ลุยไฟครั้งที่ ๑ [๔/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๑ [๔/๔]
อัมพรโภชนามีลูกค้ามาเยือนไม่เว้นว่าง บางท่านไม่ได้มาทานอาหารเฉย ๆ แต่ยังพักที่นี่ด้วย เพราะนอกจากร้านอาหารแล้วเจ๊พรยังมีห้องพักสำหรับลูกค้าที่ประสงค์จะค้างคืนริมหาด ซึ่งอยู่ถัดไปจากห้องรับรองไม่ถึงสิบก้าว เมื่อมีลูกค้าต้องการเข้าพักพวกสาว ๆ ในร้านก็แบ่งกันไปทำความสะอาด บางส่วนก็ต้องอยู่บริการลูกค้าในร้าน
พนักงานเสิร์ฟที่ต้องรับบทพนักงานทำความสะอาดจำเป็นก็ไม่พ้นเมรี
เธอทำความสะอาดเพื่อรองรับลูกค้าอย่างไม่เร่งรีบนัก ระหว่างนั้นก็แอบหยิบมือถือมาเช็กว่าทายาทแพวรางกูรรับแอดตนหรือยัง เธอแอดไปตั้งแต่เช้า จนบ่ายแล้วอีกฝ่ายก็ยังไม่รับ
สาวเจ้าทำปากยื่น ถอนหายใจทิ้งหนึ่งเฮือก
เมรียังคงทำงานของตนไปเรื่อย ๆ จนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี สายลมเอื่อย ๆ พาให้เย็นสบาย หล่อนเดินเสิร์ฟบ้าง รับออเดอร์บ้าง จนถึงเวลาปิดครัวที่จะไม่รับออเดอร์และลูกค้าโต๊ะสุดท้ายเดินทางกลับ สามสาวอย่างเมรี รติชลและแก้วใจก็ช่วยกันเก็บร้าน พอสามทุ่มนิด ๆ ต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน
แต่เมรีไม่ได้ตรงกลับบ้าน เธอพาตัวเองมานั่งคร่อมรถมอเตอร์ไซค์แล้วกดโทร. ออกหาบวรกิต รอสายอยู่เป็นนาทีอีกฝ่ายก็ไม่รับ จึงอนุมานไปเองว่าเจ้าตัวน่าจะกำลังง่วนอยู่กับการซ้อมบาสเกตบอล
สายตาคู่งามตวัดไปมองเวลาที่แถบด้านบนของหน้าจอก็พบว่าเพิ่งจะสามทุ่มสิบห้านาที หากไปที่สนามสักประเดี๋ยวก็ไม่น่าจะดึกมาก สุดท้ายจึงตัดสินใจไปดูบวรกิตซ้อมบาสตามคำเชิญชวนของเจ้าตัว
เธอทำหน้าที่พี่สาวต่างสายเลือดที่ดีอย่างการแวะซื้อเครื่องดื่มเย็น ๆ ไปให้น้องชาย
หญิงสาวขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรื่อย ๆ จนมาถึงที่หมาย ซึ่งเป็นสนามบาสที่อยู่ในรั้วโรงเรียน หากจะใช้พื้นที่ก็สามารถแจ้งทางโรงเรียนได้ และเธอก็เชื่อว่าพวกนักกีฬาทั้งหลายคงแจ้งเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้บุกรุกเข้ามาใช้สถานที่โดยพลการแต่อย่างใด เพราะรอบสนามมีรถยนต์มากกว่าสิบคัน ไม่รวมมอเตอร์ไซค์ ไหนภายในสนามยังสว่างโร่จากสปอตไลต์ที่ติดตั้งอยู่รอบ ๆ บริเวณ
หลังจอดรถแล้วเมรีก็หิ้วถุงพลาสติกที่บรรจุเครื่องดื่มเย็น ๆ จากร้านสะดวกซื้อเดินไปยังข้างสนาม กวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาบวรกิต
แต่แปลกมาก ทั้ง ๆ ที่มองหาบวรกิต สายตาเจ้ากรรมดันสะท้อนภาพของชายร่างกำยำที่เพิ่งเจอกันเมื่อเช้านี้ที่ถนนเลียบชายหาด
ผู้กองสรัลอยู่ในชุดบาสแขนสั้น ไม่ใช่แขนกุดอย่างที่นักบาสชอบใส่ กางเกงสีดำสีเดียวกับเสื้อ ผมสั้น ๆ มีเหงื่อเกาะพราว ใบหน้าคมคายก็มีเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นจนเห่อร้อน ส่วนสูงที่น่าจะแตะหนึ่งร้อยแปดสิบส่งให้เขาดูสง่าแม้อยู่ท่ามกลางผู้ชายวัยไล่เลี่ยกัน
เมรีรีบหมุนตัวเดินกลับไปที่รถมอเตอร์ไซค์ คว้าลิปสติกมาทาพอเป็นพิธี จากนั้นก็เดินกลับไปยังขอบสนามอีกครั้ง
เธอนั่งลงยังที่ว่างบริเวณขอบสนามพร้อมวางถุงเครื่องดื่มลงข้างกาย ถัดไปประมาณเมตรนิด ๆ เป็นกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่ตอนแรกเธอไม่ทันมอง แม้แต่บวรกิตเธอก็ยังไม่ได้ให้ความสนใจจะกวาดสายตามอง ถึงไม่ทันได้รู้ว่ากลุ่มคนข้าง ๆ คือใคร
กระทั่งมีเสียงหนึ่งทักขึ้นมา
“อ้าว น้องรัม”
เจ้าของชื่อหันไปทางต้นเสียงก่อนพบว่าคนที่นั่งเยื้อง ๆ กับตนคือหมวดเธียร ถัดไปก็เป็นหมวดจี น้องเล็กของชุดสืบ นอกจากนั้นเป็นคนที่เธอไม่รู้จัก
“ผู้หมวดนี่เอง สวัสดีค่ะหมวดเธียร หมวดจี” เอ่ยพลางยกมือไหว้คนทั้งสอง “ไม่คิดว่าจะมาเจอกันที่นี่เลย”
ธนากรค้อมศีรษะเล็กน้อย “ว่าง ๆ เลยมาดูพวกเขาซ้อมกันน่ะครับ”
“อ้อ วันหยุดนี่เนอะ”
“ครับ”
หมวดจีระบายยิ้มเป็นการทักทายก่อนหันไปทางสนาม
ธนากรตั้งกระทู้ถาม “มาเชียร์ผู้กองเหรอครับ”
“ค่ะ”
เธอตอบออกไปในวินาทีเดียวกันนั้น แต่เมื่อได้สติก็รีบสั่นหน้าพรืด
“เปล่าค่ะ” มือเรียวยกขึ้นมาโบกพัลวัน “ไม่ใช่ค่ะ มาเชียร์น้องชาย”
คู่สนทนามีสีหน้าแปลกใจ “มีน้องชายด้วยเหรอครับ”
“จะว่ายังไงดี เป็นลูกชายของป้าที่อยู่ข้างบ้านน่ะค่ะ เราค่อนข้างสนิทกัน วันนี้น้องบอกว่ามีซ้อมบาสก็เลยแวะมาดูค่ะ”
“ใครเหรอครับ”
“น้องบูมค่ะ” ก่อนผินหน้าไปทางสนาม จนเจอเข้ากับบวรกิตที่อยู่ในชุดกีฬาจึงชี้ไปยังเจ้าตัว “นั่นน่ะค่ะ”
ธนากรโคลงศีรษะด้วยจังหวะเชื่องช้า “อ้อ บูม คนละทีมกับผู้กอง”
“อ้าว คนละทีมกันเหรอคะ คนละทีมซ้อมด้วยกันได้เหรอคะ”
เขาว่ายิ้ม ๆ “ก็เห็นซ้อมกันได้นะ”
เธอยิ้มแหย ก่อนตั้งกระทู้ถาม “แล้วผู้หมวดไม่ได้ลงแข่งเหรอคะ”
“ไม่ครับ ผมกับจีไม่ค่อยถนัดเท่าไร ถ้าเป็นฟุตบอลก็พอได้”
เมรีเหลือบมองไปยังชายหนุ่มร่างสูงที่โดดเด่นที่สุดในสนามก็ว่าได้ ก่อนดึงใบหน้ากลับมาหาคู่สนทนา
“เพิ่งรู้ว่าผู้กองเขาเล่นบาสเก่งนะคะ แต่ก็ดูตัวสูง ไม่น่าจะแปลกอะไรถ้าจะเล่นเก่ง”
“นักบาสเก่าน่ะครับ” หมวดเธียรเฉลย “เขาเป็นรุ่นพี่ผมสมัยเรียนมัธยม ตอนนั้นผู้กองฮอตมาก ๆ ครับ คนดังของโรงเรียนเลยล่ะ ยิ่งวันวาเลนไทน์นี่เสื้อนักเรียนไม่มีที่ว่างกันเลยทีเดียว สติกเกอร์ทั้งตัวจริง ๆ คนนี้”
หญิงสาวนั่งฟังยิ้ม ๆ “คงจะเป็นรุ่นพี่ที่ฮอตมากจริง ๆ นะคะ”
“ใช่ครับ”
เมื่อไม่มีใครสานต่อบทสนทนา มันจึงจบลงที่ตรงนั้นเมื่อต่างก็หันไปสนใจสิ่งที่อยู่ในสนามแทน เมรีควรจะให้น้องชายต่างสายเลือดอยู่ในความสนใจ แต่สายตากลับถูกตรึงไว้ที่ร่างสูงโปร่งของตำรวจหนุ่มหน้านิ่ง ยิ่งยามอยู่ในสนามเขาก็ยิ่งจริงจัง
เธอนึกภาพออกเลยว่าเวลาทำงานเขาจะทุ่มเทและจริงจังขนาดไหน
เมรีทอดสายตามองบุรุษร่างกำยำที่ง่วนอยู่กับการชู้ตบาสลงห่วง เขาย่อตัวเล็กน้อยเพื่อดีดตัวขึ้น แล้วลูกกลม ๆ สีส้ม ๆ ก็ลอยละลิ่วจากอุ้งมือใหญ่ไปลงในห่วงอย่างกับถูกจับวาง
เธอเผลอปรบมือให้เขา แม้อีกฝ่ายจะอยู่คนละทีมกับน้องชายก็ตาม
ไม่นานหลังจากนั้นนักกีฬาก็พากันเดินออกจากสนามเมื่อถึงเวลาเลิกซ้อม ซึ่งก็เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่มเห็นจะได้
บวรกิตเดินไปหยิบสัมภาระก่อนจะกลับมาหาพี่สาวข้างบ้าน ที่สายตาของเจ้าหล่อนเอาแต่มองผู้กองแสนสุขุมที่กำลังสืบเท้าตรงมาทางกลุ่มของสองหมวด
นัยน์ตาสีดำทะมึนปรายมาทางหญิงสาวที่นั่งอยู่คนเดียว หล่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนแล้วส่งยิ้มให้เขา พร้อมกันนั้นก็ยกมือขึ้นมาพนมเพื่อทำความเคารพ
“สวัสดีค่ะผู้กอง”
ด้วยมารยาทพึงมีเขาจึงค้อมศีรษะให้เล็กน้อย
สรัลหยุดฝีเท้าลงใกล้ ๆ กับผู้หมวดที่พากันลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวแยกย้ายกลับบ้าน เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าจนดวงหน้าขึ้นสีเข้ม ซึ่งเป็นอิทธิพลของอุณหภูมิภายในร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้น ธนากรส่งขวดน้ำเย็น ๆ ให้คนที่มียศสูงกว่า ซึ่งเขาก็ยื่นมือไปรับไว้อย่างไม่อิดออดเพื่อที่จะได้ดื่มน้ำดับกระหาย
เสียงฝีเท้าที่คุ้นหูก้าวตรงมาหาเธอ ตามมาด้วยเสียงหอบหายใจรุนแรง
“โคตรเหนื่อยเลยพี่รัม”
เมรีวางสายตาไว้บนดวงหน้าของน้องชายข้างบ้าน หยิบขวดน้ำขึ้นมาถือไว้แล้วส่งมันให้อีกฝ่าย
“กินสิ ยังเย็นอยู่”
“ขอบคุณครับ” บวรกิตรับขวดน้ำไปแล้วกระดกอึกใหญ่ ที่เหลืออีกนิดหน่อยก็ใช้มันล้างหน้า “อย่างกับได้เกิดใหม่ โคตรจะเหนื่อย”
“นักกีฬาอะไรบ่นอยู่ได้”
หนุ่มรุ่นน้องยกมือมาปาดเหงื่อที่กรอบหน้า “ขอบ่นหน่อย เหงื่อท่วมอย่างกับแม่น้ำ”
“งั้นกลับกันเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอีก”
แล้วสองพี่น้องก็พากันเดินไปยังรถมอเตอร์ไซค์ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ในขณะที่กลุ่มของแก๊งหัวเกรียนก็เดินทางกลับบ้านเช่นกัน เพียงแต่พวกเขาโดยสารรถยนต์
ดวงตาสุกใสลอบมองเจ้าของร่างกำยำอยู่ตลอด จึงเห็นว่าเขาเดินไปหยุดยังเอสยูวีสัญชาติญี่ปุ่น มือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาปาดเหงื่อลวก ๆ ก่อนตั้งท่าจะเปิดประตูรถฝั่งคนขับ
หญิงสาวตัดสินใจเบี่ยงปลายเท้าไปยังเอสยูวีคันโก้แทนมอเตอร์ไซค์คู่ใจ
“ผู้กองคะ”
เธอพาตัวเองไปหยุดใกล้ ๆ กับตำรวจหนุ่ม เป็นเหตุให้อีกฝ่ายชะงักมือแล้วหันมามองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยคำถาม เพียงแต่ปากไม่ได้ขยับเพื่อเปล่งถ้อยวาจาใด
เมรีล้วงเข้าไปในถุงพลาสติกที่ได้มาจากร้านสะดวกซื้อ ควานหาของอยู่ไม่กี่วินาทีก็ได้ซองผ้าเย็นมาไว้ในมือ
กลีบปากสีระเรื่อที่ถูกเคลือบด้วยลิปสติกเบนกว้างเป็นรอยยิ้ม นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มแวววาวราวผืนทะเลยามค่ำคืนกระทบกับแสงจันทร์
“หนูมีผ้าเย็นอยู่พอดีเลยค่ะ ถ้าผู้กองไม่รังเกียจ”
เขาหลุบตาลงต่ำ มองของที่อยู่ในมือเรียวเล็กก่อนไต่สายตามาวางบนดวงหน้าเกลี้ยงเกลา
เมรีฉีกยิ้ม “ยังไม่ได้แกะเลยนะคะ ใช้ได้หายห่วงค่ะ”
สุดท้ายฝ่ามือหนาก็เอื้อมไปหยิบซองผ้าเย็นมาถือไว้อย่างช่วยไม่ได้
สุ้มเสียงราบเรียบดังมาจากคนตัวสูง “ขอบคุณครับ”
“ด้วยความยินดีค่ะ”
เอ่ยพลางส่งยิ้มให้คู่สนทนา แล้วจึงว่าเสียงใสอย่างคนอารมณ์ดี ทั้งยังโบกไม้โบกมือให้เขาอย่างกับสนิทสนมกันเสียเต็มประดา
“เจอกันพรุ่งนี้นะคะผู้กอง”
ปกติเธอมักจะเหนื่อยที่ต้องตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อพาหมายักษ์ไปวิ่ง ใจนึกอยากนอนซุกตัวอยู่ในผ้าห่มให้เต็มอิ่ม แต่นับจากนี้ชีวิตของเธอจะเปลี่ยนไปจากเดิม
อย่างน้อย ๆ เมรีก็อยากไปวิ่งทุกเช้าเพราะนั่นคือการได้เจอหน้าเขา...
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“มีสาวมาเชียร์ถึงขอบสนามเลยคับ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ขอ”
