บทที่ 2 ครอบครัวจาง
บทที่ 2 ครอบครัวจาง

สามวันผ่านไป เธอออกจากโรงพยาบาลมาแล้วเรียบร้อย ทันทีที่ออกจากโรงพยาบาล ก็ใช้คาถารักษาตัวเองทันควัน แผลทุกอย่างบนร่างที่ทำเองหายสนิท
เธอขึ้นรถไฟฟ้ากลับไปที่บ้าน ลงที่สถานีนอกเมืองหลวง แล้วต่อรถบัส
บ้านของเธอหรือของร่างเดิมนี้อยู่ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ริมทะลที่ด้านนอกเมือง ไม่มีสถานีรถไฟฟ้ามาถึง จำเป็นต้องต่อรสบัสเข้ามาอีกประมาณ 20 นาทีจึงจะถึงบ้าน
หญิงสาวลงจากรถได้ ก็กวาดตามองหน้าตาของหมู่บ้านที่เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่เงียบสงบ ไม่มีตึกสูง ตึกที่สูงที่สุดของหมู่บ้านคือตึกที่มีสี่ชั้นซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ที่เรียงต่อกันที่ถนนหลักของหมู่บ้าน กระทั่งโรงแรมที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวยังไม่มีด้วยซ้ำ
ตามความทรงจำของเธอ ที่นี่ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ยาวนานอะไร แต่เป็นหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นมาใหม่เมื่อช่วงหลังจากที่เกตแตกเมื่อหลายปีมาแล้ว คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นคนที่มาจากพื้นที่อื่นเพื่อมาตั้งรกราก หลบหนีความวุ่นวาย เพราะตรงนี้ราคาที่ดินไม่แพงแถมยังพอจะใกล้เมืองหลวง
เช่นเดียวกับครอบครัวเธอ
เดิมทีครอบครัวของเธอไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่อยู่ค่อนไปในเมือง ทว่าเหตุการณ์ในช่วงที่เกตแตก พ่อของเธอเข้าต่อสู้กับมอนสเตอร์จนต้องพลีชีพ เงินชดเชยจากรัฐบาลและกิลด์ของพ่อที่มอบให้ ทำให้สามคนแม่ลูกต้องเขยิบออกมาใช้ชีวิตให้ไกลจากเมืองหลวงสักหน่อย แต่ก็ไม่ไกลจากโรงพยาบาลมากนัก เนื่องจากอาการป่วยของแม่ โรงเรียนของเธอและน้องชาย ทำให้มาจบลงตรงที่ดินเปล่าที่ต่อมาก็ถูกพัฒนาเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ที่นี่
เธอเดินมาถึงยังร้านเกี๊ยวที่มีชื่อร้านอย่างง่าย ๆ ว่า ‘เกี๊ยวบ้านจาง’
ตัวร้านเป็นตึกแถวสูงสามชั้น หน้าร้านกว้างหกเมตร ด้านล่างเปิดเป็นร้านเกี๊ยวและขายอาหารจานหลัก และอาหารกินเล่นหลายอย่าง ด้านบนเป็นที่พักอาศัยของคนในครอบครัว
ที่อยู่นี้ก็ได้มาจากเงินชดเชยก้อนนั้นนั่นแหละ แต่ปัจจุบันมันถูกจำนองไปไว้ที่ธนาคารแล้ว เพื่อนำเงินออกมาให้แม่รักษาตัว
สายตาของหญิงสาวเมื่อมาถึงร้าน สิ่งแรกที่เห็นก็คือหญิงวัยกลางคนที่มีหน้าตาทรุดโทรม รูปร่างซูบผอม ใต้ตาคล้ำเล็กน้อยจากอาการป่วย แต่ยังคงมีเค้าความงามของวัยสาวอย่างเต็มเปี่ยม เธอกำลังง่วนเตรียมผสมไส้เกี๊ยวสำหรับขายในวันนี้อยู่
จางชิงเยียนบอกไม่ถูกว่าความรู้สึกอย่างไรดี
ความรู้สึกของการต้องกลับมามีครอบครัวอีกครั้ง สำหรับเธอมันช่างเลือนรางมากเหลือเกิน
เลยบอกไม่ถูกว่ามันต้องรู้สึกดีหรือไม่
อย่างไรวิญญาณของเธอก็มาอาศัยร่างคนอื่นเขา แม้ว่าอีกฝ่ายจะสิ้นอายุขัยไปแน่นอนแล้ว บ่วงกรรมตัดขาด เหลือเพียงห่วงที่ยังตัดไม่ขาดก็เถอะ
ความรู้สึกเหมือนเธอมาชุบมือเปิบแบบนี้ช่างชวนให้กระอักกระอ่วนสิ้นดี
ถ้าอย่างนั้นเธอก็จะดูแลครอบครัวนี้ต่อให้ จนกว่าจะถึงวันที่ทุกคนได้พบกันอีกครั้งในยมโลกก็แล้วกันนะ
ในขณะที่ตัดสินใจได้แล้ว ขณะเดียวกันก็เป็นตอนที่แม่หันมาพอดี
หลี่มั่นเมื่อเห็นลูกสาวก็เผยริ้มยิ้มกว้าง สีหน้าที่ห่วงกังวลพลันสลายหายไป
“มาแล้วเหรอ ส่งข้อความมาบอกเล่นเอาแม่ห่วงลูกแทบแย่ หิวหรือยัง มากินอะไรก่อนสิ”
วูบหนึ่งหลี่มั่นมองลูกสาวก็รู้สึกถึงความเศร้าบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมาในอก ในใจวูบโหวง เจ็บปวดอย่างประหลาด จากนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว
แปลกเหลือเกิน
จางชิงเยียนยิ้มตอบกลับไป เป็นรอยยิ้มที่อีกฝ่ายคุ้นเคยดี
เรื่องบังเอิญอีกเรื่องก็คือ นอกจากหน้าตาที่เหมือนกันอย่างกับแกะ บุคลิกของเธอและร่างเดิมนี้คล้ายคลึงกันมากอย่างน่าประหลาด
“ออกจากโรงพยาบาลแล้วก็มาเลยค่ะ หิวแล้ว อยากกินเกี๊ยวฝีมือแม่แล้ว”
เธอเดินเข้าไปโอบเอวหลี่มั่นอย่างออดอ้อน
สายตาของคนเป็นแม่อ่อนโยนและรักใคร่ “รู้แล้ว ไปนั่งรอก่อนไป เดี๋ยวแม่ไปทำมาให้ เอาเกี๊ยวกุ้งเหมือนเดิมสินะ”
“ค่ะ” เธอยิ้มแป้นตาหยี ไปนั่งรอยังที่ประจำตามความทรงจำ
ตอนนี้เป็นเวลาสาย ร้านเกี๊ยวจะเปิดช่วงเที่ยงยาวไปจนถึงช่วงค่ำ จากนั้นก็จะปิดประมาณสามทุ่ม
ร้านเกี๊ยวนี้หาเงินได้พอประมาณ เพราะตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่ผู้คนไม่ได้พลุกพล่านอะไร คนที่มากิน นอกจากคนผ่านทางไม่กี่คนก็มีแค่คนในหมู่บ้านเท่านั้น ทำให้แม้จะมีลูกค้าประจำอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้หวือหวาโด่งดังขนาดนั้น อีกอย่างด้วยอาการป่วยของหลี่มั่น ทำให้ร้านเปิดได้ไม่สม่ำเสมอนัก ที่ร้านไม่มีลูกจ้าง ทุกอย่างหลี่มั่นและลูก ๆ ล้วนช่วยกันทำ
รายได้ดีบ้างแย่บ้าง แต่มันก็เป็นรายได้เพื่อเอามาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้
ไม่นานก็มีเกี๊ยวน้ำที่เบียดอัดมาในชามใหญ่ น้ำซุปใสมีน้ำมันลอยเล็กน้อยส่งกลิ่นหอมกรุ่น เธอยิ้มขอบคุณแม่ หยิบเอาน้ำมันพริกที่ผัดจนหอม กับจิ๊กโฉ่วเติมลงไปอย่างชำนาญ คนเบา ๆ แล้วเริ่มตักชิม
รสชาติเผ็ด หอม และความเปรี้ยวนิด ๆ จากจิ๊กโฉ่ว ช่วยเพิ่มประสาทสัมผัสในการรับรสได้ดีทีเดียว ยิ่งปนมากับน้ำซุปที่ออกหวานเล็กน้อยจากการเคี่ยวกับผักและกระดูกหมูมาอย่างยาวนาน ก็ยิ่งได้รสชาติที่เลิศล้ำ
เกี๊ยวกุ้งที่หนึ่งตัวก็มีกุ้งแทรกในนั้นหนึ่งตัวเช่นกัน เข้าปากก็กรอบเด้งเพราะความสดใหม่ บวกกับเนื้อหมูบดและผักที่ผสมเป็นไส้ ทำให้เกี๊ยวน้ำชามนี้อร่อยมากเป็นพิเศษ
นี่เป็นรสชาติที่เธอไม่ได้ลิ้มลองมาเนิ่นนานมากแล้ว
เพียงไม่นานเกี๊ยวน้ำก็หมดชามอย่างรวดเร็ว ไม่เหลือกระทั่งน้ำซุป
หลี่มั่นมองลูกสาวกินอย่างเอร็ดอร่อย เธอก็ยิ้มปลื้มใจ
“อร่อยเหมือนเดิมเลยค่ะ จริงสิ อาเหวินไปโรงเรียนแล้วเหรอคะ”
เธอถามหาน้องชายวัย 16 ปีของร่างนี้ เขากำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมที่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก
“ใช่ ออกไปตั้งแต่เช้าแล้วจ้ะ ลูกไปพักเถอะ ไม่ต้องมาช่วยแม่หรอก”
หลี่มั่นเอ่ยปากห้ามเมื่อเห็นว่าลูกสาวเดินเอาชามไปเก็บ ล้างมือแล้วเดินตรงมาช่วยเธอ
“ช่วยกันจะได้เสร็จเร็ว ๆ ไงคะ เดี๋ยวหนูไปเป็นเพื่อนแม่ฉายแสงเองนะ”
“ไม่ต้องหรอก มาเหนื่อย ๆ แม่ไปเองได้สบายมาก” หลี่มั่นยังปฏิเสธอีกครั้ง
เธอรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง โชคดีที่อาการที่เธอเป็น การให้คีโมเป็นสูตรที่ไม่ได้ทำให้ผมร่วง แต่มันก็ส่งผลกับร่างกายของเธอไม่น้อยเลย
แต่เธอต้องสู้ต่อไป เพราะลูก ๆ ทั้งสอง
เธออยากอยู่กับพวกเขา มองพวกเขาเติบโต ยังไม่อยากจากลูก ๆ เร็วเกินไปนัก
แต่ก็จนใจที่ค่าใช้จ่ายของบ้านตึงมือเหลือเกิน
ทำให้ลูกสาวที่น่ารักของเธอต้องไปเป็นฮันเตอร์ ไปเผชิญความเสี่ยง
บางครั้งเธอก็ท้อจนอยากยอมแพ้
แต่เมื่อมองหน้าลูก ๆ ทั้งสอง ก็ทำให้เธอตัดใจไม่ลง
เธอยังไม่อยากตาย
นั่นทำให้เธอจำต้องปล่อยให้ลูกสาวออกไปเป็นฮันเตอร์ เพื่อหาค่าใช้จ่ายมาช่วยที่บ้าน
หลี่มั่นค่อนข้างละอายใจ แต่ก็ปลื้มใจเช่นเดียวกัน
ลูกสาวของเธอเติบโตแล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูอยากจะไปเจอหมอด้วย อยากรู้ว่าตอนนี้แม่เป็นยังไงบ้าง อีกอย่างพรุ่งนี้เงินจากการเข้าเกตน่าจะเข้าแล้ว จะได้เอาไปจ่ายส่วนที่ค้างเอาไว้ด้วย” จางชิงเยียนทบทวนความทรงจำในหัว แล้วเธอก็ค้นพบว่าเธอยังมีเงินค้างจ่ายโรงพยาบาลอยู่อีกก้อนหนึ่ง ขนาดใช้ฐานะฮันเตอร์ของตัวเองเป็นส่วนลดค่าใช้จ่ายแล้ว แต่ก็ยังมีหนี้อยู่อีกหลักหลายแสนหยวนเลยทีเดียว
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ สีหน้าของหลี่มั่นก็สลดลง
“แม่ขอโทษนะลูก แม่...”
เมื่อเผลอพูดให้แม่คิดมาก จางชิงเยียนก็ยื่นมือไปจับมือแม่เอาไว้
“ไม่เป็นไรค่ะแม่ อย่าคิดมากนะ หนูอยากให้แม่อยู่กับหนูนาน ๆ การมีชีวิตอยู่ถึงจะได้เห็นโลกที่งดงาม อีกอย่างแม่ไม่ได้เห็นหนูแต่งงาน หรืออาเหวินแต่งงานเหรอ ดังนั้นอย่าคิดลบ ขอเพียงมีชีวิต เงินเท่าไรก็หามาได้ทั้งนั้น”
หลี่มั่นมองลูกสาว จากนั้นก็ยิ้ม
“แม่รู้แล้ว”
ทั้งสองคนแม่ลูกช่วยกันทำเกี๊ยว พลางคุยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ กันไปมา ไม่นานก็มีเสียงหัวเราะเบา ๆ พาให้บรรยากาศอบอุ่นขึ้น
จางชิงเยียนขึ้นมานอนพักยังห้องนอนของตัวเองที่ชั้นสาม ตรงข้าม เธอคือห้องของน้องชาย ส่วนแม่พักอยู่ที่ชั้นสอง เพราะจะได้เดินขึ้นลงบันไดได้สะดวก ไม่เหน็ดเหนื่อยเป็นภาระกับร่างกายมากจนเกินไป
ห้องของเธอมีขนาดกว้างห้าเมตรคูณห้าเมตร มีห้องน้ำในตัว นับว่าไม่เล็กไม่ใหญ่ อยู่ได้สบายมาก
ด้านในตกแต่งอย่างเรียบง่ายโทนสีขาว ครีม น้ำตาล เตียงวางชิดมุมมีหน้าต่างที่มองเห็นวิวทะเล มีโต๊ะเขียนหนังสืออยู่ข้างเตียง มีโน้ตบุ๊กยี่ห้อที่ตกรุ่นไปหลายปีแล้ววางอยู่ ถัดมาคือชั้นหนังสือ ที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นหนังสือเรียนมัธยมไม่กี่เล่ม แล้ววางพวกตุ๊กตาน่ารักกับกรอบรูปเอาไว้
ดูเป็นห้องสาวน้อยช่างฝันคนหนึ่ง แต่ไม่ได้มีการตกแต่งที่แฟนซีอะไรมากนัก ดูสบายตาน่ามอง
เตียงควีนไซส์น่านอนจัดเอาไว้แล้ว มันชวนให้เธอนอนลงไปอย่างยิ่ง
แต่เธอเลือกที่จะนั่งลงที่โต๊ะแล้วเริ่มเปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมา
แล้วค้นหาข้อมูลของช่วงเวลาที่ผ่านมาของโลกใบนี้
เธอจดจำได้จากความทรงจำว่าหลังจากวันที่เธอพลีชีพวันนั้น เวลาผ่านมาแล้ว 10 ปี
ช่างน่าตกใจเหลือเกิน
หมายความว่าตอนนี้ร่างนี้มีอายุ 19 ปี แต่ว่าเจ้าเด็กคนนั้นในวันนั้นมีอายุได้น่าจะ...32 ปีแล้วมั้ง
ว้าว! เธอไปผจญภัยที่โลกเซียนมาตั้งนาน แต่เวลาเพิ่งจะผ่านไปเท่านี้เองเหรอเนี่ย
แต่หญิงสาวไม่ได้ประหลาดใจมากนัก เพราะว่าตั้งแต่ที่ได้บำเพ็ญ เธอก็เข้าใจอะไรมากขึ้นเยอะ และเข้าใจเรื่องความต่างของเวลาและมิติเวลาอย่างมาก มันเกี่ยวพันกับมรรคาและพลังแห่งจักรวาล
ท่านอาจารย์สุดหล่อต้องภูมิใจในความเข้าใจของเธอแน่ ๆ
สายตาคู่สวยของเธอกวาดตาอ่าน
ข่าวต่าง ๆ มากมายเริ่มผ่านตา เกตนั้นถูกเคลียร์ เกตนี้แตก สุดท้ายแล้วมันก็เป็นเรื่องเดิม ๆ
มีเพียงกิลด์เพลิงพิพากษาที่ตอนนี้เซียวซีหยางขึ้นเป็นหัวหน้ากิลด์
กิลด์ใหม่ที่ตั้งขึ้นหลังจากที่เธอจากไป
ตัวเธอหรือลู่ซือเยียนก็กลายเป็นตำนานของโลกใบนี้ไปแล้ว ฉากของการต่อสู้ในวันนั้นถูกบันทึกเอาไว้จากมุมไกล ๆ
เธอมองคลิปที่ถ่ายจากมุมกล้องไกล ๆ แล้วซูมเข้า เลยยังมีความคมชัดพอประมาณ เมื่อเห็นทุกอย่างก็ต้องมุมปากกระตุก
“มุมนี้ทำไมฉันดูอ้วนจัง พุงหมาน้อยออกแล้ว เออ วันนั้นเพิ่งไปกินหม้อไฟมานี่หว่า”
“โอ๊ย! ตอนนั้นทำไมเคลื่อนไหวแปลก ๆ แบบนั้น ไม่เท่เลย”
“นั่น! หัวกระเซิงขั้นสุด หน้าสดไม่พอ จังหวะนั่นผมปลิวปิดหน้าด้วย แถมผมยังไม่ได้เซต ฮือ! ดีนะไม่เห็นหงอก”
สุดท้ายเธอทนดูได้ไม่นาน ก็ปิดไปเพราะรับความจริงไม่ได้
ความจริงที่ว่าวันนั้นเกตแตกตอนที่เธอเพิ่งจะกินหม้อไฟร้านเด็ดมา ปากยังไม่ทันได้เช็ดน้ำมันพริกที่เปรอะออก หน้าก็สด ผมยังไม่ได้เซต ก็ต้องบึ่งไปจัดการเกตแปรผันเสียแล้ว แถมยังตายอนาถเสียด้วย
ออกจะน่าอายไปหน่อย
“โอย! หมดกันฉากในตำนาน ฮันเตอร์ปากเปรอะน้ำมันพริก ไอ้มังกรเวร! แกกับฉันถ้าได้เจอกันอีกจะโดนจองเวรแน่!”
หญิงสาวอาฆาตเจ้ามังกรตัวร้ายในคลิป จากนั้นก็นั่งอ่านข่าวอื่น ๆ ต่อไป
สุดท้ายก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่
เวลาผ่านมาเนิ่นนานขนาดนี้แล้วจริง ๆ
เธอมานั่งวิเคราะห์ว่าสาเหตุที่เธอทะลุมิติกลับมาในร่างใหม่นี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่
พลังปราณที่รู้สึกได้ในเกตมันมาได้อย่างไร
ทำไมมีสมุนไพรของโลกปราณมาอยู่ในเกตได้
เมื่อทบทวนความทรงจำดี ๆ ก็พบว่าสมุนไพรทั้งหลายที่ได้พบเจอมาในชีวิตที่แล้ว ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสมุนไพรปราณทั้งสิ้น
“น่าสนใจ” เธอพึมพำ
ทฤษฎีที่ว่าโลกนี้คือหนึ่งในสามพันโลกของมหาสหัสภพเริ่มมีภาพที่ชัดเจน
ความบังเอิญที่เกิดขึ้นกับเธอ...
บังเอิญว่าตายแล้วไปแดนเซียน
บังเอิญว่าคิดบาปแทะโลมท่านอาจารย์เลยโดนสวรรค์ลงทัณฑ์
บังเอิญว่าวิญญาณกลับมาโลกเดิม
แล้วดันบังเอิญเข้าร่างที่มีชื่อเดียวกันเป๊ะ บุคลิกลักษณะก็คล้ายกันจนเกือบเป๊ะ
ไม่สิ ครั้งหนึ่งเรียกว่าบังเอิญ สองครั้งก็พอจะเป็นไปได้ ครั้งที่สามที่สี่นี่มันไม่ใช่แล้ว
ดวงตาของเซียนสาวหรี่ลง
ต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่นอน อาจจะเป็นแรงกรรม หรือพลังอำนาจพิเศษของอะไรบางอย่างที่ฉุดดึงเธอไปมาแบบนี้
แต่ให้คิดตอนนี้เธอก็คงคิดไม่ออก
สลัดเรื่องที่คิดไม่ออกออกไปจากสมองก่อน
“โฟกัสเรื่องที่สำคัญตอนนี้ก่อน รักษาแม่ เรื่องเงิน”
เรื่องการรักษาหลี่มั่น เธอแอบจับชีพจรของแม่มาแล้ว พบว่าอาการยังอยู่ในช่วงกลาง ๆ ระหว่างทรงกับทรุด
นี่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ เพราะมีสูตรยาในหัวอยู่แล้ว
ขอเพียงได้สมุนไพรมามากพอ ก็จัดการปรุงยาครอบจักรวาลสูตรจากแดนเซียนรักษาแม่ได้ไม่ยาก
เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอก็ใช้ไอดีฮันเตอร์ของตัวเอง ล็อกอินเข้าสู่ไซต์ของฮันเตอร์ เพื่อเข้าสู่ตลาดแลกเปลี่ยนกลาง
เว็บไซต์ที่ซึ่งรวบรวมข่าวสารทั้งหลายของเกต กระทั่งตั้งกระทู้เพื่อหาทีม ที่เป็นไฮไลต์เลยก็คือตลาดแลกเปลี่ยนกลางที่มีธนาคารระดับโลกมารองรับการทำธุรกรรม
เธอเข้าไปสอดส่องเพื่อมองหาสมุนไพรที่ต้องการ
มีบางส่วนที่เป็นสมุนไพรปกติ และมีสมุนไพรบางตัวที่ต้องมาจากเกต
ส่วนเรื่องการปรุงยา
ในถุงเฉียนคุนของท่านอาจารย์ นอกจากหีบสมุนไพรแล้ว ย่อมต้องมีเตาปรุงยามาด้วยอยู่แล้ว
สมกับเป็นท่านอาจารย์ที่รักของเธอเหลือเกิน
ดังนั้นการปรุงยาไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากคือวัตถุดิบ
เพราะของที่อยู่ในถุงเฉียนคุนหลายอย่างไม่อาจนำมาใช้ได้ในตอนนี้ เพราะฤทธิ์ที่แรงจนเกินไป หรือมีอานุภาพมากเกินไป และพลังของเธอก็ยังควบคุมไม่ไหว
แต่หากว่าเร่งบำเพ็ญให้มากเข้า เพิ่มพลังตัวเอง สิ่งของด้านในจะมีผลประโยชน์ให้เธออย่างมหาศาล
จางชิงเยียนกดเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ
ไม่นานเธอก็เจอแล้ว
“โห! ราคา”
เธออดอุทานออกมาไม่ได้
ราคาสูงมากถึงหกหลักต่อกรัม แล้วเธอต้องใช้ตั้งหลายกรัม อย่างไรก็ต้องใช้เงินเป็นล้าน
หากเป็นก่อนหน้านั้น ราคาเท่านี้ไม่ระคายขนหน้าแข้ง แต่ตอนนี้เธอเป็นคนใหม่แล้ว ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวเธอคนเดิมเลย อีกทั้งสถานการณ์การเงินของบ้านเธอก็รู้ดี
สรุปคือเธอจนนั่นแหละ
ดวงตาของหญิงสาวหรี่ลงอย่างครุ่นคิด
หาเงินจากไหนได้อีกนะ
จางชิงเยียนมองไปยังหม้อปรุงยาวิเศษ
เป็นอีกครั้งที่เธอละวางความคิดที่ยังคิดไม่ออกไปจากหัว
จางชิงเยียนเป็นคนแบบนี้ อะไรที่เธอคิดไม่ออก หาคำตอบไม่เจอ เธอมักจะเลือกวางมันไว้ข้างหลังก่อนเสมอ เว้นแต่สิ่งเหล่านั้นอาจจะก่อปัญหาให้เธอ ถ้าไม่อย่างนั้นเธอก็เลือกที่จะปล่อยวางมันลง
ไม่คิดไม่ปวดหัว คิดออกค่อยมาแก้ไข
เธอหันมาครุ่นคิดถึงปัจจุบันก่อน
“ปัญหาคือเรื่องเงินสินะ”
หญิงสาวเคาะนิ้วกับโต๊ะเป็นจังหวะไปมา
ในหัวนึกไปถึงหญ้าปราณที่ได้มาก่อนหน้านั้น
“ตอนนี้เราอยู่สร้างรากฐาน ไม่ใช่ทุกเกตที่จะมีเวลาให้ได้นั่งบำเพ็ญเพียร ยิ่งระดับพลังสูงก็ยิ่งต้องนั่งบำเพ็ญนานมาก ยังไงก็ต้องพึ่งยา เอาหญ้าปราณมาปรุงยาก่อน ทะลวงขั้น แล้วไปยังเกตระดับที่สูงขึ้นเพื่อที่จะหาสมุนไพรออกมาปรุงยา แล้ว...เอาไปขาย”
เธอพึมพำกับตัวเอง
พลังของฮันเตอร์สามารถพัฒนาได้ แต่คนที่สามารถยกระดับพลังของตัวเองได้ในโลกใบนี้กลับมีไม่มากนัก
นั่นก็เพราะว่าความลับเรื่องการพัฒนาพลังยังไม่ได้รับการค้นพบอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่าสามารถพัฒนาได้ ทุกคนอาศัยโชคในการเลื่อนระดับ และมองหาตัวช่วย
ทุกวันนี้ทุกคนจะมองหาสมุนไพรจากเกตที่ชื่อว่า ‘ดอกไม้พลังวิวัฒน์’ เพราะเคยมีฮันเตอร์ที่ได้กินเข้าไปค้นพบว่าพลังของตัวเองฟื้นคืน แถมเมื่อกลับออกมาจากเกต ระดับพลังของเขาก็เพิ่มขึ้นถึงหนึ่งระดับในทีเดียว
เจ้าดอกไม้นี้หายากขั้นสุด และราคาแพงระยับอย่างน่าขนหัวลุก
ซึ่งเมื่อจางชิงเยียนได้มองภาพของสมุนไพรนั้น เธอก็พลันคุ้นเคยขึ้นมาอีกรอบ
“นี่มันดอกทะลวงปราณชัด ๆ อืม เริ่มเข้าเค้าแฮะ แถมแพงจัด”
ราคาเพียงหนึ่งดอกเล็ก ๆ ก็สูงถึงแปดหลักแล้ว
ดอกทะลวงปราณในแดนเซียนคือพืชวิเศษที่สามารถนำมาทำยาทะลวงปราณ เอาไว้ใช้ทะลวงคอขวดเพื่อก้าวเข้าสู่ขั้นใหญ่ได้
ทว่าในแดนเซียนเจ้าดอกทะลวงปราณนี้กลับสามัญมาก เพราะว่าตัวมันสามารถใช้ได้จนถึงขั้นแปรวิญญาณเท่านั้น
ขั้นบำเพ็ญแยกตามระดับต่ำไปสูงคือ ขั้นสร้างรากฐาน หลอมแก่น รวมปราณ แปรวิญญาณ หลอมสุญตา รวมร่าง มหายาน ฝ่าเคราะห์ และทะยานเซียน
แต่ละขั้นแบ่งเป็นเก้าขั้นย่อย แต่ละขั้นย่อยแยกเป็นสามระดับคือขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง และยังมีขั้นที่เตรียมทะลวงคอขวด เรียกว่าขั้นสมบูรณ์
หากให้เธอเทียบจากความเข้าใจ หากบำเพ็ญถึงขั้นรวมปราณขั้นปลายได้น่าจะมีพลังประมาณฮันเตอร์ระดับ S ทั้ง ๆ ที่ขั้นรวมปราณในแดนเซียนยังไม่นับเป็นอะไรได้
ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่แปลกที่จะมีคนใฝ่หาเจ้าสิ่งนี้
“งั้นคงต้องหาทางเอายาไปขาย หรือหาสมุนไพรไปขาย โอเค ตามนี้ ตอนนี้ปรุงยาปราณก่อน”
เมื่อสรุปได้ตามนี้ เธอก็เก็บโน้ตบุ๊กไปอีกทางอย่างรวดเร็ว แล้วใช้พลังนำเอาเตาปรุงยาออกมาวางตรงหน้า
เนื่องจากเป็นเตาปรุงยาพิเศษ ทำจากเหล็กสวรรค์ มีคุณสมบัติขยายตัวหรือย่อตัวได้ตามดวงจิตของผู้ใช้ ทำให้เธอสามารถเอาเจ้าเตานี้วางลงบนโต๊ะได้
เตาปรุงยานี้เธอคุ้นเคยได้และใช้เป็น เนื่องจากเธอก็มีเตาประมาณนี้อยู่เตาหนึ่ง
แต่ของทั้งหมดของเธอไม่ได้ตามมาด้วย ที่ตามมาดันเป็นถุงเฉียนคุนของท่านอาจารย์
มีเท่าไรก็ใช้เท่านั้น
จางชิงเยียนนำเอาหญ้าปราณออกมา ด้วยตบะของเธอตอนนี้ ยังสามารถปรุงยาช่วยบำเพ็ญระตับต่ำได้สบายมาก และด้วยความเข้าใจของเธอต่อการบำเพ็ญ แค่ขั้นสร้างรากฐาน ยังไม่ถึงขั้นต้องการยามาช่วยทะลวงคอขวดแต่อย่างใด ขอเพียงพลังปราณมากพอ นั่นก็เพียงพอแล้ว
เธอใช้พลังปราณธาตุไฟกระตุ้นเพลิงวิเศษของหม้อ ไม่มีไอร้อนออกมาแต่อย่างใด เพราะหม้อนี้ได้วางค่ายกลกันความร้อนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แม้กระทั่งไอปราณก็ไม่เล็ดลอดออกมา
จากนั้นก็ใช้พลังปราณธาตุพืชชำระหญ้าปราณ ตอนนี้ต้นหญ้าที่ดูธรรมดาเริ่มเปล่งประกายและส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกมา
เธอโยนมันลงไปในหม้อทันทีหลายต้น
แล้วจากนั้นก็เพียงปิดฝาหม้อ ใช้ปราณเพลิงควบคุมระดับไฟ ปล่อยให้มันหลอมตัวเองไปทั้งแบบนั้น
ประมาณสองชั่วโมงต่อมา ไฟก็ดับลง
เธอเปิดฝาหม้อออก ควันลอยเอื่อย ๆ จากปากหม้อ จากนั้นเม็ดยาสีเขียวราวกับหยกก็ลอยขึ้นมาเองจากหม้อห้าเม็ด กลิ่นหอมจากหญ้าปราณที่เดิมทีหอมอ่อน ๆ ตอนนี้มันเข้มข้นมากยิ่งขึ้นทันใด
นี่แหละคือความหมายของการปรุงโอสถ
การกลั่นสกัดสมุนไพรวิเศษให้มีฤทธิ์เข้มข้นมากยิ่งขึ้น
เธอยิ้มออกมาอย่างพอใจ
“นับว่าที่อาจารย์เคี่ยวเข็ญเรามันไม่เสียเปล่าแฮะ”
เธอใช้พลังปราณรับเอายาที่ยังร้อนอยู่มาไว้ในฝ่ามือ
แล้วก็ไม่รอช้า เธอขึ้นไปนั่งบนเตียง ขัดสมาธิ แล้วเริ่มเข้าฌาณทันที
ยาที่อยู่บนฝ่ามือลอยขึ้นมาหนึ่งเม็ด เธอไม่ได้กินเข้าไป แต่ยาที่ลอยอยู่นั้นค่อย ๆ สลายเป็นผงแล้วเข้าสู่ร่างกายของเธอผ่านการชักนำของปราณ
เธอรู้สึกได้ถึงพลังขุมหนึ่งที่เย็นสบายและมากมายมหาศาล ก็รีบชักนำมันไปตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย
ยาที่ปรุงออกมาค่อย ๆ ลอยมาตรงหน้า แล้วโดนดูดซับไปทีละเม็ด นี่เป็นวิธีการที่จะทำให้ยาเกิดประสิทธิผลสูงสุด
การกินเข้าไปก็ช่วยได้ แต่หากใช้ปราณดูดซับโดยตรงจะยอดเยี่ยมกว่า
เมื่อครบห้าเม็ดแล้ว ตอนนี้ก็เป็นตอนที่หญิงสาวจะเริ่มทะลวงขั้นแล้ว
จากขั้นสร้างรากฐานไปยังขั้นหลอมแก่นปราณ
ตัวเธอตอนนี้มีเหงื่อที่ปะปนมากับของเสียที่ร่างกายขับออกมาเล็กน้อย แล้วมันก็ค่อย ๆ เพิ่มมากยิ่งขึ้น
จนกระทั่งในตอนที่ผ่านไปแล้วเกือบสามชั่วโมง เธอก็เหมือนได้ยินเสียงดังปังในร่าง
ดวงตาคู่สวยเปิดขึ้นทันที
เธอทะลวงระดับแล้วเรียบร้อย
พลังปราณในร่างไหลวนอย่างลื่นไหล รู้สึกสบายตัวอย่างมาก
จากนั้นก็มีเสียงเคาะประตู
“พี่! ออกมากินข้าวเย็นได้แล้ว! แม่ให้มาตาม”
เป็นเสียงของน้องชายเธอนั่นเอง
เธอขานรับอย่างรวดเร็ว
“โอเค! ขออาบน้ำแป๊บนึงเดี๋ยวลงไป”
เธอมองตัวเองในกระจก แล้วพิจารณา
หน้าตาของตัวเองในโลกใบนี้ก็เหมือนกับหน้าตาของตัวเองในโลกเซียน หลังจากที่ทะลวงระดับแล้ว ใบหน้านี้ก็เริ่มทำให้เธอรู้สึกว่าเป็นตัวเองมากกว่าเดิม
ไม่น่าใช่ความบังเอิญแล้ว
แต่ไม่มีเวลาให้คิดมากไปกว่านี้ เธอรีบชำระคราบของเสียตามเนื้อตัว เนื่องจากไม่มีเวลา เลยใช้คาถาชำระกับที่นอนไปก่อน แล้วรีบลงไปกินอาหารมื้อแรกสำหรับเธอ กับครอบครัวใหม่
‘วางใจได้นะจางชิงเยียนคนนั้น ฉันจะดูแลครอบครัวของเธอให้ดี ๆ’
ละครหลังม่าน
หลี่มั่น : เหมือนลูกสาวจะแปลกไปแต่ไม่รู้ว่าแปลกตรงไหน /// มอง
จางชิงเยียน : แปลกตรงไหน ไม่มี๊! /// หลุกหลิกล่อกแล่ก
หลี่มั่น : รู้แล้ว! สวยขึ้น /// ยิ้มหวาน
จางชิงเยียน : ...โล่งไป /// แอบลูบอกอย่างโล่งใจ

Writer's talk :
ชาตินี้น้องมีครอบครัวด้วยค่ะ แต่ดูทรงแล้วลำบากน่าดูเลยทีเดียว
ส่วนนายอดีตหมาเด็กคนนั้นน่ะ ดูเหมือนว่านายจะแก่แล้วนะ โฮะ ๆ ๆ
ยังไม่ได้ตรวจคำผิดนะคะ
รักสุด
