ลุยไฟครั้งที่ ๑๓ [๓/๕]
ลุยไฟครั้งที่ ๑๓ [๓/๕]
หลังเลิกงานเมรีก็ตรงไปยังสนามบาสเกตบอล แต่พ้นหน้าร้านไปได้ไม่กี่สิบเมตรสายฝนก็ตกลงจากฟากฟ้า มันเริ่มจากตกปรอย ๆ ก่อนจะกระหน่ำขึ้นเรื่อย ๆ จนภาพเบื้องหน้าเป็นสีขาวโพลน จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะไปที่สนามก็เปลี่ยนเส้นทางไปยังอพาร์ตเมนต์แทน
เธอเป็นคนไม่ดีเท่าไรถึงไม่ยอมสวมหมวกกันน็อก ไม่มีติดรถด้วยซ้ำ ถ้าถูกปรับก็จะไม่บ่นสักคำ และตอนนี้เธอตระหนักถึงข้อดีของการสวมหมวกกันน็อกแล้วว่ามีอะไรบ้าง อย่างน้อย ๆ มันก็คงป้องกันเม็ดฝนที่ตกกระทบหน้าจนเจ็บแสบ ต้องยกมือข้างซ้ายมาบังหน้าไว้ทั้งเพื่อป้องกันเม็ดฝนและรักษาทัศนวิสัย
ความเหน็บหนาวทำร่างเธอสะท้าน ครั้นให้รีบบิดรถก็เกรงว่าจะเกิดอันตราย ผ่านไปพักหนึ่งหล่อนก็มาถึงที่หมายในสภาพเปียกชุ่มไปทั้งตัว ขาเสลาสืบตรงไปยังตัวอาคารแต่หางตากลับเห็นแสงไฟหน้ารถตรงมาทางนี้ ก่อนจะเลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณลานจอดรถของหอ
เธอยืนรอเพียงครู่สั้น ๆ สรัลในชุดกีฬาก็ลงจากรถมาพร้อมกับเสื้อผ้าของตน เนื้อตัวเขาเปียกนิดหน่อย จากทั้งเหงื่อและเม็ดฝน
สรัลเดินมาหยุดใกล้ ๆ กับเมรี “ตากฝนมารึ”
คนตัวเล็กนิ่ง ก้มหน้ามองตัวเองแล้วเงยไปมองคนตัวสูง
“เปล่าค่ะ ไม่เจอฝนสักเม็ด”
“ขอให้ได้กวนประสาท”
สิ้นคำของนายตำรวจ เสียงจามก็ดังลั่นจนปลายจมูกรั้นเริ่มเป็นสีแดงอ่อน ๆ
เจ้าหล่อนยกมือปิดปากไม่ทัน ไม่ได้หันหน้าหนีด้วย “ขอโทษค่ะ”
“ที่ห้องมียาหรือเปล่า ตากฝนแบบนี้ระวังเป็นหวัด”
“มีค่ะ เดี๋ยวหนูกินดักไว้ก่อนก็ดี ไม่อยากป่วย” พูดจบก็แตะคีย์การ์ดแล้วเดินนำเข้าไปด้านใน โดยมีสรัลเดินตามไม่ห่าง
หล่อนจามอีกครั้ง และอีกครั้ง
ระหว่างที่สรัลไขกุญแจห้อง เมรีก็บ่นกระปอดกระแปด “มาตกอะไรตอนนี้ก็ไม่รู้ รอให้หนูกลับถึงห้องก่อนก็ไม่ได้”
“เก่งถึงขนาดสั่งฟ้าสั่งฝนเชียว”
“แล้วหนูสั่งได้ไหมล่ะ”
เขาแค่นหัวเราะแล้วเปิดประตูให้เจ้าหล่อนเดินเข้าไปก่อน “นั่นสิ ถ้าสั่งได้สภาพจะเป็นแบบนี้รึ”
“สภาพแบบไหนคะ”
“แบบพี่สาววิเวียนตกน้ำ”
เมรียืนนิ่ง ครุ่นคิดตามคำพูดเขา ในขณะที่เจ้าของร่างกำยำสืบเท้าไปคว้าผ้าเช็ดตัวมาคลุมหัวทุยของคนที่ยืนอยู่กลางห้อง
“ผู้กองว่าหนูเป็นหมาตกน้ำเหรอคะ”
“ผมพูดแบบนั้น?”
“แล้วพี่สาววิเวียนคืออะไร”
“แล้ววิเวียนเป็นอะไร”
“หมา” มุมปากหยักยกขึ้น แต่เมรีปั้นหน้าบึ้ง “เห็นไหมคะ ผู้กองว่าหนู”
พูดพลางพุ่งตัวเข้าใส่ร่างสูงจนหัวทุยชนกับอกแกร่ง
“นี่แน่ะ”
แต่แทนที่เขาจะผลักไสหรือตำหนิกลับตวัดแขนรัดรอบเอวบางพลางกอดไว้หลวม ๆ
“ไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวไม่สบาย”
หล่อนเงยหน้าขึ้นเพื่อสบสายตากับคนตัวสูงที่ก้มหน้ามองตาแป๋ว ๆ ของหญิงสาว
เอ่ยเสียงหวาน “อาบด้วยกัน”
“ได้ครับ”
ผู้กองหนุ่มไม่อิดออด รีบพาคนน้องเข้าไปในห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกาย เธอจามจนจมูกแดง เขาจึงรีบอาบให้ไม่เถลไถลไปทำเรื่องอื่น แต่อาจจะมีบ้างที่แวะไปลูบไปบีบ ซึ่งเธอไม่ว่าอะไร เพราะเจ้าตัวยังจับลูกชายเขาเลย นอกจากอาบน้ำให้แล้วก็ยังสระผมให้ด้วยเพราะหากไม่สระผมจะรู้สึกหนักหัวเอาได้ ถ้าเป็นไข้ขึ้นมาก็จะเป็นหนัก
ครั้นอาบน้ำเสร็จก็พากันออกมาแต่งตัวด้านนอก เขาใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เสร็จสรรพพร้อมนอน แต่คนตัวเล็กนั้นยังง่วนอยู่กับการคลายสายไฟของไดร์เป่าผม
แผงยากับแก้วน้ำถูกวางลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนมือหนาจะแย่งไดร์มาถือไว้เอง
“กินยาก่อน เป่าผมเสร็จจะได้นอน” สรัลใช้อีกมือที่ยังว่างอังไปที่หน้าผากมน ก่อนไต่ลงมาหาลำคอระหง “เหมือนจะตัวรุม ๆ”
เธอมองหน้าเขาผ่านกระจก “แล้ว...เรื่องนั้น?”
“ไม่อยากรังแกคนป่วย”
หัวใจของเธอมันเกเรจริง ๆ มันไม่ยอมภักดีต่อเจ้าของแต่ดันศิโรราบแก่ความน่ารักของสรัล
“จริง ๆ หนูก็ปวดหัวนิดหน่อย”
“เพราะงั้นก็รีบกินยาสักทีเถอะ มันจะได้ไม่เป็นหนัก”
“ค่า รู้แล้วค่า”
จากนั้นนายตำรวจก็เริ่มเป่าผมให้หญิงสาวที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่หน้ากระจก เขาใช้ลมเย็นอ่อน ๆ เสียงจึงไม่ดังมาก
“เมื่อกี้ผมไปที่ร้านมา”
“ร้านไหนคะ”
“ร้านเจ๊พร”
ดวงหน้าแฉล้มผงกขึ้นลงเป็นเชิงรับรู้ ก่อนยิงคำถามใส่ “ไปทำไมคะ ร้านปิดตั้งแต่สามทุ่มแล้ว”
“ไปหาคุณ” เธอนิ่งงัน “ฝนมันตกก็เลยเลิกซ้อมไวหน่อย นึกว่าคุณยังไม่กลับจะได้ไม่ต้องขี่รถตากฝน แต่ตอนไปถึงไม่เจอคุณแล้ว โทร. หาคุณก็ไม่รับสาย”
อากาศอาจจะหนาวเพราะอิทธิพลของฝน แต่สองแก้มเห่อร้อนอย่างกับนั่งใกล้กองไฟ
“หนูน่าจะไม่ได้ยินเสียงค่ะ ออกมาจากร้านได้แป๊บเดียวฝนก็ตก เสียงฝนก็ดังมากด้วย”
เขาไม่ได้ต่อบทสนทนา เธอก็ไม่ได้เอ่ยวาจาใดต่อ ต่างอยู่กันเงียบ ๆ ฟังเสียงไดร์คลอไปกับเสียงฝนด้านนอก กระทั่งเป่าผมเสร็จจึงพากันเข้านอน
ฤทธิ์ยาทำให้เมรีง่วงกว่าปกติ หล่อนขยับเข้าหากายแกร่ง ซุกเขาราวต้องการไออุ่นซึ่งสรัลก็โอบร่างบางไว้อย่างเบามือ ตบก้นเบา ๆ ประหนึ่งกำลังกล่อมเด็กเข้านอน
แขนเรียวโอบรัดร่างหนา ขาเสลาก็พาดหน้าขาคล้ายเขาเป็นหมอนข้าง แต่คงเป็นหมอนข้างที่ดีที่สุดที่เธอเคยพบพาน
เมรีขยับศีรษะไปหนุนอกหนั่น เสียงยานคางดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ “วันนี้เสียงเพราะ”
“ทำไม มันร้องว่าอะไรอีกล่ะ”
“ดี ๆ”
ไร้เสียงโต้ตอบ ดวงหน้าคมคายปรากฏรอยยิ้ม
“วันนี้ผู้กองใจดีซื้อทาร์ตไข่มาฝาก อาบน้ำแล้วก็เป่าผมให้ด้วย วันที่โจรขึ้นบ้านก็หาที่พักแล้วก็หาหอใหม่ให้หนู หนูยังไม่ได้ตอบแทนอะไรผู้กองเลย ถ้ามีอะไรที่หนูช่วยผู้กองได้หนูก็อยากช่วยบ้าง”
“อา” เขาทำทีเป็นครุ่นคิด “มีอยู่นะ”
“อะไรคะ บอกมาได้เลย”
มือหนายังทำหน้าที่ตบก้นเบา ๆ “ช่วยนอนพักผ่อนได้ไหม พรุ่งนี้จะได้หายไข้”
“อยากคุย”
“คุยวันอื่นก็ได้ ผมอยู่กับคุณตลอดอยู่แล้ว”
หากหล่อนฟัง เขาคงไม่ต้องพร่ำบอกว่าเมรีเป็นพวกหัวรั้น
“ถ้าหนูเป็นหวัด ผู้กองอยู่ใกล้หนูไม่กลัวติดหวัดเหรอคะ”
“ติดหวัดก็ดีกว่าปล่อยให้เด็กแถวนี้นอนป่วยอยู่คนเดียว”
คนฟังฉีกยิ้มทั้งที่เปลือกตาปิดสนิท รู้สึกง่วงเต็มทีแต่ก็ชอบที่ได้เสวนากับสรัล แม้เสียงที่เปล่งออกมาจะยานคางและเริ่มอู้อี้แล้วก็ตาม
“ผู้กอง”
เอ่ยพลางขยับศีรษะไปนอนหนุนที่ต้นแขนหนั่น กระชับอ้อมกอดไว้มั่นจนกลิ่นกายหอม ๆ ของชายฉกรรจ์ลอยเข้าจมูก
“ว่า”
“กล่อมหน่อย”
“นั่นก็จะหลับอยู่แล้ว”
“ก็ต้องกล่อม”
ไร้เสียงราบเรียบที่ควรจะเปิดปากเล่าเรื่องต่าง ๆ อย่างที่ได้กระทำเมื่อวาน เธอไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ หากเขาประสงค์จะเล่าอะไรให้ฟังเธอก็พร้อมฟัง ต่อให้เล่านิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดงที่ฟังมานับร้อยนับพันครั้งตั้งแต่เกิด เธอก็ไม่คิดว่านั่นจะน่าหน่าย เพราะเจตนาก็แค่อยากได้ยินเสียงของเขาเท่านั้นเอง
จะมีก็เพียงสัมผัสแผ่วเบาที่เรือนผมนุ่มสลวย ครู่สั้น ๆ สรัลก็ถอนริมฝีปากออกพร้อมเอ่ยเสียงทุ้มต่ำในลำคอ
“ฝันดีครับ”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“ถ้าชอบให้กล่อมก็ต้องนอนด้วยกันทุกคืนนะคับ”
