บทที่ 1 กลับมา
บทที่ 1 กลับมา

ดวงตาคู่สวยเบิกขึ้นอีกครั้ง เมื่อสัมผัสได้ว่ายังไม่ตาย จางชิงเยียนทะลึ่งพรวดลุกขึ้นอย่างแตกตื่น จากนั้นมองไปโดยรอบ
แต่สิ่งที่เห็นเป็นอย่างแรกกลับเป็นใบหน้าอัปลักษณ์เหลือทน และกลิ่นสาปสางปะปนกับกลิ่นคาวเลือดแสนจะน่าขยะแขยง
กระนั้นสิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนคุ้นเคยแต่ก็ไม่คุ้นเคย ราวกับว่ามันผ่านมาเนิ่นนานแล้ว แต่ก็เหมือนเพิ่งพบเจอเรื่องราวประมาณนี้ไปเมื่อวาน
“แฮ่!!!”
“เฮ้ย! ออร์กมาได้ไง!” เธออุทานอย่างแตกตื่น รีบกลิ้งตัวหลบขวานยักษ์ที่ฟาดลงมาหมายจะสับร่างเธอออกเป็นสองท่อนอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวรู้สึกวิงเวียน เจ็บที่ท้อง แขน และแผ่นหลัง ไม่รู้ว่าตัวเองเจออะไรมาบ้าง ถึงได้เจ็บขนาดนี้
จากนั้นความทรงจำมหาศาลก็ผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉาก ๆ
แต่เธอไม่มีเวลามาทำความเข้าใจกับมันแล้ว
ตอนนี้เธอจำต้องเอาตัวรอดก่อน!
จางชิงเยียนรวบรวมปราณอย่างอยากลำบาก แต่ก็ยังพอทำได้ ปราณของเธอกลายเป็นรูปร่างของกระบี่ไฟมากมาย จากนั้นมันก็บินตรงไปยังหัวของออร์ก ที่มีความสูงมากกว่า 3 เมตร ซึ่งมีร่างยักษ์เทอะทะแถมยังอัปลักษณ์ป่าเถื่อนขั้นสุดทุกตัวที่อยู่ตรงหน้า
“แฮ่!!”
พวกมันกรีดร้องด้วยความตกใจ จากนั้นก็ตายลงอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
หญิงสาวไม่ปล่อยให้ตัวไหนหนีไปได้ เธอรู้ดีว่าหากปล่อยให้พวกมันได้หนี พวกมันจะไปตามเพื่อนมาอีกแน่นอน ดังนั้นเธอจึงต้องจัดการทุกตัวที่เห็นให้หมด
เธอรู้สึกได้ถึงพลังปราณที่กำลังจะหมดลง กัดฟันรีดเค้นพลังของตัวเองออกมา เดินพลังพลางดูดซับปราณโดยรอบมาสู่ตัว
เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างของออร์กประมาณยี่สิบกว่าตัวก็ล้มลง ตายอย่างอนาถ
ส่วนจางชิงเยียนหอบแฮ่ก หน้ามืดจากการใช้พลังมากเกินไป และยิ่งอยากจะวูบเพราะเสียเลือดมาก
แต่เธอใช้พลังปราณของตัวเองร่ายคาถารักษาอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานเลือดและแผลฉกรรจ์ที่ท้องของเธอก็รักษาหาย ทว่าตอนนี้พลังปราณของเธอก็หมดแล้วจริง ๆ
หัวคิ้วของเธอขมวดมุ่น
หญิงสาวพาตัวเองไปนั่งลงที่ผนังถ้ำด้านหนึ่ง มองไปรอบ ๆ จากนั้นก็เอนศีรษะพิงผนังถ้ำ ทบทวนความทรงจำมากมายในหัว ประมวลผลสิ่งที่ได้เจอ ปะติดปะต่อทุกอย่างเข้าด้วยกัน
จากนั้นก็ลืมตาแล้วสบถออกมาอย่างที่ไม่ค่อยได้ทำ พลางเสยผมยาวสีน้ำตาลชานมที่ระลงมาปรกใบหน้าให้ไปด้านหลัง ท่าทางหัวเสีย
“เวรเอ๊ย! กลับมาอีกทำไมวะเนี่ย!”
ใช่แล้ว เธอกลับมา
กลับมายังโลกใบก่อนที่เธอจะไปยังโลกเซียน โลกที่มี ‘เกต’ มี ‘มอนสเตอร์’ มี ‘พลังพิเศษ’
โลกที่เธอตายจากไปตั้งแต่ตอนอายุ 35 ปีแล้ว
เธอไม่ได้กลับมาแบบเข้าร่างเดิมของตัวเอง ย้อนเวลามาตอนที่ยังไม่เกิดเรื่องอะไรแบบนั้น
แต่เธอดันกลับมาแล้วเข้ามายังร่างใหม่
และร่างนี้ก็ชื่อจางชิงเยียนเหมือนกันเลย อีกทั้งจากความทรงจำ หน้าตาของทั้งสองคนก็เหมือนกันอย่างกับแกะ
เธอกลับมาในช่วงเวลาที่เหตุการณ์ทั้งหลายตั้งแต่ตอนที่เธอตายจากไป มันผ่านมาแล้วถึง 10 ปี
จากในความทรงจำ ร่างนี้มีอายุได้ 19 ปีเท่านั้น เป็นฮันเตอร์ระดับ F ซึ่งชีวิตค่อนข้างดรามาเล็กน้อย
หญิงสาวคนนี้มีพ่อเป็นฮันเตอร์ระดับ B ตอนที่เธออายุได้ 10 ปี มีเกตแตกที่แถว ๆ บ้านของเธอ ตอนนั้นพ่อของเธอเข้าระงับเหตุ เป็นเหตุให้เขาต้องพลีชีพและเสียชีวิตไป
ทำให้ครอบครัวของเธอเหลือเพียงแม่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะ เธอ และน้องชายที่อ่อนกว่าเธอ 3 ปี ให้ต้องใช้ชีวิตกันต่อไป
แม่พยายามเต็มที่เพื่อที่จะเลี้ยงลูกทั้งสองคนอย่างดีที่สุด ยังดีที่ได้เงินชดเชยมาก้อนหนึ่ง ทำให้พวกเขายังมีบ้าน มีเงินพอที่จะเรียนหนังสือ และยังพอใช้ชีวิตได้ช่วงหนึ่ง
ทว่าเงินก้อนนั้นมันก็มีวันหมดไป เนื่องมาจากอาการป่วยของแม่ที่แย่ลงเรื่อย ๆ จากการโหมทำงานหนัก ความเครียด และความกดดันในชีวิต จนกระทั่งตรวจพบว่าแม่ของเธอเป็นมะเร็งปอดเมื่อปีที่แล้ว
ทำให้จางชิงเยียนไม่คิดเรียนต่อมหาวิทยาลัย ทันทีที่เธอเกิดภาวะตระหนักรู้ตอนอายุ 18 ปี ได้พลังกระบี่เวทมนตร์ธาตุมา หลังจบมัธยมศึกษาตอนปลาย เธอก็เข้าไปลงทะเบียนเป็นฮันเตอร์ เพื่อจะช่วยครอบครัวหาเงินในทันที หาทางรักษาแม่ให้ได้ และส่งน้องชายให้ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย
เธอกลายมาเป็นเสาหลักของบ้านตั้งแต่ตอนนั้น
ทว่าระดับฮันเตอร์ของเธอมันแค่ระดับ F เท่านั้น ถือเป็นระดับต่ำที่สุด ไม่มีใครสนใจเธอเลย การเข้าร่วมเคลียร์เกต เธอทำได้เพียงเป็นแค่คนที่ต้องไปช่วยขนส่ง ไปเป็นตัวล่อ กระทั่งไปเพื่อเป็นแนวกันชน เป็นหน่วยสอดแนมที่ต้องรับความเสี่ยงเอาเองเท่านั้น
แต่เธอก็ต้องทำ เพราะต่อให้เป็นแค่ฮันเตอร์ระดับ F แต่เงินที่ได้รับต่อครั้งก็มีจำนวนที่น่าพอใจสำหรับเธอ
ในวงการฮันเตอร์ หน้าตาและอายุไม่ได้มีผลต่อการอยู่รอด ความแข็งแกร่งต่างหากที่สำคัญที่สุด
ทีนี้ก็กลับมายังเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นก่อนที่ ‘เธอ’ จากโลกเซียนจะฟื้นขึ้นมา จากทุกอย่างที่กล่าวมา ครั้งนี้เธอเข้ามายังเกตระดับ D กับทีมฮันเตอร์อิสระทีมหนึ่ง เพราะได้รับข้อมูลมาว่าที่นี่มีพืชสมุนไพรหายาก และมีแร่ราคาสูง สามารถนำเอาไปขายได้ราคาดี ทว่าของแบบนี้ต้องอาศัยโชคอย่างมาก แต่หากเจอก็จะพลิกชีวิตได้เลย
สมุนไพรในเกตมีสรรพคุณประหลาด เลิศล้ำ ได้ผลดีมากกว่าสมุนไพรทั่วไปข้างนอกนั่น ว่ากันว่านักปรุงยาบางคนยังสามารถปรุงสมุนไพรจากเกตให้มีสรรพคุณเพิ่มพลังการต่อสู้ หรือกระทั่งรักษาโรคที่ไม่สามารถรักษาหายให้หายได้ราวกับปาฏิหารย์
ส่วนแร่หายากนั้นก็ราคาดีไม่แพ้กัน แร่ในเกตมีสรรพคุณและพลังบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกและลึกลับ พวกมันเป็นที่ต้องการเพื่อที่จะนำไปหลอมอาวุธ แล้วนำมาจัดการมอนสเตอร์ในเกตอีกทีหนึ่ง มีความคม ทนทาน บางชนิดกระทั่งมีพลังพิเศษแฝง เพิ่มอานุภาพให้อาวุธประจำตัวของตัวเองได้อีก
แน่นอน พออธิบายแบบนี้แล้ว สิ่งที่ทำให้ฮันเตอร์ระดับ F อย่างเธอกล้าเสี่ยงที่จะเข้ามายังเกตระดับ D ซึ่งสูงกว่าระดับของเธอโดดไปถึง 2 ระดับ ก็เพื่อสมุนไพรเหล่านั้นนั่นเอง
เธอต้องการที่จะหาทางรักษาแม่ ต่อให้สมุนไพรนั้นจะไม่สามารถรักษาแม่ได้ ขอแค่มีค่าพอ เอาไปขายเอาเงินมาก็ยังดี
แต่ความซวยดันบังเกิด เมื่อเกตระดับ D ที่เข้ามา จากเกตที่พอจะตึงมืออยู่บ้าง ดันเกิดการ ‘แปรผัน’ เสียได้
การแปรผันของเกต ก็คือการที่เกตเกิดปั่นป่วนจากพลังงานอะไรบางอย่าง แล้วยกระดับตัวเองขึ้นอย่างกะทันหัน
เกตระดับ D ที่หญิงสาวเข้ามา ยกระดับเป็นระดับ C มอนสเตอร์ที่คิดว่าจะเจอยกระดับความโหดไปอีกขั้น
ทำให้ทีมฮันเตอร์ที่เข้ามาต้องหนีด่วน
จนใจที่มอนสเตอร์ระดับ C นั้นร้ายกาจเกินไปสำหรับเธอ เจ้าของร่างเดิมได้รับบาดเจ็บ จากนั้นก็หนีต่อไปไม่ไหวอีก
สิ้นใจลงอย่างอนาถ
โดยที่ทีมฮันเตอร์อิสระเหล่านั้นซึ่งก็ถือว่าเป็นคนแปลกหน้าไม่ได้สนิทกันนัก ก็ต้องทิ้งเธอเอาไว้ ไม่อย่างนั้นจะถ่วงการหนีของพวกเขาเอาได้
แล้ว ‘จางชิงเยียน’ จากโลกเซียนก็เข้ามาแทนที่ร่างนี้
คิดมาถึงตรงนี้ หญิงสาวลองนับนิ้วคำนวณ ก็พบว่าความสามารถของเธอยังพอใช้ได้ ยังคำนวณง่าย ๆ ได้อยู่
“วิญญาณร่างนี้หายไปไหนแล้วเนี่ย ไปยมโลกแล้วเหรอ บ้าจริง! พลังไม่พอที่จะเปิดประตูยมโลกแฮะ แต่พันธะวิญญาณกับร่างนี้สะบั้นไปแล้ว อ้อ อายุขัยของร่างนี้ก็หมดลงแล้ว เวรกรรม! อืม...มีแค่ห่วงกับครอบครัว”
สุดท้ายนั่งคำนวณไปมา หญิงสาวก็รู้สึกได้ว่าพลังปราณที่เพิ่งจะรวบรวมมาได้น้อยนิดกำลังไหลออกไปจากร่างอีกครั้ง เธอจึงจำต้องหยุดทำนายก่อน
“เฮ้อ! ทำไมพลังปราณที่นี่น้อย...จัง”
เธอบ่นไปก็รวบรวมพลังปราณอีกครั้งไป ทว่าต่อมาสีหน้าก็เปลี่ยนอีกครั้งอย่างรุนแรง เมื่อนึกถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดขึ้นมาได้
พลังปราณ?
ทำไมโลกนี้ถึงมีพลังปราณล่ะ?!!
จางชิงเยียนนั่งขัดสมาธิดี ๆ จากนั้นก็เริ่มเข้าฌาณอย่างจริงจัง
และเพียงไม่นานก็ลืมตาขึ้นอย่างตื่นเต้น
“มีพลังปราณจริง ๆ ด้วย หมายความว่ายังไง? เกตเหล่านี้...”
เธอคิดว่าตัวเองกำลังค้นพบความลับที่น่าตื่นเต้นและชวนให้ตื่นตะลึง
ภายในเกตเหล่านี้เธอสัมผัสได้ถึงพลังปราณ แม้จะอ่อน ไม่เข้มข้นเท่าแดนเซียน แต่ก็มี
การมีพลังปราณหมายความว่าอย่างไรแน่
ทำไมก่อนหน้านั้นที่เธอไปยังแดนเซียน เธอถึงไม่ได้คิดเชื่อมโยงถึงเรื่องนี้เลย
แต่พอกลับมาที่นี่อีกครั้ง กลับได้ค้นพบเรื่องนี้
ถ้าอย่างนั้นการมีอยู่ของเกตเหล่านี้ล่ะ?
หรือโลกใบนี้จะเป็นหนึ่งในมหาสหัสภพทั้งสามพันของซานเชียนตี้
หากเป็นแบบนั้นจริงก็อธิบานเรื่องพลังปราณได้แล้ว
การไปแดนเซียนแล้วกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ความเข้าใจต่อสรรพสิ่ง ต่อพลัง ต่อสิ่งรอบกายของเธอแปรเปลี่ยนไปมากทีเดียว
จากนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือการสำรวจตนเอง
“อย่างที่คิดเลย พลังพิเศษที่ร่างนี้ตระหนักรู้ ก็คือรากปราณ ร่างนี้มีรากปราณเบญจธาตุเสียด้วย มิน่า ก่อนหน้านั้นตอนใช้พลังเลยใช้ได้อย่างลื่นไหล จะว่าไปก็ใกล้เคียงกับพลังของเราในโลกเซียน ระดับ F ไอ๊หยา! ตอนนี้เหมือนพลังจะอยู่แค่ระดับสร้างรากฐานขั้นแรกเลย สู้ใครเขาไม่ได้ก็ไม่แปลกสักนิด”
จางชิงเยียนกำลังค้นพบเรื่องที่น่าตกใจเรื่องแล้วเรื่องเล่า
ทว่าในตอนที่กำลังจะดึงดูดปราณเพื่อมาเสริมตบะของตน เธอก็ไม่มีเวลาได้ทำแบบนั้น เพราะว่าเธอได้ยินเสียงเดินที่กำลังมาทางนี้
หญิงสาวตื่นตัวเต็มที่ หาที่หลบอย่างรวดเร็ว สายตาของเธอมองเห็นซอกผนังถ้ำที่ลับตา จึงไม่ลังเลที่จะหลบไปตรงนั้น
ไม่นานก็ได้เห็นกองร้อยของออร์กตัวเขียวคล้ำ เดิมทีมอนสเตอร์เหล่านี้เธอก็คุ้นเคยดี เพราะในชีวิตก่อนหน้าโลกเซียนก็ห้ำหั่นกันมาไม่น้อย ทำให้เธอรู้พฤติกรรมของพวกมันดี
“เวร! มัวแต่ตกใจ พวกมันต้องเห็นศพของเพื่อนมันแน่”
จางชิงเยียนบ่นกับตัวเอง
“ก๊าซซซซ!!!”
“ฮู่ ๆ ๆ ๆ”
แล้วก็จริงเสียด้วย กองกำลังของออร์กฝูงนั้นเดินมาเห็นศพของเพื่อร่วมเผ่าพันธุ์ พวกมันก็แตกตื่นทันที ที่มากกว่านั้นคือพวกมันเริ่มกระจายกำลังค้นหาศัตรูอย่างบ้าคลั่ง
จางชิงเยียนมองประเมินกองกำลังของออร์กเหล่านั้นกับเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ตอนนี้
เธอยังไม่สามารถสู้ได้ไหว
หญิงสาวค่อย ๆ หาทางถอยหนี กลายเป็นว่าซอกผนังถ้ำที่เธอหลบมา มีเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังจุดอื่นของถ้ำ แต่มันต้องเดินลึกเข้าไป
เธอไม่มีทางเลือก
ด้วยพลังที่มีอยู่ตอนนี้ เกรงว่าจะจัดการพวกมันไปได้ครึ่งเดียวเท่านั้น
ปัญหาของออร์กก็คือความเคียดแค้น ความรักพวกพ้อง
หากไม่สามารถจัดการพวกมันให้ตายได้ทั้งหมดภายในทีเดียว พวกมันจะเรียกหาพรรคพวกมารุมคุณไม่จบไม่สิ้น และนั่นก็คือหายนะของทีมฮันเตอร์ที่ได้เจอกับพวกมันก่อนหน้านี้ จนต้องหนีหัวซุกหัวซุนกันไปคนละทิศละทาง
เธอไม่มีเวลาไปค้นหาว่าพวกเขารอดหรือไม่รอดด้วยซ้ำ
หญิงสาวค่อย ๆ ย่องด้วยฝีเท้าเบากริบ พยายามมองเมินกลิ่นอับชื้นของถ้ำ กลิ่นสาปของอะไรก็ตามที่อยู่ในนี้
จากนั้นเธอก็หลุดเข้ามาในซอกถ้ำที่ค่อนข้างมิดชิด
สิ่งที่ทำให้เธอตกใจและดีใจอย่างมาก ก็คือภาพของต้นดอกไม้สีเขียวที่ดูเผิน ๆ คล้ายต้นดอกหญ้า แต่แท้ที่จริงแล้ว เธอที่ไปยังแดนเซียนมาแล้วรู้จักพวกมันดี คุ้นเคยกับมันอย่างยิ่ง สิ่งเหล่านี้พบเจอได้ทั่วไปในสำนักของเธอ
“นี่มันต้นหญ้าปราณนี่!”
จางชิงเยียนยิ้มกว้างให้กับพื้นที่เล็ก ๆ ที่มีขนาดเท่ากับห้องขนาดประมาณ 10 คูณ 5 เมตร แต่ว่ามีธารน้ำเล็กมาก ๆ ไหลผ่าน มีความชุ่มชื้นสูง มีแสงตะวันลอดมาจากด้านบนผ่านช่องแคบด้านบน แสงลอดผ่านได้ส่องเป็นเป็นเส้น และมีทางเดินเข้ามาได้เพียงช่องแคบ ๆ เท่านั้น ไม่มีศัตรูสามารถเข้ามาได้
ทำให้หญ้าปราณสามารถเติบโตที่นี่ได้อย่างร่าเริง
“แบบนี้ก็สามารถหลอมโอสถรากฐานได้สบายมาก แต่จะเก็บยังไง...เดี๋ยวนะ!”
หญิงสาวมองหญ้าปราณที่เติบโตจนเต็มพื้นที่ แม้จะเป็นพื้นที่เล็ก ๆ แต่พอประเมินด้วยสายตาแล้ว หากสามารถเก็บไปได้หมดนี่ ก็สามารถทำยาเพื่อช่วยบำเพ็ญไปได้จนถึงขั้นต่อไปได้ง่าย ๆ เลย
และเธอที่เป็นศิษย์ของเมิ่งเยว่เซียนจวินเสียอย่าง เธอย่อมมีสูตรยาเหล่านี้ในหัว
การไปแดนเซียน และการเล่นบ้างบำเพ็ญบ้างของเธอต้องไม่เสียเปล่า
ในขณะที่กำลังคิดว่าจะเก็บมันอย่างไร เธอสำรวจเข้าไปในห้วงจิตของตัวเอง ก็พบว่าในห้วงจิตของเธอมีสิ่งที่แสนจะคุ้นเคยลอยอยู่ในนั้นอย่างโดดเด่น
ถุงเฉียนคุนของท่านอาจารย์!
เมื่อเรียกดู ก็พบว่าเธอสามารถเปิดมันได้ กวาดตามองสมบัติมากมายที่อาจารย์มอบให้ มีแต่ยาที่เหมาะกับระดับบำเพ็ญของเธอที่โลกนั้น ซึ่งฤทธิ์รุนแรงเกินไปที่จะใช้กับร่างนี้
มีหินปราณระดับสูงที่เพียงพอให้เธอใช้บำเพ็ญได้ แต่ระดับตอนนี้ยังใช้ไม่ไหว สมบัติวิเศษมากมาย ยันต์ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ลงอาคม ค่ายกล และของวิเศษที่มีฤทธิ์พลิกฟ้าคว่ำดิน ซึ่งเธอเองก็ไม่มีปัญญาใช้ได้ในร่างนี้เพราะพลังอ่อนด้อยเกินไป แต่แค่เห็นของทุกอย่างในถุงเฉียนคุน เธอก็ค้นพบว่า
อาจารย์สุดหล่อรักเธอมากจริง ๆ
ท่ามกลางของมากมายละลานตา แต่สิ่งที่เธอสนใจเป็นหีบหยกเล็ก ๆ เมื่อเห็นแล้วก็ต้องยิ้มกว้าง
“แจ๋ว! หีบเก็บสมุนไพร ท่านอาจารย์ ข้ารักท่านเหลือเกิน!”
เธอใช้จิตเรียกหีบนั้นออกมา จากนั้นหีบหยกสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเขียวสดที่มีขนาดประมาณสองฝ่ามือ ไม่ได้สูงมากนัก ดูกระทัดรัด เมื่อเปิดออก ในนั้นคือดินแดนมหัศจรรย์ที่มีพื้นที่กว้างหลายร้อยหมู่ แถมยังเป็นพื้นที่กว้างแบบที่ยังขยายต่อไปได้อีกเรื่อย ๆ ตามสมุนไพรที่ปลูกลงไปด้วย
ในนั้นมันคือสวนสมุนไพรแบบย่อส่วนของท่านอาจารย์ หากส่งจิตเข้าไป ด้านในจะเหมือนเป็นโลกขนาดเล็กอีกโลกหนึ่ง ซึ่งมีสวนสมุนไพรปลูกเอาไว้จำนวนมาก และมีที่เก็บสมุนไพรแยกเอาไว้ต่างหาก อีกทั้งสมุนไพรที่เก็บเอาไว้ในหีบหยกนี้ จะไม่เสียสรรพคุณของมันไป
ของวิเศษระดับสูงชิ้นนี้เธอจำได้ว่าท่านอาจารย์หวงนักหวงหนา เพราะมันเป็นของวิเศษที่ว่ากันว่าสร้างโดยเทพเซียน ใครก็ใช้ได้
ไม่นึกเลยว่าอาจารย์จะยอมมอบให้เธอได้ง่าย ๆ
และมันช่างเหมาะกับสถานการณ์ในตอนนี้เป็นที่สุด
เสียงจากอีกด้านหนึ่งยังคงดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ ดูเหมือนว่าออร์กพวกนั้นยังคงวุ่นวายตามหาเธออยู่ แต่หญิงสาวตอนนี้กำลังเร่งเก็บสมุนไพรทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
ไม่นานพื้นที่ทั้งหมดก็กลายมาเป็นพื้นที่โล่งเตียน
เธอไม่ลังเลที่จะนั่งขัดสมาธิ แล้วเริ่มบำเพ็ญ
เพราะผ่านมาแล้วหนึ่งชาติ ดังนั้นครั้งนี้ทุกอย่างย่อมง่ายดายกว่าเดิม
จางชิงเยียนค่อย ๆ รวบรวมปราณที่อยู่ในเกตแห่งนี้ คำถามมากมายที่เกิดขึ้นถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง
ปราณโดนชักนำไปตามจุดชีพจร ทะลวงเข้าไปทีละเส้น ทีละจุด จนหมุนวนไปทั่วทั้งตัว จากนั้นเธอก็ค่อย ๆ ชักนำมันให้หมุนไปเป็นสิบรอบ ร้อยรอบ
ใช้เวลาไปหนึ่งชั่วโมงเต็ม ๆ ดวงตาของเธอก็ลืมขึ้นมาอีกครั้ง
ทะลวงไปรวดเดียวที่ขั้นสร้างรากฐานขั้นกลางแล้ว!
รอแค่ยาที่จะช่วยเสริมปราณและทะลวงระดับเท่านั้น
พลังในตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน
เธอหงายฝ่ามือขึ้น จากนั้นก็เรียกอาวุธประจำตัวของร่างนี้ออกมา
เป็นกระบี่สีเงินเรียบ ๆ เล่มหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นหรืองดงามเป็นพิเศษ
คนบนโลกใบนี้ เมื่อเข้าสู่การตระหนักรู้ถึงพลังแล้ว ตัวเองจะมาพร้อมพลังแล้วก็สร้างอาวุธประจำตัวขึ้นมาเอง อาวุธนั้นจะซ่อนอยู่ในห้วงจิตของตน สามารถเรียกออกมาเมื่อไรก็ได้ และอาวุธเหล่านี้จะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของผู้ครอบครองมัน สามารถใช้แร่ที่พบเจอในเกตมาอัปเกรดความแข็งแกร่งให้อาวุธของตัวเองได้ และจะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะที่ตระหนักรู้ในศาสตร์การหลอมอาวุธเหล่านี้
แต่ฮันเตอร์ก็มีสิทธิ์ในการที่จะใช้หรือไม่ใช้อาวุธประจำตัวของตนได้เสมอ
กล่าวคือ ทุกคนไม่จำเป็นที่จะต้องใช้อาวุธที่ได้มาก็ได้ อยากจะไปหาอาวุธอื่น ๆ ที่เหมาะสมมาใช้ก็ได้เสมอเช่นเดียวกัน เพียงแต่อาวุธที่หามาใหม่นั้นจะเก็บเข้าไปในห้วงจิตไม่ได้ ต้องกระเตงไปไหนมาไหนเอาเอง
อาวุธเดิมของเธอคือหอก เธอตั้งชื่อให้มันว่า ‘หยินเหลย’ สายฟ้าสีเงิน
แต่พอไปที่โลกเซียนแล้วเธอก็จับกระบี่ตามอาจารย์
กลายเป็นว่าเธอชินกับการถือกระบี่มากกว่าหอกไปโดยปริยาย
มือของเธอจับด้ามกระบี่เอาไว้มั่น
ราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเธอมันไม่ใช่เรื่องบัญเอิญ
แต่ตอนนี้พลังของเธอยังกลับมาไม่เต็มร้อย อยู่เพียงแค่ขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น นับเป็นเด็กที่ยังไม่หัดเดินด้วยซ้ำไป
เอาตัวให้รอดออกจากเกตนี้ไปให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ในขณะที่คิดว่าจะหนีออกจากเกตนี้อย่างไร
เธอก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ดังแว่วออกมาจากด้านนอก
อีกด้านหนึ่งของเกต ทีมฮันเตอร์ใหม่ได้เข้ามาแล้ว พวกเขาได้รับรายงานว่าเกตเกิดการแปรผัน ทำให้ระดับของมันเพิ่มขึ้น ทีมฮันเตอร์อิสระบางส่วนหนีออกไปได้ และมีบางส่วนคาดว่าน่าจะเสียชีวิตในนี้
พวกเขา ฮันเตอร์จากกิลด์ ‘เพลิงพิพากษา’ จึงได้เข้ามาจัดการ
อันที่จริงต้องบอกว่าพอเป็นเกตแปรผันปุ๊บ หัวหน้ากิลด์ของพวกเขาก็พุ่งเข้ามาจัดการก่อนใคร
และเพียงไม่นานนัก พวกเขาก็ลุยมาจนถึงบอสใหญ่ของเกตได้อย่างไม่ยาก
แน่ละ ฮันเตอร์ระดับ SSS อย่าง ‘เซียวซีหยาง’ เสียอย่าง จัดการเกตระดับนี้ก็เหมือนกับการเดินเล่นทั่วไปเท่านั้น
เซียวซีหยางคือชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มดุดัน คิ้วพาดเฉียงเป็นรูปดาบ รับกับดวงตาเฉียบคมที่แฝงความดุดันเย็นชาเอาไว้เต็มเปี่ยม ใบหน้าของเขาทุกมุมราวกับถูกเสกสรรค์ปั้นแต่งมาด้วยฝีมือของเทพเจ้าแห่งความงดงาม ทุกองค์ประกอบ ปาก คอ คิ้ว คาง จมูก ตา เมื่อรวมกันแล้วส่งให้ใบหน้าของเขาหล่อเหลาเกินบรรยาย
กอปรกับรูปร่างสูง 188 เซนติเมตร หุ่นทรงสามเหลี่ยมคว่ำที่สมส่วนไปหมด ก็ยิ่งทำให้เขาราวกับเป็นเทพเจ้าที่ลงมาโปรดมวลมนุษย์
“นายจะมาเองทำไม ส่งทีมรองมาก็พอแล้ว”
จี้ซั่น ชายหนุ่มอีกคนพูดด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ แล้วก็บ่นต่อในใจ
เลยเดือดร้อนเขาต้องตามมาด้วย สาวที่เล็งไว้เลยอดไปตามนัดเลยแม่ง
แจ่มซะด้วยคนนั้น เต๊าะมาตั้งนาน
สายตาของเซียวซีหยางตวัดมองเพื่อน ซึ่งควบตำแหน่งรองหัวหน้ากิลด์ของตัวเองอย่างเย็นชาปนดุ
เมื่อเห็นแบบนั้นจี้ซั่นก็ยกมือขึ้นสองข้างทันทีอย่างยอมจำนน
“คร้าบ! คร้าบ! เจอเกตแปรผันที่ไหนต้องเคลียร์ก่อนคร้าบ กระผมทราบแล้วคร้าบ”
เซียวซีหยางปกติจะเลือกเคลียร์เกตระดับสูงเท่านั้น กล่าวคือ เขาจะสนใจเกตระดับ S ขึ้นไปเสมอ
หัวหน้ากิลด์เพลิงพิพากษาคนนี้เป็นฮันเตอร์ระดับ SSS ที่มีชื่อเสียง และถูกจัดอันดับว่ามีฝีมือเป็นอันดับหนึ่งของโลก เขามีทั้งฝีมือ ฐานะ หน้าตา ดังนั้นเขาจึงมีสิทธิ์ได้เลือก
แต่สิ่งที่จะทำให้เขาพุ่งตัวมาจัดการในทันที ก็คือเกตที่แปรผัน
ไม่ว่าจะแปรผันจากระดับใดมา ขอเพียงได้รับรายงานว่าเป็นเกตแปรผัน และเขาว่าง เจ้าตัวก็จะพุ่งตัวมาทันที
และครั้งนี้ก็เช่นกัน
ไม่รู้มีความหลังฝังใจอะไรนักหนา
เซียวซีหยางเห็นว่าเพื่อนไม่ถามแล้ว เขาก็เริ่มมองสำรวจไปรอบ ๆ แล้วหันมาสั่งการว่า
“ให้ทีมเคลียร์เข้ามา ตามหาทีมฮันเตอร์ก่อนหน้านั้นเถอะ”
“ครับผม!” จี้ซั่นทำท่าตะเบ๊ะอย่างแข็งขัน
ชายหนุ่มขี้เล่นคนนี้มีร่างกายที่สูงใหญ่ราวกับนักกีฬาเพาะกาย กล้ามเนื้อของเขาชัดเจน สูงประมาณ 185 เซนติเมตร หน้าตาหล่อเหลาประหนึ่งดาราตามพิมพ์นิยม ผมสีทองสว่างตัดสั้นทำให้เขาดูเป็นชายหนุ่มอารมณ์ดี
เซียวซีหยางเดินสำรวจไปโดยรอบ เผื่อว่าจะพบเจออะไรที่น่าสนใจ
เป็นตอนนั้นเองที่หอกหยินเหลยในมือของเขาสั่นไหวน้อย ๆ ทำให้ชายหนุ่มชะงักอย่างแปลกใจ
จนสายตาเขาไปสะดุดกับซอกถ้ำเล็ก ๆ ชายหนุ่มนิ่งมองเข้าไป
แล้วเขาก็แทรกตัวเข้าไปอย่างอยากรู้
จากนั้นก็พบเข้ากับร่างที่นอนจมกองเลือดอยู่
เขารีบเดินเข้าไปหาร่างนั้นทันที
“คุณ! คุณ!”
เมื่อตรวจสอบสัญญาณชีพแล้วว่ายังดีอยู่ และสำรวจแผลแล้วว่าไม่ได้ลึกอะไรมาก เขาก็ตัดสินใจจับเธอให้ขี่หลัง ให้แขนทั้งสองข้างของเธอพาดมาที่ด้านหน้าของเขา แขนแกร่งยึดต้นขาของเธอเอาไว้มั่น อีกข้างใช้หอกรองสะโพกของเธอเอาไว้
พาเธอเดินออกจากซอกถ้ำคับแคบนั้นอย่างระมัดระวัง
เมื่อจี้ซั่นเห็นว่าหัวหน้าเขาแบกคนเจ็บมา เขาก็รีบเข้าไปหา
“ให้ฉันพาออกไปหาหมอข้างนอกมั้ย”
“ไม่เป็นไร นายอยู่เคลียร์ในนี้ก็พอ ฉันจัดการเอง”
เซียวซีหยางไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมตัวเองดันรู้สึกว่าอยากจะเป็นคนส่งตัวของหญิงสาวคนนี้ให้หมอด้วยตัวเอง
จี้ซั่นยังไม่ทันได้รับรู้ถึงความผิดปกติ เพียงเข้าใจว่าเพื่อนคงกลัวจะสะเทือนบาดแผล หญิงสาวข้างหลังคงบาดเจ็บไม่เบาเลยทีเดียว แต่รอดมาได้ก็เก่งมากแล้วจริง ๆ
“โอเค งั้นมีอะไรก็ทิ้งข้อความเอาไว้ หรือให้ใครเข้ามาบอกฉันละกันนะ”
“อืม”
เมื่อออกมาจากเกตแล้ว เขาก็ส่งหญิงสาวคนนั้นให้ทีมแพทย์ที่รอสแตนด์บายอยู่ข้างนอกทันที
สายตาของเขามองตามรถพยาบาลไปนิ่ง ๆ
ความรู้สึกแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นกับหอกหายไปแล้ว
หัวหน้ากิลด์เพลิงพิพากษาถอนหายใจเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ไม่สนใจเลือดที่เปื้อนตามตัว เดินไปทางรถหรูราคาแปดหลักแพงระยับที่จอดอยู่ไม่ไกล
ขับออกไปจากสถานที่นี้ทันที
ในรถพยาบาล มีบุรุษพยาบาลกำลังทำแผลให้คนที่โดนอุ้มมาส่งอย่างขะมักเขม้น
หญิงสาวที่โดนอุ้มออกมาก็คือจางชิงเยียนนั่นเอง
เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาทีละน้อย พลางถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก
บ้าจริง แล้วทำไมฉันต้องหลบไอ้เด็กนั่นอย่างลุกลี้ลุกลนแบบนี้ด้วยนะ
ตอนที่เธอจับสัมผัสได้ว่าใครเป็นคนเข้ามาเคลียร์เกต เธอก็เฝ้ามองอยู่สักพัก จากนั้นก็คิดขึ้นเรื่องการสร้างแผลให้ตัวเองเพื่อที่จะออกจากเกตมาได้
เดิมทีกะจะทำตัวเป็นเหยื่อ มีแผลตามจุดนั้นจุดนี้เล็กน้อย แล้วแอบเนียนเพื่อออกไป
แต่คนดันเดินมาทางนี้ เธอเลยต้องแสร้งสลบเพราะเสียเลือดมาก
อาจจะเพราะไม่อยากสู้หน้าของชายหนุ่ม ที่เธอคุ้นเคยคนนี้ด้วยกระมัง
พอได้กลับมาอีกครั้ง ก็ไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้าอีกฝ่ายอย่างไรดี
เลยทำให้ตัวเองบาดเจ็บ จนโดนอุ้มออกมาอย่างที่เห็น
หญิงสาวถูกพามาถึงโรงพยาบาล ตรวจอาการต่าง ๆ แล้วก็ถูกพาไปยังห้องพักฟื้น
หมอบอกว่าเธออ่อนเพลียเพราะเสียเลือดมาก แต่ร่างกายฟื้นตัวได้ดี
เธอพูดขอบคุณหมอ และจงใจไม่รักษาแผลที่เธอทำขึ้นมาใหม่นี้ ให้เวลาผ่านไปสักสามสี่วัน หรือไม่ก็กลับบ้านก่อน แล้วค่อยใช้คาถารักษาแล้วกัน
นั่นก็เพราะจะได้อธิบายได้ว่าฮันเตอร์ต๊อกต๋อยอย่างเธอรอดมาได้ แต่ก็เจ็บหนักเหมือนกันนะ เพราะเสื้อผ้าเธอเปื้อนเลือดอยู่ก่อนแล้ว หากไม่มีแผลเลยจะโคตรผิดสังเกต
เมื่อได้อยู่คนเดียว เธอก็หยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา ปลดล็อกมันตามความทรงจำที่มีในหัว จากนั้นก็ส่งข้อความไปบอกที่บ้าน ว่าเธอปลอดภัยดีไม่ต้องเป็นห่วง อีกไม่กี่วันจะกลับบ้าน
แล้วก็นอนมองความมืดมิดยามค่ำคืนที่ค่อย ๆ ผ่านไป คิดอะไรมากมายในหัว
ความคิดของเธอก็มาหยุดที่ชายหนุ่มคนนั้น คนที่ในความทรงจำของเธอ รู้สึกราวกับว่าเรื่องราวระหว่างกันมันเพิ่งจะผ่านไปเมื่อวาน แต่มันก็เลือนรางอย่างน่าประหลาด
เด็กหนุ่มคนนั้นที่ดื้อรั้น ติดตามเธอราวกับหางน้อย ๆ
“เซียวซีหยาง ไอ้หนูเมื่อตอนนั้น 10 ปีแล้ว...นายเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ”
ดวงตาคู่สวยของจางชิงเยียนหลับตาลง รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก
เติบโตขึ้นมาได้ดีเลยนะ แถมยังหล่อมากด้วย
ละครหลังม่าน
จางชิงเยียน : โอ๊ะ! เจอคนรู้จัก /// ตกใจ รีบแกล้งตาย
เซียวซีหยาง : หืม อะไรผ่านหน้าไปแวบ ๆ /// มองไม่ทัน
จางชิงเยียน : ไม่เห็นฉัน ๆ ๆ /// หลับตาอธิษฐาน
เซียวซีหยาง : ...น้อยใจ /// ทำหน้าหงอย
จางชิงเยียน : เอ่อ... /// รู้สึกผิด

Writer's talk :
มาถึงก็เจิมตัวเองก่อนเลยน้องเอ๊ย 555 ดูวิบากดีแท้
ส่วนอดีตหมาเด็กในตอนนั้น ตอนนี้กายเป็นคนเท่ไปแล้วค่ะ
และใช่ค่ะ เขาคือพระเอก อิอิ เปิดตัวกันไปโลด
ยังไม่ได้ตรวจคำผิดนะคะ
รักมากนะ
