ลุยไฟครั้งที่ ๒ [๓/๔]
ลุยไฟครั้งที่ ๒ [๓/๔]
ยามเช้าวันใหม่มาเยือน คู่หูคนและหมาก็พากันไปวิ่งที่ริมหาด สายจูงถูกมัดเข้ากับข้อมือเรียวเล็กเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย อาทิ วิเวียนนึกคึกอยากวิ่งไล่จับ หรือวิเวียนนึกอยากวิ่งเข้าไปสวบชาวบ้านชาวช่อง จริง ๆ แล้ววิเวียนไม่ดุ ค่อนข้างเป็นมิตร แต่ด้วยเป็นหมาแรงเยอะหากวิ่งชนใครเข้าก็ทำคนล้มก้นจ้ำเบ้าได้เหมือนกัน
ออกตัววิ่งรับลมเย็น ๆ ได้ไม่ถึงห้านาทีก็เจอเข้ากับแผ่นหลังกว้างของชายร่างสูง
เธอเร่งฝีเท้าจนวิ่งไปอยู่ข้าง ๆ เขา ชะโงกหน้าไปหาแล้ววาดยิ้มแป้นให้
“อรุณสวัสดิ์ค่ะผู้กอง”
สรัลปรายตามอง พยักหน้าอย่างขอไปทีแล้ววิ่งต่อ
เมรีก็พาเจ้าหมายักษ์วิ่งไปเรื่อย ๆ เพื่อรักษาระดับไม่ให้ถูกทิ้งห่างจากชายร่างแกร่ง ระหว่างนั้นหล่อนหาเรื่องคุยไปตามประสา
เขาตอบบ้าง ไม่ตอบบ้าง
“อาทิตย์หน้ามีงานศาลเจ้า ผู้กองไปไหมคะ”
สรัลเงียบไปชั่วอึดใจ “ยังไม่แน่ใจครับ”
“อยากให้ไปจังเลยค่ะ ถึงจะไม่ใช่งานใหญ่อย่างงานสมโภชประจำปีแต่แว่ว ๆ มาว่ามีเชิดสิงโตชุดใหญ่ด้วยนะคะ แต่จริง ๆ แค่ได้ไปขอพรที่ศาลเจ้าก็ถือว่าคุ้มแล้วค่ะ หนูน่ะไปขอทุกปีเลยค่ะ” แล้วว่าติดตลก “ถึงจะยังไม่สมหวังก็เถอะ”
ฝ่ายชายมีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา
“ผู้กองมีความฝันไหมคะ แบบว่าอยากได้ อยากมีหรืออยากเป็น อะไรเทือก ๆ นั้นน่ะค่ะ”
คำถามนี้สรัลไม่ได้ตอบก็จริง แต่ประโยคของเมรีทำให้เขาฉุกคิดถึงจุดหมายปลายทางของชีวิต ที่ตนก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าคือที่ใด ด้วยความที่เขาเป็นตำรวจ ความฝันก็คงไม่พ้นการเลื่อนขั้นกระมัง ตำรวจก็หวังเช่นนี้อยู่แล้ว
อยากได้หรือ ตอนนี้ยังไม่มี ‘ของ’ ที่อยากได้ที่สุด
อยากมีหรือ ก็คงไม่พ้นคำตอบเดิม
สุดท้ายคืออยากเป็น...ไม่รู้เหมือนกันแฮะ
ชีวิตของสรัล รัชกิจวรางกูร ลูกชายคนเล็กของแพปลาที่ใหญ่ที่สุดในปากน้ำปราณ เกิดมาก็อยู่บนกองเงินกองทอง ใคร ๆ ก็บอกว่าเขาคาบช้อนทองมาเกิด ทุกคนมักตามใจเขาไม่ว่าอยากได้อะไรก็มักจะหามาประเคนให้เสมอ จนเขารู้สึกหน่ายกับทุกอย่างที่ได้มาง่ายเกินไป เหมือนเขาไม่ต้องพยายามอะไรสักนิด
ครอบครัวอยากให้เขาดูแลแพปลา แต่มันดันเป็นงานที่เขาแค่รับไม้ต่อจากที่บ้าน ไม่ได้สร้างมันเองกับมือ เขาแค่ต้องการพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อตัวเองถึงได้เลือกเป็นตำรวจ จะการเรียน การฝึก ยศที่ได้ ทุกอย่างล้วนเป็นน้ำพักน้ำแรงของตัวเองทั้งสิ้น
ครั้นเขาไม่ปรารถนาที่จะสานต่อธุรกิจของที่บ้าน ก็ไม่ยักจะมีใครค้านสักคน ทุกคนตามใจเขาเกินไป ครอบครัวจึงยกแพวรางกูรให้ลูกสาวคนโตบริหาร หรือก็คือพี่สาวของสรัล
ชีวิตเขาโคตรจะเป็นเส้นตรง และมันน่าเบื่อ ยังดีที่การเป็นชุดสืบทำให้มีโอกาสได้ตามจับคนร้าย นั่นทำให้ชีวิตเขามีสีสันขึ้นมานิดหน่อย
“หนูก็มีความฝัน” เสียงใสดังขึ้นตัดความคิดของสรัล “แต่ฝันของหนูไม่ใช่ฝันที่ยิ่งใหญ่ ถ้าให้เปรียบก็คงไม่ได้ฝันจะเป็นดาว แต่เป็นแค่หิ่งห้อยตัวน้อย ๆ ก็พอ ยังไงก็มีแสงเหมือนกัน”
เธอฉีกยิ้ม แววตาเป็นประกาย
“หนูอยากมีบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง เป็นบ้านที่เดินข้ามถนนก็จะเจอชายหาด ได้นอนฟังเสียงคลื่น ไม่ต้องหลังใหญ่มาก แค่กลาง ๆ ก็พอจะได้ดูแลง่าย ทุกครั้งที่หนูขอพรหนูจะขอให้ฝันเป็นจริง แต่หนูรู้ มันไม่ได้ใช้เวลาแค่เดือนสองเดือนสักหน่อย”
“...”
“อายุหนูยังน้อย ยังมีเวลาเก็บเงินอีกเยอะ อีกอย่างหนูก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรขนาดนั้น หนูมองว่าชีวิตก็เหมือนการเล่นเกม”
พูดจบก็หันหน้าไปทางเขา ก่อนอธิบายพอสังเขป
“แต่ไม่ได้หมายถึงว่าหนูกำลังใช้ชีวิตเล่น ๆ ไม่จริงจังนะคะ หนูแค่จะสื่อว่าชีวิตมันก็เหมือนการเคลียร์เควสไปเรื่อย ๆ เพื่อไปถึงเส้นชัย ถ้าเราถึงเส้นชัยไวเกินไปมันก็ไม่สนุก เพราะงั้นบางทีถึงชีวิตที่เป็นอยู่มันจะไม่ถูกใจนักแล้วก็ดูยากเย็นไปเสียหมด ก็แค่คิดว่าเรากำลังเจอด่านที่ยากเพราะมาได้ไกลแล้ว พอคิดแบบนี้มันก็ดูมีหวังขึ้นมานิดหน่อยน่ะค่ะ”
ดวงตาเรียวรีสีดำทะมึนชำเลืองมองหญิงสาวข้างกายอยู่หลายวินาที แต่สุดท้ายก็ดึงสายตากลับไปมองทางโดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกไป
จนเวลาล่วงเลยมาถึงเจ็ดโมงเช้า สรัลก็เตรียมตัวกลับบ้าน
“วันนี้เลิกเร็วเพราะต้องไปทำงานน่ะเหรอคะ”
“ครับ ขอตัวนะครับ”
“เดินทางปลอดภัยค่ะ ขับรถดี ๆ นะคะ”
คล้อยหลังการไปของผู้กองหน้าขรึม เมรีก็เป่าปากพ่นลมแก้เบื่อ ก่อนหลุบตามองเจ้าหน้าขนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“ไม่มีผู้ชายแล้วหมดแรง ก้าวขาไม่ออกเลย งั้นวันนี้เรากลับกันเถอะ พี่รัมต้องแวะตลาดซื้อของให้ป้าบัวอีก”
เธอไม่รู้ว่าวิเวียนเข้าใจหรือไม่ มันจะตกลงหรือปฏิเสธก็เกินจะหยั่งรู้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเธอก็เลือกที่จะเดินทอดน่องกลับไปที่รถมอเตอร์ไซค์
หลังเมรีนั่งคร่อมรถ วิเวียนก็ขึ้นมานั่งบนที่พักเท้า ก่อนรถจะแล่นไปตามทางเพื่อมุ่งหน้าสู่ตลาดเช้าที่มีของกินมากมาย วันนี้ป้าบัวฝากซื้อขนมไทยอย่างทุกวัน ซึ่งเมรีก็ไม่เคยคิดเงินค่าขนมไทยเลย แต่จะแลกกับอาหารที่ป้าบัวจะทำให้ทุกวัน เช้า ๆ ก่อนออกไปทำงานเธอจะไปกินที่บ้านข้าง ๆ ส่วนหลังเลิกงานป้าบัวจะแขวนกับข้าวไว้ที่หน้าประตูตลอด
นอกจากป้าบัวจะฝากซื้อขนมไทย บวรกิตก็ฝากซื้อปาท่องโก๋น้ำเต้าหู้ เธอจึงตั้งใจว่าจะซื้อในส่วนของตัวเองด้วย เช่นนั้นแล้วจึงขี่รถตรงไปยังร้านปาท่องโก๋เจ้าประจำ
มอเตอร์ไซค์จอดลงบริเวณหน้าร้าน แต่สายตากลับถูกตรึงไว้ยังเอสยูวีที่อยู่เบื้องหน้า เมื่อหันไปมองที่ร้านปาท่องโก๋ก็เจอเข้ากับร่างสูงโปร่งของตำรวจหนุ่มที่เพิ่งแยกกันเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
เธอขอสาบานกับเทวดาฟ้าดินว่าตนไม่ใช่พวกชอบตามสะกดรอย ที่มาก็เพราะต้องซื้อของ ไม่คิดว่าจะเจอเขาที่นี่ด้วยซ้ำ
เมรีพาวิเวียนเดินไปหยุดอยู่ข้าง ๆ คนหน้านิ่ง
หล่อนส่งยิ้มให้เขา “มาซื้อปาท่องโก๋เหรอคะ มาถูกร้านแล้วค่ะ ร้านนี้อร่อยสุดในปากน้ำแล้ว”
เขาแค่มอง ไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับมา
แม่ค้าวัยสามสิบกว่ายิ้มหน้าระรื่น “ปากหวานจริง ๆ นะเรา เดี๋ยวพี่แถมปาท่องโก๋ให้สักตัว”
“ขอรับน้ำใจนะคะ” เธอว่ายิ้ม ๆ “ของหนูเอาปาท่องโก๋ถุงละยี่สิบสองถุง น้ำเต้าหู้หวานน้อยไม่ทรงเครื่องหนึ่ง แล้วก็หวานธรรมดาใส่ทุกอย่างอีกหนึ่งค่ะ”
“กินเยอะ”
“ไม่ใช่ของหนูคนเดียวสักหน่อย ซื้อไปฝากบูมด้วย”
“อ้อ” แม่ค้าพยักหน้าเนิบนาบ “เห็นวันก่อนบอกว่าเดือนหน้าจะแข่งบาส ให้ไปเชียร์ด้วย”
“ของพี่แค่วันแข่ง ของหนูมันให้ไปดูมันซ้อมทุกวัน เลิกงานก็ดึกแล้วยังต้องแวะไปเชียร์มันอีก”
“บ่นแต่ก็ไปทุกวันหรือเปล่า”
เธอแสร้งทำหน้าซังกะตาย ทั้ง ๆ ที่ใจจริงแล้วกระเหี้ยนกระหือรืออยากไปใจจะขาด ขนาดพี่ชลลี่ชวนไปกินข้าวต้มและเธอก็อยากกินอยู่นิด ๆ ก็ยังเลือกที่จะปฏิเสธ
เพราะอยากไปเจอหน้าขรึม ๆ ของเขามากกว่า...
“ก็ไปแหละค่ะ แต่เนี่ย” ว่าพลางบุ้ยหน้าไปทางคนข้างกาย “คนนี้ก็แข่งด้วยค่ะ ผู้กองสาม”
“จริงเหรอคะ” แม่ค้าหันไปพูดกับชายวัยฉกรรจ์ท่าทางสุขุม
“ครับ”
“งั้นพี่ขอแถมปาท่องโก๋ให้สักนิดแล้วกันค่ะ ทานเยอะ ๆ นะคะจะได้มีแรงไปคว้าแชมป์”
เมรีเอ่ยเสียงแผ่ว “แต่เขาอยู่คนละทีมกับบูมนะคะ”
สาวรุ่นพี่หน้าเจื่อน ถึงกระนั้นก็แถมให้อยู่ดี
สรัลได้ของที่ต้องการเรียบร้อยแล้วจึงตั้งท่าจะเดินไปที่รถ แต่กลับถูกเสียงใสรั้งไว้เสียก่อน
“ผู้กองคะ”
ตำรวจหนุ่มเพียงใช้สายตานิ่ง ๆ ในการมองเจ้าของเสียงเรียก
“พรุ่งนี้เช้าถึงจะเหนื่อยแต่ก็ต้องมาวิ่งที่หาดนะคะ...วิเวียนอยากเจออาสามค่ะ”
°. ﹏ ⋆ ﹏ ⋆ ﹏ .°
“เรียกพี่พอว่า เรียกอาพอเลย มันเหมือนน้องอยากมีเรื่องกับพี่อะคับ”
