนั่น แล้วสรุปว่าใคร ผู้กองเสือสิงห์อะไรนั่นใช่ไหม”
“เขาชื่อสามค่ะ”
พี่สาวคนสนิทยกมือมาเท้าเอว “นี่ไง สอนไม่รู้จักจำ บอกแล้วว่าอย่าไปหลงคารมตำรวจ มันนิสัยไม่ดี”
แก้วใจแทรกขึ้น “แต่หน้าตาดีนะ”
“ไม่เถียง แต่เพราะแบบนี้แหละมั้งยายเด็กนี่ถึงได้เป็นแบบนี้น่ะ”
เมรีลอยหน้าลอยตา “แต่หนูว่าผู้กองเขาก็นิสัยดีนะคะ”
“เอาเถอะ พี่พูดจากใจจริงเลยว่าขอให้รักของรัมกับเขาราบรื่น แม้ว่าเขาจะเป็นตำรวจก็ตาม”
คนน้องยิ้มหน้าระรื่น “ขอบคุณค่ะ”
แต่แล้วบทสนทนาของสามสาวก็เป็นอันต้องยุติลงเมื่อเสียงเจ้าของร้านดังขึ้น
“รัม”
“คะ?”
“ผู้กองสามมาหา”
หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตัก... ตึกตัก...
หล่อนพยายามกลั้นยิ้มสุดชีวิต แต่ทันทีที่เห็นหน้าเขาริมฝีปากบางก็เบนกว้าง
“สวัสดีค่ะ” เมรีพาตัวเองไปหยุดอยู่ข้างรถเอสยูวีที่จอดอยู่อีกฟากของร้าน สรัลไม่ได้ลงมาแต่ลดกระจกลง “เจ๊บอกว่าผู้กองมาหาหนู มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
นายตำรวจไม่ตอบเป็นคำพูดแต่ส่งถุงบางอย่างมาให้ ซึ่งเธอก็รับไว้แต่โดยดี และทันทีที่เห็นถุงก็รู้ว่าด้านในคืออะไร
เธอวาดยิ้มบาง ๆ “ไหนบอกว่าไม่ว่างคะ แล้วนี่อะไร”
ถุงที่บรรจุทาร์ตไข่ถูกชูขึ้นเล็กน้อย
“พาม้าไปทำธุระ ผ่านร้านพอดีเลยแวะซื้อให้”
“อ้อ” ว่าพลางพยักหน้าเนิบนาบ
“แต่ถ้าไม่อยากกินก็เอาคืนมาได้”
หล่อนรีบเบี่ยงถุงออกห่างตัวรถ “กินสิคะ แหย่นิดแหย่หน่อยทำเป็นของขึ้น เจ้าอารมณ์นะเรา”
สรัลทอดสายตามองหญิงสาวนิ่ง ๆ เธอก็ยักคิ้วใส่
เขาค่อนแคะ “กวนประสาท”
คนน้องหัวเราะน้อย ๆ “ล้อเล่นค่า ขอบคุณที่ซื้อมาฝากนะคะ จะกินให้หมดเลยค่ะ”
“กินเถอะ ตัวบางเกินไป”
เธอแกล้งถาม “ไม่ชอบเหรอคะ”
นัยน์ตาเรียวรีหลุบมองหน้าอกขนาดพอดีมือที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เสื้อ ก่อนไต่สายตาไปหาดวงหน้าสะคราญ
“อยากให้มีน้ำมีนวลกว่านี้อีกสักนิด”
“งั้นผู้กองก็ต้องเลี้ยงหนูดี ๆ”
เขาทำทีเป็นถอนหายใจ “ขอคิดก่อน เลี้ยงดีก็ดื้อ ไม่รู้จะเลี้ยงทำไม”
“ดื้อตรงไหนล่ะ กล่าวหากันจังเลย”
สรัลพยักพเยิดหน้าไปทางร้านอาหารที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม “ไปทำงานได้แล้ว”
“ค่ะ แล้วผู้กองจะกลับบ้านเลยหรือเปล่าคะ”
“อาฮะ” เขาเว้นจังหวะไปนิดหน่อย ก่อนจะเอ่ยต่อ “เย็น ๆ ผมจะไปที่สนาม คุณจะไปด้วยกันไหม”
“อยากให้ไปไหมล่ะคะ”
“อยาก”
“อ้อนวอนหนูสิ แล้วหนูจะเก็บไปพิจารณา”
“เย็นนี้ไปสนามบาสกับผมนะครับ อยากเจอมาก ๆ เลยครับ ไม่ได้เห็นหน้าแล้วไม่มีแรงชู้ตบาส”
คนตัวเล็กหลุดหัวเราะ “สงสารผู้กองตาดำ ๆ หรอกนะคะ”
“ค้าบ แม่คนใจบุญ” ว่าจบก็ปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ “งั้นไว้เจอกันที่สนามนะ ซ้อมเสร็จแล้วเราค่อยกลับหอด้วยกัน โอเคไหมครับ”
“โอเคค่ะ”
เมรีเดินข้ามถนนสายเล็ก ๆ เพื่อกลับเข้าไปที่ร้านอาหาร เอสยูวีสีดำก็แล่นออกไปจากลานจอดรถในเวลาไล่เลี่ยกัน
“มันจะเกินหน้าเกินตาไปแล้วมั้งน้องรัม ทิ้งให้พี่โสดคนเดียวได้ไงเนี่ย”
น้องเล็กของกลุ่มเพียงแต่อมยิ้มน้อย ๆ ก่อนเสเปลี่ยนเรื่อง “กินทาร์ตไข่กันค่ะพี่ ๆ”
“ใครจะไปกล้ากินเอ่ย” ว่าที่คุณแม่โพล่งขึ้น “ผู้กองเขาซื้อมาให้รัม ถ้าพวกพี่แย่งกินมีหวังคุณตำรวจโยนเข้าซังเตแน่”
“ใครจะทำคะ มากินเถอะค่ะ เขาซื้อมาตั้งเยอะหนูกินคนเดียวไม่หมดหรอกค่ะ”
แล้วสามสาวก็แบ่งของว่างกันกินพลางพูดคุยไปตามประสา นอกจากนั้นเมรียังนำทาร์ตไข่ไปแบ่งแม่ครัวด้วย ครั้นเจ้าของร้านเดินเข้ามาในครัว เธอก็แบ่งเช่นกัน
หญิงวัยกลางคนรับน้ำใจของลูกน้องในร้าน “ขอบใจมาก แล้วสรุปว่ายังไงรึ เรากับผู้กองน่ะ”
ตั้งแต่นายตำรวจไปร่วมทำบุญด้วย ไหนยังเทียวไล้เทียวขื่อ อัมพรคิดว่าทั้งสองคงมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน แต่ก็ตะขิดตะขวงใจอยู่นิดหน่อยกับความสัมพันธ์ของสรัลและลูกสาวเสี่ยวิรัช ที่ดูเหมือนสองครอบครัวจะดองกันเพราะคนทั้งคู่
ตอนนี้ก็เลยไม่รู้แล้วว่าความจริงมันเป็นเช่นไร
มือบางยกขึ้นมาลูบท้ายทอยแก้เก้อ ใบหน้าเห่อร้อน
“ก็...”
รติชลแทรกขึ้น “แหมเจ๊ จะอะไรล่ะ ก็ยายรัมกับผู้กองเขากุ๊กกิ๊กกันน่ะสิ”
เจ้าของร้านพยักพเยิดหน้าส่ง ๆ “กินเสร็จแล้วไปเก็บโต๊ะด้วย”
“ค่าเจ๊”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“จริง ๆ แล้วผมก็เป็นคนน่ารักนะคับ”
