ลุยไฟครั้งที่ ๒ [๑/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๒ [๑/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๒
กิจวัตรประจำวันของเมรียังคงเหมือนเดิม ตื่นนอนตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นเหลี่ยมเขา จัดการธุระส่วนตัวเสร็จแล้วก็ตรงไปยังบ้านของคุณโสพิศเพื่อไปรับวิเวียนไปวิ่งออกกำลังกายที่ถนนเลียบชายหาด
ระหว่างทางต้องผ่านแพวรางกูร เมรีก็เหลือบตามองเข้าไปด้านในที่หลังรั้วจะมีบ้านสองชั้นตั้งตระหง่านตา ข้าง ๆ มีถนนที่ทำจากพื้นปูนทอดยาวตรงไปยังแพปลาที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งมีแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชุมชนชาวประมงไหลผ่านก่อนลงสู่ทะเล
ถ้าวันไหนที่เรือเข้า แพปลาก็จะคึกคักไปด้วยคนงานที่ทำการคัดแยกปลา รวมไปถึงคู่ค้าของทางแพที่จะมาซื้อปลาสด ๆ
มอเตอร์ไซค์ยังคงแล่นไปเรื่อย ๆ กระทั่งถึงที่หมาย เมื่อสอดตัวเข้าไปในรั้วก็พบเข้ากับหมายักษ์ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ข้างกันมีเจ้าของบ้านที่ยืนเล่นกับสุนัขของตนอยู่
“สวัสดีค่ะคุณโสพิศ” แล้วหันไปฉีกยิ้มให้เจ้าหน้าขน “มอร์นิ่งจ้ะวิเวียน”
พอเห็นหน้าพี่เลี้ยง วิเวียนก็รีบปรี่มาหาทันที
เมรีลูบหัวเจ้าตูบด้วยความอ่อนโยน “รู้แล้วจ้าว่าคิดถึง พี่รัมก็คิดถึงวิเวียนเหมือนกัน”
หญิงวัยกลางคนทอดสายตาละมุนละม่อมมองพี่เลี้ยงและหมาตัวใหญ่ ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
“เมื่อวานพาไปเข้าซาลอนมาแหละ”
“ถึงว่า ตัวหอมมากเลยค่ะ”
วิเวียนยังได้เข้าซาลอน แต่พี่เลี้ยงวิเวียนนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะเข้าซาลอนครั้งล่าสุดเมื่อห้าเดือนที่แล้วกระมัง ตอนนั้นเข้าไปตัดผมที่ยาวจนเกือบถึงเอวให้สั้นลงอยู่ระดับกลางหลัง หลังจากนั้นพอมันยาวก็ใช้วิธีเล็มปลายออกทีละนิด เพราะเข้าร้านทีหนึ่งก็เสียเงินหลักร้อย อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัด
โสพิศหลุบตาลงต่ำ แสร้งเอ่ยเสียงเข้มกับเจ้าสี่ขา
“วิเวียน วันนี้ห้ามแกล้งพี่รัมนะคะ ไม่เอาแล้วนะที่จะพาพี่รัมเล่นวิ่งไล่จับน่ะ ไม่งั้นแม่ไม่ให้ไปวิ่งอีกแล้วน้า”
เมรียิ้มแหย รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องอย่างบอกไม่ถูก
ถ้าวิเวียนไม่ได้ไปวิ่งวิเวียนอาจจะแค่เหงา แต่พี่เลี้ยงวิเวียนจะขาดรายได้หนึ่งหมื่นต่อเดือน เพราะฉะนั้นเธอคงจะไม่มัวแต่คุยกับผู้ชายจนเผลอทำหมาหลุดมืออีกแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวพาวิเวียนไปวิ่งก่อนนะคะ”
“โอเคจ้ะ”
แล้วสองเพื่อนซี้ต่างสายพันธุ์ระหว่างโฮโมเซเปียนส์กับเจ้าสัตว์หน้าขนก็พากันไปยังถนนเลียบชายหาด ที่หลังจอดรถเสร็จเป็นที่เรียบร้อยเมรีก็สอดส่องสายตาหาผู้กองสรัลทันที เอสยูวีสัญชาติญี่ปุ่นไม่ได้อยู่ในระยะสายตา เดาว่าเขาคงไม่ได้จอดรถอยู่บริเวณนี้เฉกเช่นกับตน
หล่อนจัดการสวมสายจูงให้วิเวียนก่อนจะพาเจ้าหมายักษ์กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตามทาง ครั้นเจอคนรู้จักก็ทักทายกันตามประสา หลาย ๆ คนก็เข้ามาหยอกล้อกับวิเวียนด้วยความเอ็นดู
คุณป้าท่านหนึ่งที่วิ่งสวนกันส่งยิ้มทักทายเมรี
“เมื่อวานวิ่งไล่จับกับวิเวียนจนหกคะเมนเลยเหรอหนูรัม”
เมรีหัวเราะน้อย ๆ “หมดสภาพเลยใช่ไหมล่ะคะ”
“ก็...” พูดได้แค่นั้นก็ระเบิดหัวเราะด้วยความขบขัน ก่อนยกมือขึ้นเล็กน้อย “ป้าขอโทษ ไม่ได้จะขำอะไร”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูรู้ว่าเมื่อวานหนูคงดูไม่ได้จริง ๆ กลัววิเวียนหนีไปไกลน่ะค่ะ แล้ววิ่งบนพื้นทรายก็ไม่เหมือนพื้นปูน”
“แต่ดีนะที่ได้พ่อหนุ่มนั่นมาช่วยจับ”
หญิงสาวอมยิ้มยามบทสนทนาพาดพิงไปยังบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการใจเต้นคร่อมจังหวะที่ทำเธอหน้าร้อนอยู่บ่อยครั้ง
เธอพยักหน้าหงึก ๆ “นั่นสิคะ ดีจริง ๆ ที่ได้เขาช่วย ไม่งั้นหนูน่าจะแย่”
“วันนี้ก็มานะ พ่อหนุ่มนั่นน่ะ สวนกับป้าเมื่อกี้นี้นี่เอง”
นัยน์ตาสุกใสเผลอเบิกกว้าง แต่ครู่สั้น ๆ ก็กลับสู่สภาวะปกติ
“อ้อ” เธอทำทีเป็นพยักหน้าด้วยจังหวะเอื่อยเฉื่อย “ดูเหมือนวิเวียนจะอยากวิ่งต่อแล้ว งั้นหนูขอตัวก่อนนะคะคุณป้า”
“จ้ะ”
ขาเสลาที่โผล่พ้นกางเกงออกกำลังกายขาสั้นก้าวไปข้างหน้าด้วยความเร่งรีบ ถูกใจเจ้าหมาแรงเยอะที่อยากออกแรงวิ่ง ผ่านผู้คนมากหน้าหลายตามานับสิบ กระทั่งแผ่นหลังกว้างของชายร่างแกร่งสะท้อนในหน่วยตาสีน้ำตาลเข้ม
เมรีเร่งฝีเท้าจนสามารถประชิดตัวหนึ่งในชุดสืบสภ.ปากน้ำปราณได้
เธอชะโงกหน้าไปมองเขาพร้อมส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
“สวัสดีค่ะผู้กอง”
เจ้าของใบหน้าเรียบสนิทไร้อารมณ์ทิ้งหางตามายังเจ้าของประโยคทักทาย
“ครับ”
“เมื่อคืนก็ซ้อมบาสจนดึกดื่น ตื่นเช้ามายังวิ่งได้อีก แข็งแรงสมเป็นตำรวจเลยค่ะ”
เธอเองก็คงเหมาะเป็นตำรวจกระมัง เลียแข้งเลียขาประจบประแจงเก่งชะมัด
สรัลไม่ตอบ ยังคงวิ่งไปข้างหน้าเรื่อย ๆ และรักษาระดับความเร็วได้คงที่ เมรีเองก็ต้องวิ่งระดับเดียวกับเขาหากอยากคุยด้วย เพราะช้าเพียงนิดก็จะถูกทิ้งห่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่สรัลจะชะลอฝีเท้า
เมรียื่นแขนข้างขวาให้อีกฝ่ายได้ดู “วันนี้วิเวียนไม่หลุดแล้วค่ะ หนูผูกเชือกไว้กับข้อมือเลย”
เขาเหลือบตามอง พยักพเยิดหน้าให้หนึ่งที
“ผู้กองชอบเล่นบาสเหรอคะ เมื่อวานชู้ตได้ตั้งหลายลูกแน่ะ เก่งมาก ๆ เลยค่ะ”
ร่างสูงโปร่งไม่ได้ตอบในทันที แต่ผ่านไปสักพักเขาก็เปิดปากตอบ
“เล่นได้นิดหน่อยครับ”
“นิดหน่อยจริง ๆ เหรอคะ หมวดเธียรเล่าให้ฟังว่าสมัยเรียนผู้กองก็เป็นนักบาสของโรงเรียน” แล้วว่าติดตลก “หนูว่าไม่ใช่แค่เล่นได้นะคะ แบบนี้เป็นนักบาสมืออาชีพยังได้เลยค่ะ”
สรัลไม่ได้ตอบโต้บทสนทนา ขายาวก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ เมรีจึงพาขาเสลาวิ่งตามไปเพื่อให้ตนยังอยู่ขนาบข้างตำรวจหนุ่ม
“ขอโทษนะคะ หนูถามได้ไหมว่าผู้กองอายุเท่าไรแล้ว”
ใบหน้าคมเข้มยังคงมองตรงไปทางพื้นถนนสีแดง ไม่ได้ผินไปทางเจ้าของคำถามแต่อย่างใด
ถึงกระนั้นเขาก็เปิดปากตอบ “สามสิบเอ็ด”
“โอ้ เลขสามแล้ว หนูเพิ่งยี่สิบสี่เองค่ะ ผู้กองแก่กว่าหนูอยู่หลายปีเหมือนกันนะคะเนี่ย”
สรัลสาดสายตาขวาง ๆ ไปทางผู้พูด แต่หล่อนคงไม่เห็นเพราะก้มหน้าลงไปคุยกับหมา
“แล้วก็แก่กว่าวิเวียนสามสิบปีเลยเนอะ วิเวียนเพิ่งจะขวบนิด ๆ เอง” พูดจบก็เงยหน้ามาฉีกยิ้มให้เขา “นี่ถ้าวิเวียนเป็นคนคงเรียกพี่สามไม่ได้ ต้องเรียกอาสาม”
เมื่อวานตอนหมาแดงอายุขวบนิด ๆ วิ่งลุยหาดทราย ยายเด็กนี่เรียกแทนตัวเองว่า ‘พี่รัม’ แต่ริอ่านจะให้หมาเรียกเขาว่า ‘อาสาม’
ปากแบบนี้ก็ขอให้มีโอกาสแก่แล้วกัน!
นาฬิกาบอกเวลาเจ็ดโมงเศษ ๆ ผู้กองสรัลที่วิ่งพอได้เหงื่อก็หยุดฝีเท้าลงข้าง ๆ เอสยูวีของตน โดยมีเมรีกับหมายักษ์หยุดยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
หล่อนหอบหายใจรัวเร็ว ต่างกับวิเวียนที่ยังมีแรงเหลือล้น
“ผู้กองจะกลับบ้านเลยหรือเปล่าคะ ไปหาอะไรกินที่ตลาดเช้ากันไหม”
เธอทั้งถามทั้งเชิญชวนในประโยคเดียวกัน
“ผมจะกลับบ้านเลยน่ะ”
เจ้าของดวงหน้าสะคราญพยักหน้าขึ้นลงเป็นเชิงรับรู้
“ถ้าอย่างนั้นเจอกันพรุ่งนี้นะคะ อุ๊ย! เกือบลืมเลย วันนี้ไปซ้อมบาสหรือเปล่าคะ”
คนตัวสูงเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะเอ่ยสั้น ๆ ราวต้องการตัดบทสนทนา
“ขอตัวครับ”
แม้จะถูกปฏิเสธแต่เมรีก็ยังส่งยิ้มกลับไป
“ค่ะ ขับรถดี ๆ นะคะ”
หล่อนย่อตัวลงแล้วยกขาหน้าของหมายักษ์ขึ้นมาโบกไปมา หนำซ้ำยังดัดเสียงให้เป็นเสียงเล็กเสียงน้อย
“บ๊ายบายค่ะอาสาม พรุ่งนี้มาวิ่งกับวิเวียนอีกน้า”
เธอมองดูรถของเขาแล่นออกไปจนลับจากครรลองจักษุ ก่อนพาเจ้าหน้าขนเดินเรื่อย ๆ ไปยังรถมอเตอร์ไซค์ของตน ปล่อยให้แสงแดดอ่อน ๆ และสายลมเอื่อย ๆ กระทบผิวกายพอให้รู้สึกดี
“วิเวียนว่าไหม”
เสียงราบเรียบถูกเปล่งออกจากกลีบปากสีระเรื่อ นัยน์ตาสุกใสหม่นแสงลงเหมือนท้องทะเลในคืนฟ้าทะมึนที่แลดูเหงาจับจิต
“ผู้กองเขาดูไม่ค่อยอยากคุยกับพี่รัมเลยเนอะ”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“วิเวียนก็ว่างั้นแหละพี่รัม”
