บทที่ 6 ร่ำรวย
บทที่ 6 ร่ำรวย

จางชิงเยียนเดินทางออกจากตึกตลาดมืด หรือก็คือตึกที่ทำงานของเสวียนอี้อย่างอารมณ์ดี
เธอไม่กลัวว่าเขาจะไม่เก็บเรื่องของเธอเอาไว้เป็นความลับ เพราะรู้ดีเลยว่าคนอย่างเสวี่ยนอี้เป็นคนที่แคร์เรื่องผลประโยชน์มากที่สุดแล้ว หากเป็นผลประโยชน์ ขอเพียงมันเย้ายวนมากพอที่จะทำให้เขาได้เปรียบ เขาก็ไม่ลังเลที่จะปกป้อง
ชายคนนี้เป็นแบบนี้เสมอ
เธอจึงวางใจที่จะตรงดิ่งมาหาเขาในยามนี้
และเพราะรู้จักเขาดีเกินไป ทำให้การเจรจาระหว่างเธอและเขาผ่านไปอย่างราบรื่นตามที่คาด
หญิงสาวไม่กลัวว่าเขาจะเชื่อมโยงตัวเธอเข้ากับลู่ซือเยียนได้ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไป และเธอกับลู่ซือเยียนไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย ยกเว้นนิสัยบางอย่างที่จะแสดงออกมาโดยที่เธอไม่รู้ตัว
ซึ่งตรงนั้นเธอทำอะไรไม่ได้จริง ๆ แต่มันก็เป็นเหตุผลที่ไม่มากพอจะทำให้เธอยอมรับหรอก
ขอแค่ยืนกระต่ายขาเดียวเอาไว้ รับรองได้เลยว่าไม่โป๊ะ
...มั้ง
จางชิงเยียนคิดในใจอย่างขำ ๆ
เมื่อขึ้นรถตรงกลับบ้าน เธอก็ใช้โทรศัพท์โอนเงินจากบัญชีรับเงินก่อนหน้านั้นเข้ามาที่บัญชีทางการของเธอบางส่วน เงินนี้สามารถใช้ได้อย่างวางใจและจะไม่ถูกตรวจสอบแน่นอน
เท่านี้ก็เพียงพอที่จะใช้หนี้บ้าน ธนาคาร หนี้ยิบย่อยต่าง ๆ ได้แล้ว
ในใจของหญิงสาวโล่งเบาสบายทันใด
เหลือแค่อาการป่วยของแม่แล้ว ซึ่งก็ใช้เวลาอีกไม่นาน อันที่จริงจะดีขึ้นหากว่าเธอใช้พลังปราณมากระตุ้นร่วมด้วย แต่มันจะดูแปลกเกินไป เลยต้องอ้อมค้อมสักหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ใช้เวลานานขนาดนั้น
น้องชายอย่างจางป๋อเหวิน หลังจากนี้เขาอยากจะเรียนอะไร อยากจะเป็นอะไร เขาก็ทำได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอก็ได้เห็นรอยยิ้มของหลี่มั่น กับคำถามว่า
“กลับมาแล้วเหรอ กินข้าวมาแล้วหรือยังลูก”
“ยังเลยค่ะ อยากมากินฝีมือแม่” เธอเดินเข้าไปกอดเอวของแม่แล้วอ้อน
“อะไรเนี่ย ไปนั่งรอไป แม่ทำแป๊บเดียว เอาเกี๊ยวน้ำแล้วกันนะ” หลี่มั่นหัวเราะออกมาเล็กน้อย จากนั้นก็ไล่หญิงสาวไปนั่ง
เธอเดินไปนั่งรออย่างว่าง่าย
ตอนนี้ในร้านมีลูกค้านั่งอยู่ไม่กี่คน พวกเขาล้วนมีอาหารตรงหน้ากันหมดแล้ว ทุกคนเป็นชาวบ้านในพื้นที่ นับว่าคุ้นหน้าคุ้นตากันดี
“แม่หนูชิงเยียน ดูโตขึ้นนะ วันนี้ออกไปที่สมาคมฮันเตอร์มาเหรอ?”
คนถามเป็นลุงแถวบ้าน เป็นชาวประมงที่สูญเสียลูกชายซึ่งเป็นฮันเตอร์ไปกับเกต เขาเองก็ลี้ภัยมาที่หมู่บ้านนี้ หนีความเจ็บช้ำใจ มาอยู่อย่างสงบ
“ค่ะลุง เมื่อหลายวันก่อนไปเข้าเกตมา ได้ของมาบ้างเลยเอาไปขาย ได้เงินกลับมาเล็กน้อยค่ะ”
“อืม ระวังตัวด้วยล่ะ เกตพวกนี้น่ะ ถ้าเป็นไปได้ใช้หนี้ใช้อะไรหมดแล้วก็อย่าไปเป็นเลยฮันเตอร์ กลับไปเรียนแล้วหางานดี ๆ ทำจะดีกว่า อะไรก็มาแทนชีวิตของเราไม่ได้ทั้งนั้นแหละ จะได้อยู่กับครอบครัวไปนาน ๆ”
ลุงคนนั้นเผยแววตาเจ็บปวดวูบหนึ่งออกมา
ครั้งหนึ่งเขาก็เคยภูมิใจที่มีลูกชายเป็นฮันเตอร์ โอ้อวดไปทั่ว ลูกชายหาเงินมาให้ครั้งหนึ่งเป็นแสนหรือเป็นล้าน ทำเอาเขายิ้มหน้าบาน
ทว่าใครจะไปนึกว่าการเข้าเกตไปแต่ละครั้งคือการเสี่ยงภัยอย่างยิ่งยวด จนกระทั่งเกตหนึ่งได้พรากชีวิตลูกชายของเขาไปตลอดกาล
เงินมากขนาดไหนก็ซื้อชีวิตลูกชายของเขาไม่ได้
เขานึกเสียใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
โชคดีที่ลูกชายมีครอบครัวเหลือไว้ มีหลานให้เขาได้เลี้ยงประคับประคองชีวิตแก่ ๆ ของตนต่อไป
ไม่อย่างนั้นชีวิตนี้เขาก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไมจริง ๆ
ยายแก่ของตนก็ชิงจากไปก่อนแล้วด้วย
เธอมองลุงคนนี้ สายตาของเธออ่อนลงอย่างมาก
“ค่ะ หนูเองก็อยากออกมาอยู่สบาย ๆ เหมือนกัน ถ้าปลดหนี้ได้หมดแล้วจริง ๆ หนูอาจจะมานอนกินให้แม่เลี้ยงไปวัน ๆ ก็ได้”
เธอพูดติดตลก
เป็นจังหวะที่หลี่มั่นยกเกี๊ยวน้ำชามโตออกมาพอดี ทันได้ยิน เธอมองค้อนลูกสาว
“ขอให้มันจริงเถอะ แม่นะ อกสั่นขวัญแขวนอยู่ทุกวัน”
จางชิงเยียนยิ้มหวานให้แม่ตัวเอง “หนูรับประกันได้เลยค่ะ”
เธอจะทำให้ตัวเองมีพลังมากมายขนาดที่ว่าตัวเธอจะสามารถปกป้องคุ้มครองทุกคนเอาไว้ได้ ต่อให้เข้าเกตไปก็ไม่มีมอนสเตอร์ตัวไหนทำอันตรายเธอได้เลย หรือต่อให้มีเกตมาแตกอยู่ตรงหน้า เธอก็จะจัดการมอนสเตอร์พวกนั้นฉับเดียวเท่านั้น
ชีวิตที่ได้กลับมาอีกครั้งนี้ เธอไม่ได้คาดหวังอะไรเลย นอกจากความสงบสุข และชีวิตที่ยืนยาวไปจนถึงวันที่ได้เห็นคนที่เธอรู้สึกห่วงใยและผูกพันอย่างครอบครัวจางมีความสุข
น่าประหลาด เธอเพิ่งจะกลับมายังโลกใบเดิมนี้ได้ไม่กี่วันเท่านั้น แต่เธอก็รักและผูกพันกับครอบครัวนี้ไปแล้ว
อาจจะเป็นเพราะบรรยากาศ ความรู้สึกของร่างเดิม สายเลือด หรืออะไรที่ลึกลับกว่านั้นที่เธอไม่คิดหาคำตอบ
แต่มันทำให้เธอรู้สึกว่าครอบครัวนี้คือครอบครัวของเธอจริง ๆ ไปแล้ว
และเธอก็ตั้งปณิธานเอาไว้แล้วว่าจะดูแลครอบครัวนี้อย่างจริงจัง
เรื่องราวของชีวิตที่ก่อนหน้านั้นที่ไม่ได้ใช้ให้ดีพอ เธอจะแก้ไขมันในชีวิตนี้
อีกอย่างเธอก็ยังมีปริศนาที่ยังไขไม่ออกอีกเยอะมาก เกี่ยวกับเกต เกี่ยวกับพลังงานที่เห็น และปริศนาที่ว่าร่างนี้กับร่างในแดนเซียนของเธอเหมือนกันอย่างน่าประหลาดอีก
ดังนั้นหลังจากที่ปลดเปลื้องภาระหนี้สินนี้ไปแล้ว ใจของเธอก็อยากที่จะลองดูว่าเธอจะไขปริศนาของเกต ที่ 30 ปีมานี้ยังไม่มีมนุษย์คนไหนไขได้บ้างหรือไม่
เธอรู้สึกว่าชีวิตใหม่นี้ น่าจะมีเรื่องน่าสนุกรอเธออยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
หลังจากที่ช่วยแม่ปิดร้านเรียบร้อยแล้ว น้องชายกลับมาจากโรงเรียนแล้วก็มาช่วยด้วย แล้วก็เป็นตอนที่ครอบครัวล้อมวงกินข้าวกัน ที่เธอบอกเรื่องเงิน
“แม่คะ หนูขายของได้มาเยอะเลย ตอนนี้เราสามารถปลดหนี้ของเราได้ทั้งหมดแล้ว แถมยังมีเงินเหลือด้วย เรื่องการรักษา เรื่องโรงพยาบาล แม่ไม่ต้องห่วงแล้วนะคะ”
หลี่มั่นมองลูกสาวทันที ดวงตาเบิกกว้างอย่างแปลกใจระคนยินดี
“ขายอะไรลูก ทำไมได้เยอะขนาดนี้”
“นั่นสิพี่” จางป๋อเหวินเองก็ดีใจมากเช่นกันที่จะสามารถปลดหนี้ได้แล้ว
“มีโชคจากดันเจี้ยนก่อนหน้า เจอสมุนไพรราคาแพงน่ะ เจ้าสมุนไพรที่เอาไว้เพิ่มพลังได้นั่นไง เลยเอาไปขายที่สมาคมฮันเตอร์ ได้เงินมา 10 ล้าน”
“10 ล้าน! / หา! 10 ล้าน!” สองแม่ลูกอุทานพร้อมกันอย่างตกใจ
จางชิงเยียนยิ้มเมื่อได้เห็นกิริยาอย่างที่คิดเอาไว้ “ใช่ค่ะ 10 ล้าน ดังนั้นเรารวยแล้วนะ!”
“เจ๋งเลย!” จางป๋อเหวินเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ เขาดีใจอย่างมากที่บ้านสามารถปลดเปลื้องภาระทางการเงินได้แล้ว
“นายสามารถตั้งใจเรียนเพื่อมุ่งเป้าที่จะเรียนต่อสูง ๆ ได้แล้วนะ หลังจากนี้อยากได้อะไร พี่เปย์เอง” หญิงสาวตบอกของตัวเอง ยืดอกในมาดของแม่บุญทุ่มเต็มที่
“แค่ไม่มีหนี้ก็ดีมากแล้ว” น้องชายยิ้มกว้าง เขาไม่ได้นึกอยากได้อะไรเป็นพิเศษ
ทุกวันนี้เขาต้องทนเห็นแม่มีสีหน้าทุกข์ทน ทั้งจากโรค ทั้งจากหนี้สินที่แบกรับ การโดนทวงหนี้ การด่าทอสาดเสียเทเสียจากเจ้าหนี้อย่างลุง เขาอยากจะมีกำลังที่จะช่วยเหลือ แต่ก็จนใจ ได้แต่ต้องรอพึ่งพาพี่สาว ทนมองเธอออกไปเสี่ยงภัย หาเงินงก ๆ กลับมาที่บ้าน
ทุกคนในครอบครัวไม่อยากให้มันเป็นเช่นนี้เลยสักนิด
แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าหนี้ทุกอย่างสามารถปลดได้แล้ว จางป๋อเหวินมีเพียงความดีใจเท่านั้น
ดีใจที่แม่จะไม่ต้องทำหน้าเศร้าและอมทุกข์ ดีใจที่พี่สาวจะได้ไม่ต้องออกไปเสี่ยงในเกตเหล่านั้นบ่อย ๆ อีก
“แบบนี้ลูกก็เลิกเป็นฮันเตอร์ได้แล้วสิลูก” หลี่มั่นถามเรื่องที่เธออยากให้เกิดขึ้นมาที่สุด
หากเลือกได้ ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากจะส่งลูกไปเป็นฮันเตอร์เลยสักนิด
เงินดีก็จริง หากว่ามีความสามารถเพียงพอจะมีชื่อเสียงก็จริง แต่การใช้ชีวิตที่ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้ายแบบนั้น ต่อให้จะบอกว่ามันก็เพื่อช่วยให้โลกสงบสุขปลอดภัย
เธอไม่ต้องการมันเลยสักนิดเดียว
เธอขอเลือกให้ลูกสาวของเธอเป็นหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขจะดีกว่า
จนใจที่โลกเป็นแบบนี้ไปแล้ว ฮันเตอร์คือหนึ่งในสถานะของผู้ที่มีพลัง ผู้ที่ตระหนักรู้ และมันจะต้องมีคนแบบนี้ปรากฏขึ้นเพื่อมาทำตรงนี้
ไม่อย่างนั้นหากทุกคนเอาแต่คิดหนีออกไปใช้ชีวิตกันหมด แล้วใครจะมาจัดการเกตกันเล่า
หลี่มั่นเข้าใจ แต่เธอก็มีความเห็นแก่ตัวของตัวเองเช่นกัน เธอเสียสามีจากเรื่องเกตไปครั้งหนึ่งแล้ว
เธอไม่อยากที่จะเสียลูกสาวไปอีกคน
จางชิงเยียนอยากขี้เกียจจะแย่ แต่เธอก็รู้ดีว่าเธอไม่สามารถถอนตัวออกมาได้ง่าย ๆ อีกต่อไป
เธอมีลางสังหรณ์ว่าเรื่องราวมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ในใจยังมีคำถามมากมาย จึงยิ้มให้น้องชายและแม่ ตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้
“ขอดูก่อนแล้วกันนะคะ หนูกำลังคิดว่าพลังของตัวเองพัฒนาขึ้น หนูจะเลือกทีมให้ดี ไม่เข้าเกตที่เกินระดับตัวเอง หากมีโอกาสที่ดี เหมือนอย่างครั้งที่แล้วที่ได้สมุนไพรออกมาขาย หนูก็ยังอยากทำต่อค่ะ หนูสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดี”
หลี่มั่นถอนหายใจ เห็นสายตามุ่งมั่นมีไฟของลูกสาว เธอก็ไม่เอ่ยห้ามอีก
“เอาเถอะ แค่อย่าเสี่ยงก็พอ”
“พี่...” จางป๋อเหวินอยากจะท้วงอะไรบางอย่าง
แต่จางชิงเยียนกลับยกมือขึ้นไปขยี้ผมของน้องชายไปมา
“ไม่เอาน่า เป็นห่วงเหมือนตาแก่ไปได้ พี่สาวของนายเก่งมากนะ ไม่ต้องห่วง พอพี่รู้สึกไม่ไหวหรือเบื่อ พี่จะหยุดเอง ตอนนี้พี่ยังสนุกกับมันอยู่ อยากหาเงินให้ได้สักก้อนใหญ่ เอาไว้เป็นทุนรอนใช้ชีวิตปั้นปลาย ทางนี้ไวที่สุดแล้ว อย่างมากก็อีกสักสี่ห้าปี พี่ก็อาจจะเกษียณตัวเองมาช่วยขยายร้านเกี๊ยวให้แม่ก็ได้นะ”
เธอโน้มน้าวน้องชาย
จางป๋อเหวินทำปากยู่ สีหน้าไม่ค่อยยินยอม เขาพ่นลมหายใจออกมา
“หึ! ให้มันจริงเถอะ”
อาจจะเพราะสบายใจแล้ว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารพลันดีขึ้นมากทีเดียว
ทั้งสามคุยกันว่าจะใช้เงินอย่างไรดี
“ก่อนอื่นเอาเงินไปใช้หนี้ลุงก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูไปโรงพยาบาลกับแม่ แล้วเอาเงินไปใช้หนี้โรงพยาบาล แล้วก็ไปธนาคาร เอาบ้านกลับมา ส่วนยอดเล็ก ๆ น้อย ๆ เดี๋ยวหนูโอนเงินเอาไว้ให้แม่ต่างหาก ให้แม่เอาไปใช้หนี้ให้หมด ถ้าไม่พอให้มาบอกหนูนะคะ”
จางชิงเยียนรู้ดีว่าเพื่อให้ได้มีเงินมาใช้จ่าย มาต่อทุนที่ร้าน แม่ของเธอต้องบากหน้าไปยืมเงินคนนั้นคนนี้มากมาย ละวางศักดิ์ศรีเพื่อให้ใช้ชีวิตต่อไปได้
คนเหล่านั้นถือว่าเป็นผู้มีพระคุณ ตอนนี้ถึงเวลาใช้หนี้คืนพร้อมดอกเบี้ยได้เสียที ทวงคืนศักดิ์ศรีของคนเป็นแม่กลับมาอีกครั้ง ให้สามารถใช้ชีวิตได้ต่อไปอย่างสบายใจ
หลี่มั่นยิ้ม สายตาที่มองลูกสาวอ่อนโยน “ได้จ้ะ”
แม้จะละอายใจ ที่ปัญหาของตัวเองต้องลำบากคนรุ่นหลัง แต่หลี่มั่นก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
มีเพียงการใช้ชีวิตให้ดีเท่านั้น จึงจะสามารถตอบแทนน้ำใจของลูกสาวของเธอได้
อีกอย่างลูกสาวก็มีความคิดเป็นของตัวเอง เธอขอเฝ้าดูอยู่อย่างนี้ก็พอแล้ว
เช้าวันต่อมา หลังจากที่จางป๋อเหวินไปโรงเรียนแล้ว สองแม่ลูกก็เดินทางไปยังโรงพยาบาล
ระหว่างทาง หลี่มั่นมองโทรศัพท์ของเธอ กดโอนเงินจำนวน 53,000 หยวนคืนกลับไปให้พี่ชายของตัวเอง นี่เป็นเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเพื่อปลดภาระทางใจ
เพียงไม่นานก็มีโทรศัพท์เข้ามาทันที
“พี่ อืม อาเยียนหาเงินมาได้ก้อนหนึ่ง เลยโอนคืนพี่ ที่ผ่านมาขอบคุณมากนะ...ค่ะ”
แล้วหลี่มั่นก็วางสายลงพร้อมกับสีหน้าที่ดีขึ้นมาก
จางชิงเยียนที่นั่นข้างแม่ก็ยิ้มมุมปาก
หมดเรื่องไปอีกเรื่องหนึ่ง
ไม่นานทั้งสองคนก็มาที่โรงพยาบาล เธอรอพบหมอเป็นเพื่อนแม่เช่นเคย หลังจากตรวจก็พบว่าผลเลือดและร่างกายของแม่ดีขึ้นมาก จากนั้นก็ปล่อยให้แม่เข้ารับการรักษา ส่วนเธอตรงดิ่งไปยังฝ่ายการเงินของโรงพยาบาล
“รับชำระยอดค้างชำระเรียบร้อยแล้วค่ะ รวมกับยอดวันนี้ด้วย”
เจ้าหน้าที่การเงินสีหน้าอ่อนโยนมากยิ่งขึ้นโข
“ขอบคุณค่ะ” จางชิงเยียนยิ้มให้เธอเล็กน้อย แล้วก็เดินมารอแม่เหมือนเดิม
เมื่อออกมาจากการรักษา แม่ดูมีสีหน้าที่ดีขึ้นมาก
อันที่จริงมันต้องดีขึ้นอยู่แล้ว เพราะได้ยาของเธอไป รอให้ผ่านไปสักอาทิตย์สองอาทิตย์ ค่อยพาแม่มาตรวจดี ๆ อีกครั้ง คาดว่าตอนนั้นโรคของแม่คงหายสนิทแล้ว
จะได้ปลดเปลื้องภาระทางใจอีกอย่างหนึ่งออกไปได้
“เดี๋ยวเราไปธนาคารกันนะคะ” เธอบอกแม่
“จ้ะ ที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้วเหรอลูก” หลี่มั่นสีหน้าสดใส แววตาไม่มีความอมทุกข์ขนาดนั้นอีก วันนี้เธอได้ปลดหนี้ ได้รู้ว่าร่างกายดีขึ้นจากผลตรวจ และส่วนตัวก็รู้สึกว่าร่างกายดีขึ้นจริง ๆ เธอก็อารมณ์ดีมาก
ทั้งสองคนนั่งรถประจำทางเข้าไปในตัวเมืองอีกนิด มาถึงยังธนาคารที่จำนองบ้านเอาไว้
เมื่อเดินเข้าไปติดต่อ รอไม่นานก็สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้แล้ว
คราวนี้คือความโล่งสบายของจริง
“ขอบคุณนะลูก ถ้าไม่ได้หนู บ้านเราคงแย่แน่” หลี่มั่นจับมือจางชิงเยียนเอาไว้ เธอมองลูกสาวอย่างรักใคร่ สักครู่ก็มีความเศร้าสร้อยประการหนึ่งโผล่ขึ้นมา
ไม่รู้ทำไม แต่เธอรู้สึกว่าลูกสาวของเธอเหมือนอยู่ แต่ก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้
จางชิงเยียนยิ้ม “หนูต้องทำเพื่อความสบายของบ้านเราอยู่แล้วค่ะ ทีนี้แม่จะได้ไม่ต้องเครียด เอาเวลามาทำอาหารอร่อย ๆ ให้หนูได้กินทุกวันก็พอ”
“ได้สิ” หลี่มั่นยิ้ม
ทั้งสองกำลังจะเดินทางกลับบ้านอย่างอารมณ์ดีอยู่แล้ว
และเป็นตอนนั้นเองที่โทรศัพท์ทุกคนในบริเวณนั้นมีเสียงแจ้งเตือนขึ้นพร้อมกัน ทำให้เสียงดังนั้นดังจนหนวกหูอย่างชัดเจน
ทว่าทุกคนในบริเวณนี้แทนที่จะก่นด่า สีหน้าของพวกเขาพลันดิ่งลง
“บ้าเอ๊ย! มีเกตเหรอเนี่ย!” ใครคนหนึ่งสบถขึ้นมา
หลี่มั่นเองก็หุบยิ้ม เธอมองโทรศัพท์ของลูกสาวที่เป็นฮันเตอร์ซึ่งจะได้ข้อความแจ้งเตือนที่แตกต่างออกไป
‘ถึงฮันเตอร์ที่อยู่บริเวณพื้นที่... ตอนนี้มีเกตแห่งหนึ่งเกิดการผันแปร และคาดว่ากำลังจะแตกในอีก 2 ชั่วโมงขั้นต่ำ ขอให้ฮันเตอร์ทุกคนในพื้นที่เข้ามายังบริเวณเกตในทันที เพื่อเข้าร่วมการปราบปรามมอนสเตอร์ หรือขอให้ฮันเตอร์ฟอร์มทีมเฉพาะกิจ เข้าสู่เกตเพื่อระงับไม่ให้เกตแตก จนกว่าทีมจากรัฐบาลจะมาถึง นี่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน อ้างอิงตามระเบียบมาตรการว่าด้วยการรับมือกับเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ...’
เมื่อเห็นแบบนี้ จางชิงเยียนก็เรียกความทรงจำในหัวของเธอออกมา ว่าพื้นที่นั้นอยู่ตรงไหน ก็พบว่ามันอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เธออยู่มากนัก ห่างออกไปประมาณ 3 กิโลเมตรเท่านั้นเอง
หากปล่อยให้เกตนี้แตก แม่ของเธอก็อาจจะหนีไม่ทัน
“แม่คะ แม่รีบนั่งรถกลับบ้านไปก่อนเลยนะ หนูต้องไปช่วยพวกเขา”
เธอเงยหน้าบอกแม่ แต่ไม่ได้อธิบายว่าสถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียดขนาดไหนแล้ว
“...ระวังตัวด้วยนะลูก” หลี่มั่นอยากจะห้าม แต่เธอเห็นแววตาของลูกสาวแล้วก็ห้ามไม่ลง ได้แต่ย้ำให้ลูกระวังตัวเท่านั้น แล้วก็รีบขึ้นรถไปในทันที
จางชิงเยียนมองแม่ขึ้นรถ มองรถจากไป
จากนั้นเธอก็หมุนตัวเดินไปยังทิศทางของเกต มองภาพของบรรดาคนที่เริ่มจะหนีอย่างลนลานมากยิ่งขึ้น แล้วคิดว่าตอนนี้จะไปถึงที่นั่นให้เร็วกว่านี้ได้อย่างไร
พลันสายตาของเธอก็มองไปเห็นร้านขายรถ และเห็นรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์สีดำสนิทที่จอดโชว์อยู่
มุมปากของเธอยกยิ้ม
เดินตรงดิ่งเข้าไปยังร้านนั้นอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่นาทีจากนั้น รถบิ๊กไบค์สีดำคันหนึ่งก็บึ่งออกถนนด้วยความเร็วสูง ฉวัดเฉวียนไปมาอย่างคล่องแคล่ว
พนักงานขายมองเงาของรถที่วิ่งจากไป พลางบ่นพึมพำ
“ให้ตายสิ จ่ายเงินแล้วก็จริง แต่แค่ทิ้งข้อมูลเอาไว้แล้วก็ไป โดนโกงขึ้นมาทำไงเนี่ย จริง ๆ เลย แต่เราก็ต้องหนีแล้วนี่หว่า”
แล้วพนักงานคนนั้นก็รีบเผ่นออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว
ละครหลังม่าน
จางชิงเยียน : หึ! ให้เรียกว่าคนรวย /// โปรยเงิน
จางป๋อเหวิน : ว้าว! ว่าแต่ สรุปได้เงินมายังไงนะ /// ทำหน้าสงสัย
หลี่มั่น : ไม่ใช่ว่าลูกไปขายไตมากหรอกนะ /// ตกใจ
จางชิงเยียน : ...แม่น่าจะดูละครแนวตั้งมากเกินไปแล้ว

Writer's talk :
จงเรียกน้องว่าซือเจ๊ได้เลยค่ะ
คนมันรวยแล้ว อิอิ
ว่าแต่ พระเอกจะมาได้ยังน้า
ยังไม่ได้ตรวจคำผิดนะคะ
รักมากนะ
ปล. พรุ่งนี้จะเริ่มติดเหรียญตอนที่ 7 นะคะ
