ลุยไฟครั้งที่ ๒ [๒/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๒ [๒/๔]
ร้านอาหารริมหาดของเจ๊พรได้เวลาปิดร้านเมื่อนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่ม เมรีสะพายกระเป๋าผ้าแจกฟรีที่ได้มาตอนเดินซูเปอร์มาร์เก็ต สืบเท้าตรงไปยังรถมอเตอร์ไซค์ของตนทว่ายังไม่ได้ขี่ออกจากลาน เพราะยืนรอสามีของแก้วใจมารับกลับบ้าน นอกจากนั้นยังมีรติชลยืนอยู่ในวงล้อมด้วย
“พี่ว่าจะไปกินข้าวต้ม จู่ ๆ ก็นึกอยากกินยำกุนเชียงกับข้าวต้มร้อน ๆ” ก่อนเลิกคิ้วใส่เพื่อนร่วมงานทั้งสองคน “สนมะ”
“วันอื่นแล้วกัน พี่เอซื้อกับข้าวไว้ให้แล้ว” แก้วใจพาดพิงถึงสามี
รติชลพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ แล้วหันไปหาน้องเล็กของกลุ่ม
“รัมล่ะ”
“เอ่อ...” สาวเจ้ายิ้มเจื่อน “หนูก็คงไม่ค่ะ”
“อย่าอ้างว่าแฟนซื้อกับข้าวมาให้แล้วเหมือนแก้วนะ เพราะเธอโสด”
เมรีส่ายหน้าพัลวัน “ไม่ได้จะอ้างนะพี่ชลลี่ หนูไม่สะดวกจริง ๆ เพราะป้าบัวทำกับข้าวไว้ให้แล้ว ไม่กินก็เสียดาย อีกอย่างวันนี้เพิ่งจ่ายค่าเช่าบ้านไป คงต้องประหยัดไปก่อนค่ะ”
รติชลไหวไหล่หนึ่งที พอดีกับที่สามีของแก้วใจมาถึง สามสาวจึงแยกย้ายกันกลับบ้านกลับช่อง เพียงแต่เมรีไม่ได้ตรงกลับบ้านเช่าในทันทีเพราะตั้งใจไปดูบวรกิตซ้อมบาสที่สนาม
ที่ป้าบัวทำกับข้าวไว้แล้วจึงไม่ไปทานข้าวต้มกับรติชลน่ะ ไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะข้ออ้างจริง ๆ คือเรื่องนี้ต่างหาก
ถ้าไม่ใช่เพราะผู้กองก็เป็นหนึ่งในนักกีฬาด้วย เธอคงไม่เสียเวลาพักผ่อนไปกับการนั่งดูผู้ชายตัวสูงที่รวมกลุ่มกันแย่งลูกสีส้ม ๆ ให้เสียเวลาหรอก กลับบ้านไปอาบน้ำนอนดีกว่าหลายขุม
เธอไม่ลืมแวะซื้อเครื่องดื่มกับผ้าเย็นติดไม้ติดมือไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ฐานะก็ยังไม่ทันจะโผล่หัวพ้นจากความเป็นรากหญ้า แต่ริอ่านจะทำตัวใจป้ำซื้อของให้ลูกเจ้าของแพปลาที่ใหญ่ที่สุดในปากน้ำปราณ
กล้า-หาญ-มาก!
จริง ๆ แล้วเมรีก็รู้ว่าสรัลอาจจะไม่ชอบพอในตนนัก ที่หมายถึงไม่ ‘อาจจะ’ หรอก มันคงเป็นเช่นนั้นนั่นแล
เพียงแต่เขาไม่ชอบเธอมันก็เรื่องของเขา เธอชอบเขามันก็เรื่องของเธอ ตอนนี้เธอก็แค่อยากแสดงออกอย่างซื่อสัตย์ต่อตนเองก็เท่านั้น และมันก็มีบ้างที่น้อยใจ แต่นั่นมันก็เป็นหน้าที่ของคนแอบชอบที่ต้องจัดการความรู้สึกของตัวเอง
เธอน้อยใจนิด ๆ ที่เขาเย็นชาอย่างกับกำแพงน้ำแข็งที่ขั้วโลก แต่ก็หายน้อยใจได้ไม่ยากเพราะตนเป็นฝ่ายเข้าหาเอง รู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นคนเช่นนั้น จะให้เขาเปลี่ยนอะไรหรือ ก็เธอชอบที่เขาเป็นเขาแบบทุกวันนี้ถึงได้เลือกที่จะพยายามสานความสัมพันธ์ด้วย
สรัลไม่ต้องเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น เป็นแบบนี้แหละดีแล้ว
อันที่จริงเมรีชอบตัวเองตอนไม่รู้สึกชอบใครมากที่สุด มีความสุขกับตัวเองแล้วยังเป็นอิสระ ไม่ต้องคอยเช็กว่าเขารับแอดหรือยัง ไม่ต้องน้อยใจที่ชวนคุยเป็นวรรคเป็นเวรแต่เขาตอบแค่ ‘ครับ’ ไม่ก็พยักหน้าให้ส่ง ๆ ไม่ต้องคอยมองหา ในขณะเดียวกันการได้วิ่งตามความรักก็ทำให้เธอได้เจอความรู้สึกใหม่ ๆ ที่ทั้งสับสน ตื่นเต้น รู้สึกดีระคนเศร้าบ้างปน ๆ กันไป
ความรักทำให้รู้ว่าตัวเองยังคงเป็นมนุษย์
ใช้เวลาครู่หนึ่งเมรีก็มาถึงที่หมาย เหล่านักกีฬายังคงอยู่ในสนาม รอบ ๆ ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งจับจองดูการซ้อมบาสเกตบอล ขาเรียวก้าวไปหยุดยังที่ว่างใกล้ ๆ กับกลุ่มของผู้หมวด ระยะห่างถูกลดลงมาจากเมื่อวานนิดหน่อย
เมรีนั่งลงก่อนยกมือไหว้คนข้าง ๆ “สวัสดีค่ะหมวดเธียร หมวดจี”
สองหนุ่มรับไหว้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ธนากรว่า “เพิ่งเลิกงานเหรอครับ”
“ค่ะ ผู้หมวดล่ะคะ”
“วันนี้วันหยุดครับ”
เมรียิ้มอย่างอ่อนใจ “เบลอนิดหน่อยค่ะ เพิ่งเลิกงานอาการก็จะประมาณนี้”
คนฟังหัวเราะน้อย ๆ “แต่พรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงานแล้วครับ ขี้เกียจตื่นเช้าสุด ๆ”
“ใช่ไหมคะ จนตอนนี้หนูน่าจะเป็นโรคเกลียดเสียงนาฬิกาปลุกแล้วค่ะ อยากจะนอนตื่นสายบ้าง แต่ต้องพาวิเวียนไปวิ่งทุกเช้าเลยตื่นสายไม่ได้”
หัวคิ้วสีเข้มขมวดเป็นปม “วิเวียน? ลูกสาวเหรอครับ”
“หมาค่ะ”
ตำรวจหนุ่มหลุดหัวเราะ “น้องรัมเลี้ยงหมาด้วยรึ”
ใบหน้านวลสวยส่ายไปมา “เปล่าค่ะ เป็นหมาของคนอื่น หนูพาหมาไปวิ่งเป็นอาชีพเสริมน่ะค่ะ”
“โอ้ งานดีนะนั่น”
“ดีค่ะ วิ่งแค่วันละชั่วโมงนิด ๆ เอง”
คนฟังพยักหน้ารับ “วิ่งที่หาดใช่ไหมครับ”
“ค่ะ เช้า ๆ บรรยากาศดีนะคะ”
ก่อนที่เสียงของบุคคลที่สามจะทะลุขึ้นกลางปล้อง “เหมือนที่ผู้กองไปวิ่งหรือเปล่า เห็นลงสตอรี่สองวันติดแล้ว”
หมวดเธียรหันไปทางคู่หู
“น่าจะ”
เพราะธนากรเองก็เห็นสตอรี่ของสรัลเช่นกัน ว่าผู้กองหนุ่มนั้นตื่นไปวิ่งตั้งแต่เช้าตรู่ ถ่ายรูปทางเท้าติดทะเลพร้อมแปะสถิติการวิ่งต่อวันอย่างที่พวกนักวิ่งชอบทำ
จิรายุว่าอย่างปลงตก “ก็อยากตื่นไปวิ่งอยู่หรอก แต่ลำพังตื่นไปทำงานยังเกือบสาย”
“เหมือนกัน ออกกำลังกายตอนเย็นพอได้ แต่เช้า ๆ นี่ขอผ่าน”
ประโยคของสองหมวดลอยเข้าหูเมรี แต่หล่อนไม่ได้สนใจอะไรเพราะติดอยู่ที่คำว่า ‘สตอรี่’ ของผู้กอง เขายังไม่รับแอดเธอ และน่าจะไม่ได้ตั้งค่าสตอรี่เป็นสาธารณะ เธอที่ไม่ได้เป็นเพื่อนจึงไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวของเขา
“เออใช่ ว่าแต่เราเป็นเพื่อนกันยังนะ”
เธอเลิกคิ้วให้ธนากร “คะ...อะไรเหรอคะ?”
“ผมถามว่าเราเป็นเพื่อนกันหรือยัง”
“เอ่อ ผู้หมวดอายุมากกว่าหนูต้องเป็นพี่หนูสิคะ”
คู่สนทนาถอนหายใจยาว “หมายถึงในเฟซบุ๊กน่ะ”
คล้ายมีอีกาบินผ่านหัวแล้วร้อง กา...กา...
น่าอายชะมัด
ก่อนที่สองหมวดกับหนึ่งเด็กเสิร์ฟจะหัวเราะด้วยความตลกขบขัน จากนั้นทั้งสามก็แอดกันไปแอดกันมาจนเป็นเพื่อนบนเฟซบุ๊กเรียบร้อย ไหนธนากรยังชวนเซลฟี่ด้วยกัน
“เดี๋ยวผมแท็กไปนะ”
เธอดูรูปถ่ายแล้วพบว่ามันก็ไม่แย่ แม้จะเป็นกล้องสดไม่ผ่านแอปก็ตาม
จึงตอบตกลงด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “โอเคค่ะ”
สิบนาทีให้หลังพวกเขาก็ยุติการซ้อมลงแต่เพียงเท่านี้ ผู้กองสรัลจึงสืบเท้าเดินตรงมายังกลุ่มของตำรวจที่ลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน เธอเองก็เช่นกัน
ยามร่างสูงโปร่งหยุดฝีเท้าลงเยื้อง ๆ กับตน เมรีก็ยกมือไหว้คนอายุมากกว่า
“สวัสดีค่ะผู้กอง”
เขาค้อมศีรษะเป็นการรับไหว้ ก่อนรับขวดน้ำจากจิรายุมาดื่มดับกระหาย ครู่สั้น ๆ บวรกิตก็เดินมาหาเธอพร้อมกับสัมภาระของเจ้าตัว
เมรียื่นขวดน้ำให้น้องชายต่างสายเลือด
“ขอบคุณครับ”
หลังดื่มน้ำเสร็จสรรพแล้วพนักงานขนส่งก็หันไปทางนายตำรวจ
“ผู้กองเล่นเก่งมากเลยครับ”
คนถูกชมโคลงศีรษะเล็กน้อย “ขอบใจ เราเองก็มีแววนะ”
บวรกิตฉีกยิ้มกว้าง “ขอบคุณครับ”
ขณะที่สองหนุ่มคุยกันอยู่นั้น เมรีก็ควานมือไปทั่วถุงพลาสติกจนเจอเข้ากับของที่ต้องการ หล่อนไม่รอช้าที่จะส่งซองผ้าเย็นให้ผู้กองสรัล เรียกสายตาของคนในกลุ่มให้หันมามองเป็นตาเดียว
เมรียังคงค้างมือไว้เช่นนั้น “ผ้าเย็นค่ะ”
บวรกิตมองพี่สาวข้างบ้านตาปริบ ๆ ให้มาดูเขาซ้อมแท้ ๆ แต่กลับบริการทีมคู่แข่งอย่างดิบดี
พี่รัมทรยศเขาแล้วไหมล่ะ
เจ้าของใบหน้าเรียบสนิทยอมยื่นมือมารับแต่โดยดี เพราะสรัลไม่ค่อยอยากตกเป็นเป้าสายตาสักเท่าไร ยิ่งสายตาของคนอื่น ๆ ที่มองอย่างกับว่าเขากับยายเด็กนี่มีอะไรในกอไผ่ก็ยิ่งไม่ชอบ
เสียงทุ้มเอ่ยยามรับผ้าเย็นมาถือไว้ “ขอบคุณครับ”
ก่อนที่ผ้าเย็นอีกหนึ่งผืนจะถูกส่งให้แก่บวรกิต
คนเด็กกว่าว่ายิ้ม ๆ “นึกว่าไม่มีของผมซะแล้ว ถ้าไม่มีผมจะฟ้องแม่ไม่ให้ทำกับข้าวเผื่อพี่อีกเลย”
“เจ้าคิดเจ้าแค้น”
ให้หลังไม่กี่นาทีสนามบาสที่เต็มไปด้วยผู้คนก็ถูกความมืดกลืนกิน ต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้านกลับช่องเพื่อกลับไปพักผ่อน มอเตอร์ไซค์สองคันขี่ไปพร้อม ๆ กันกระทั่งมาถึงที่หมาย บวรกิตพารถเข้าไปจอดบริเวณหน้าบ้านเช่าหลังที่สี่ เมรีก็ขี่ไปยังบ้านหลังสุดท้าย
ขณะจอดรถและทำการล็อกคอไว้ ทั้งยังต้องคล้องโซ่ที่ล้อรถเพื่อกันขโมย เสียงอันคุ้นหูของน้องชายข้างบ้านก็ดังแทรกความเงียบมากระทบโสตประสาทของเมรี
“พี่รัม”
เจ้าของชื่อเงยหน้าไปมองบวรกิตผ่านกำแพงที่สูงเทียมอก คิ้วสวยได้รูปเลิกสูงเป็นเชิงถาม
“หือ?”
“พี่น่ะ ชอบผู้กองสามใช่ไหม”
เมรีเงียบไปหลายวินาทีกว่าจะหาเสียงของตัวเองเจอ
“ดูออกเลยเหรอ”
เธอไม่ปฏิเสธ และนั่นคือคำตอบของคำถาม
บวรกิตพ่นลมหายใจทิ้งหนึ่งเฮือก “โธ่พี่ ถ้าพี่คิดว่าที่เป็นอยู่เรียกเนียน ผมบอกเลยนะ”
“...?”
“พี่คิดผิด”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“หึ้ย! นี่เราถูกจับได้หยอเนี่ย”
