ลุยไฟครั้งที่ ๑๓ [๔/๕]
ลุยไฟครั้งที่ ๑๓ [๔/๕]
ภาพแรกที่ปรากฏในครรลองจักษุสีน้ำตาลเข้มคือแผ่นหลังกว้างของชายร่างแกร่ง เขาตื่นทันทีที่นาฬิกาปลุกดังขึ้น ก่อนยันกายลุกจากเตียงแต่ไม่ได้ตรงเข้าห้องน้ำในทันที นายตำรวจเดินไปคว้าขวดน้ำอุณหภูมิห้องมาเทใส่แก้วแล้ววางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปทางห้องน้ำ ทว่าสายตาดันสบเข้ากับตาแป๋ว ๆ ที่อยู่บนเตียงเสียก่อน
ชายหนุ่มร้องทักเสียงเรียบ “ตื่นแล้วรึ”
“ค่ะ”
สรัลเปลี่ยนจุดมุ่งหมาย ขายาวก้าวมาหยุดอยู่ข้างเตียงก่อนยื่นมือมาอังหน้าผากมนเพื่อวัดไข้ แล้วจึงไต่ฝ่ามือลงมาที่ลำคอระหง
“ตัวไม่ร้อนเท่าไร แต่ถ้าไปวิ่งไม่ไหวเดี๋ยวผมพาวิเวียนไปที่หาดเอง คุณก็นอนพักอีกสักตื่นแล้วกัน”
คนตัวเล็กเบะปากพลางส่ายหน้าพัลวัน “ไม่เอา จะไป”
“ก็ถ้าไม่ไหวจะให้พัก”
“หนูไหว”
เขาไหวไหล่ก่อนเดินย้อนกลับไปทางเดิม คว้าแก้วน้ำที่รินไว้มาส่งให้เธอ
“ดื่มก่อน เผื่อคอแห้ง”
“ขอบคุณค่ะ”
เมรีไม่อิดออด รีบรับแก้วน้ำมาถือแล้วดื่มจนหมดแก้ว ซึ่งนั่นก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย
ให้หลังจากส่งแก้วคืนเจ้าหล่อนก็ลุกออกจากเตียง เดินไปสวมกอดสรัลจากด้านหลัง ฝังใบหน้าไปกับแผ่นหลังกว้างโดยที่แขนเรียวก็โอบเอวสอบไว้แน่น
เธอพูดเสียงอู้อี้ในลำคอ “ไปล้างหน้ากันค่ะ”
เขาไม่ปัดมือออก ไม่ดุกับการกระทำนั้นสักคำ ทำเพียงสืบเท้าเดินเข้าไปในห้องน้ำพร้อมเมรีที่แทบจะสิงสู่เข้าไปในตัวเขา เธอปัดป่ายใบหน้าไปกับแผ่นหลัง ครั้นหยุดลงที่หน้าอ่างล้างหน้าก็ชะโงกหน้ามามองเขาผ่านกระจก เธอสูงเทียมอก จึงแกล้งอ้าปากงับต้นแขนหนั่นเบา ๆ
“ฮึ่ย!”
ทายาทแพปลาหลุบตาลงต่ำ “เป็นอะไร”
“มันเขี้ยว”
พูดจบก็งับอีก
“คุณอยู่กับวิเวียนมากเกินไป”
“ถ้าหมายถึงหนูติดเชื้อหมา ด้วยความเคารพนะคะ ช่วงนี้หนูอยู่กับผู้กองมากกว่าอีก”
แม้จะได้รับสายตาขุ่น ๆ จากคนตัวสูง แต่เมรีก็ยังหน้าระรื่นที่ได้แกล้งเขา ที่หากเป็นเมื่อก่อนเธอไม่มีทางกล้าหยอกล้อกับผู้กองหน้าดุเช่นนี้แน่ ๆ แต่เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างกันแปรเปลี่ยนไป เธอก็กล้ามากขึ้น เพราะรู้ดีว่าถึงจะพูดแบบนั้นเขาก็ไม่โกรธ แล้วเธอก็ดันชอบยั่วโมโหเขาด้วย
สรัลจะไปรู้อะไร เวลาเขาทำหน้าดุใส่เธอน่ะ มันเหมือนแมวอารมณ์เสียเพราะทาสเอาแต่แกล้ง ไม่เหมือนเจ้าป่าอย่างเสือสิงห์เลยสักกระผีก
เจ้าแมวยักษ์ของพี่รัม โดนแหย่นิด ๆ ก็ได้แค่ขู่ฟ่อ ๆ นั่นแล
นายตำรวจไม่ต่อล้อต่อเถียง หันเหความสนใจไปที่การบีบยาสีฟันลงบนแปรง ก่อนส่งมันให้เจ้าของที่ก็รับไปถือไว้อย่างว่าง่าย จากนั้นก็หันมาจัดการของตัวเองแล้วยืนแปรงฟันเคียงคู่กับเจ้าของร่างแน่งน้อยที่ฤทธิ์ไม่น้อยเลย
ทว่าสรัลไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่านิสัยของเมรีทำให้เขา ‘สบายใจ’ ที่จะมีเธออยู่ใกล้ ๆ
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขาเป็นฝ่ายถือสายจูงของวิเวียน ส่วนยายคนข้าง ๆ น่ะหรือ ปล้นโทรศัพท์เขาไปถ่ายรูปถ่ายวิดีโอไปเรื่อยเปื่อย โดยให้เหตุผลว่ากล้องของโทรศัพท์รุ่นใหม่ ๆ สวยกว่าโทรศัพท์ยุคดึกดำบรรพ์ของตนเอง
“ผู้กอง”
เขาหันหน้าไปทางต้นเสียง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เมรีกดบันทึกภาพ
“โห อย่างหล่อ” พูดจบก็เปลี่ยนจากกล้องหลังมาเป็นกล้องหน้า ก่อนเจ้าหล่อนจะขยับมาถ่ายคู่กับเขาเสียหลายรูป “อืม ดูไปดูมาหนูก็น่ารักเหมือนกันนะ”
คนตัวสูงหลุดหัวเราะ เรียกสายตาขุ่นเคืองจากสาวเจ้าให้ตวัดไปมอง
“ขำอะไรมิทราบคุณสรัล”
เขาปรับสีหน้าให้เรียบสนิท “เปล่า”
“อย่ามาให้การเท็จนะ คุกนะคะ”
“คุณจะจับผมรึ”
“ช่าย จะให้กินข้าวแดงให้เข็ด”
“ข้าวแดงมันอร่อยเหมือนคุณไหมล่ะ ถ้าไม่ผมคงไม่กิน”
ไปหาเรื่องเขาก่อน พอเขาสวนกลับดันหมดสภาพ เกิดอาการปากตายคล้ายมีหินก้อนใหญ่มาขวางลำคอจนเปล่งเสียงไม่ได้ ได้แต่เม้มปากเพื่อกลั้นยิ้ม
จังหวะนั้นเองที่ได้ยินเสียงเรียกอันคุ้นหูของจิรายุ เมื่อเหลียวกลับไปมองก็พบว่าเป็นสองหมวดคู่หูแห่งชุดสืบ
“น้องรัม”
เจ้าของชื่อยิ้มหวาน “สวัสดีค่ะพี่จี หมวดเธียร”
นายตำรวจทั้งสองไม่ลืมที่จะทักทายหนุ่มรุ่นพี่ด้วยความนอบน้อม แม้ใจลึก ๆ ของหนึ่งในสองหมวดจะเริ่มรู้สึกต่อต้านอีกฝ่ายขึ้นมาตงิด ๆ ก็ตาม
ทั้งห้าชีวิตจึงวิ่งไปด้วยกันพร้อมบทสนทนาที่ไหลลื่นไม่มีสะดุด
“ช่วงนี้มีหนังเข้าใหม่หลายเรื่องเลย พี่เล็งไว้เรื่องหนึ่ง รัมไปด้วยกันไหม มีพี่กับเธียร”
เธอไม่ได้ให้คำตอบกับจิรายุในทันที แต่ก็พูดเป็นนัย “สัปดาห์นี้หนูได้หยุดวันเสาร์พอดีเลยค่ะ”
“อ้าว ทำไมเปลี่ยนล่ะ”
“วันเสาร์จะไปดูเขาแข่งบาสกันน่ะค่ะ เลยลาวันนั้นแทน ส่วนวันอังคารนี้ก็ต้องไปทำงาน” คนฟังพยักหน้าขึ้นลงเป็นเชิงรับรู้ หล่อนว่าต่อ “ถ้าจะไปก็ไปหลังแข่งบาสเสร็จแล้วกันค่ะ ดูหนังเสร็จอาจแวะไปเดินเล่นที่ซิเคด้าสักแป๊บหนึ่ง”
“แบบนั้นดีมากเลย”
“ไปกันทั้งสี่คนเลยนะคะ” ว่าจบก็หันไปทางสรัล “ผู้กองก็ไปด้วยกันนะ”
คนถูกพาดพิงชำเลืองมองเจ้าของคำเชิญชวน ก่อนจะพยักหน้าส่ง ๆ อย่างขอไปที
เมรีนึกหมั่นไส้จนต้องยื่นมือไปหยิกแขนหนั่นเบา ๆ “ทำหน้าทำตาอย่างกับถูกบังคับให้ไปงั้นแหละค่ะ”
เขาไม่ตอบโต้ ยอมโดนประทุษร้ายฝ่ายเดียว
หลังออกกำลังกายยามเช้าเสร็จเอสยูวีสัญชาติญี่ปุ่นก็มุ่งหน้าตรงไปที่บ้านคุณโสพิศเพื่อส่งวิเวียนคืนเจ้าของ ขณะที่รถกำลังจะแล่นผ่านแพวรางกูร สรัลก็ต้องแตะเบรกเพราะเห็นพี่สาวขี่มอเตอร์ไซค์ออกมาพอดี อีกฝ่ายปล่อยมือซ้ายออกจากแฮนด์แล้วชูขึ้นคล้ายเรียกน้องชาย
กระจกฝั่งคนขับถูกลดลง พร้อมเสียงหัวใจดวงน้อยที่ดังโครมครามราวมีใครแอบเข้าไปตีกลองอยู่ด้านใน
เมรีจำผู้หญิงคนนี้ได้ หล่อนคือลูกสาวคนโตของรัชกิจวรางกูร หรือก็คือพี่สาวแท้ ๆ ของสรัล และมั่นใจว่าอีกฝ่ายก็คงจำตนได้เช่นเดียวกัน เพราะสิชามักมาทานอาหารที่ร้านอยู่บ่อยครั้ง ที่ศาลเจ้าก็ได้เจอกัน ล่าสุดก็วันนั้นที่ห้องรับรอง
สิชาจำเธอได้แน่ ๆ ว่าเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารที่ร้านอัมพรโภชนา แต่สรัลกลับไม่คิดที่จะปิดบังว่าที่นั่งข้าง ๆ เขามีเธอจับจองไว้ เขาพร้อมจะเปิดเผยการมีอยู่ของเธอให้ครอบครัวตัวเองรับรู้
เมรีเหมือนต้นไม้ที่ยืนต้นทนแล้งมาทั้งฤดู แต่แล้วสรัลก็เป็นฝนแรกที่ตกลงมาให้ชุ่มชื้นไปทั้งหัวใจ
“ไปไหนครับเจ๊”
“ม้าอยากกินน้ำเต้าหู้เลยจะ-” พูดได้เพียงเท่านั้นสิชาเป็นอันนิ่งงันเมื่อสายตาสบเข้ากับหญิงสาวที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ
เจ้าหล่อนยกมือไหว้ทายาทคนโตของแพวรางกูรอย่างมีมารยาท
“สวัสดีค่ะ”
สิชารับไหว้ทั้งที่สมองยังประมวลผลอะไรแทบไม่ได้
“จ้ะ หวัดดีจ้ะ”
ผู้หญิงคนนี้คือเด็กเสิร์ฟที่ร้านเจ๊พร ไม่ผิดแน่ สิชาว่าตนจำคนไม่ผิดแน่ ๆ
แล้วเหตุใดเจ้าหล่อนถึงนั่งอยู่ในรถน้องชายที่หายไปไม่กลับมานอนบ้านถึงสองคืนได้ล่ะ...?
“นี่รัมครับ”
สรัลเป็นฝ่ายแนะนำเมรีให้พี่สาวได้รู้จัก เรียกรอยยิ้มละมุนละม่อมให้ผุดขึ้นบนดวงหน้าสะคราญของตุ๊กตาหน้ารถ
ก่อนกระแสเสียงทุ้มจะลอยมากระทบโสตอีกครั้ง...
“เพื่อนผม”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“เพื่อน”
