LNCrawler

บทที่ 5 หม่าฝู

เมื่อฮันเตอร์ Sss เกิดใหม่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 5 หม่าฝู

d54dfc0694018f824732ac7221185846.jpg

 

จางชิงเยียนเดินทางกลับมาถึงบ้านในวันต่อมาทันที หลังจากที่ทักทายแม่และน้องชาย เธอก็เก็บตัวปรุงยาอยู่ในห้องอย่างขะมักเขม้น ส่วนผสมของยาไม่ใช่เพียงแค่รากปราณ แต่ยังมีดอกทะลวงปราณ และสมุนไพรอื่น ๆ ที่ได้มา เพื่อให้แน่ใจได้ว่าผู้ที่ได้กินยานี้เข้าไปจะได้รับพลังที่เพิ่มขึ้นมากพอจนทะลวงระดับขั้นของฮันเตอร์ได้

ทว่าตอนนี้เธอค้นพบว่าตัวเองกำลังมีปัญหาใหญ่

สายตาคู่สวยมองเม็ดยามากมายที่วางตรงหน้า กอดอก เอียงคออย่างครุ่นคิด

เธอกำลังคิดว่า แล้วเธอจะขายยาเหล่านี้ได้อย่างไร โดยที่ไม่ต้องเปิดเผยตัวเอง

ทำไมต้องปิด

เพราะเธอรู้ดีว่ายานี้สำคัญอย่างไร ขอเพียงมันเข้าสู่ตลาด คนต้องบ้าคลั่งเพราะมันแน่นอน

มีฮันเตอร์จำนวนหนึ่งที่เมื่อเวลาผ่านไป พลังของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นเองตามกาลเวลา แต่ก็มีฮันเตอร์จำนวนมากที่ตลอดทั้งชีวิต พวกเขาไม่สามารถพัฒนาพลังของตัวเองได้

แล้วหากว่าจู่ ๆ ก็มียาที่ทำให้พวกเขาสามารถเลื่อนระดับพลังได้ขึ้นมาล่ะ

ตลาดแตกแน่นอน

แค่คิดก็วุ่นวายแล้ว

เธอต้องการที่จะร่ำรวยเงียบ ๆ แบบที่ไม่มีใครสามารถรับรู้ได้

สุดท้ายเธอจึงได้ตัดสินใจเอาขวดกระเบื้องที่ซื้อเอาไว้ก่อนหน้านั้นออกมา แบ่งใส่ยาเพิ่มระดับปราณเข้าไปขวดละ 3 เม็ด เพียงหนึ่งขวดก็เพียงพอแล้วที่จะรับรู้ได้ถึงพลังที่เปลี่ยนแปลงไป และยกระดับพลังขึ้นมาได้หนึ่งระดับเป็นอย่างน้อย กับพวกที่ระดับพลังต่ำ จะได้ผลดีกว่าระดับที่สูงขึ้นไป

เธอเสริมความเข้มข้นของตัวยา เพิ่มสมุนไพรที่ช่วงทะลวงจุดต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่ายาจะไม่ได้ผล

ท่านอาจารย์คนหล่อจะต้องภูมิใจในตัวเธอแน่นอน

ส่วนยาของแม่ เธอตั้งใจว่าจะใช้วิธีการอื่น อาจจะทำเป็นเหมือนน้ำสมุนไพรให้ดื่มแทน เพราะหากทำเป็นยาเม็ดแบบลูกกลอนไป เกรงว่าแม่ของเธอต้องสงสัยมากแน่

เมื่อนำยาเพิ่มปราณแบ่งใส่ขวดแล้ว ก็พบว่าได้มามากถึง 200 ขวด ยังมียาทะลวงปราณเข้มข้นที่ปรุงแยกต่างหากที่มีมากถึง 50 ขวด เป็นยาที่ช่วยทะลวงระดับขั้นสูงกว่าระดับ B โดยเฉพาะ ซึ่งยาแบบหลังนี้ เธอจะเก็บเอาไว้ก่อน แล้วค่อยชั่งใจอีกครั้งว่าจะขายดีหรือไม่

เธอเก็บเอาไว้สำหรับตัวเองแล้วบางส่วน นับว่าเพียงพอ

ตอนนี้กลับมาสู่ปัญหาที่ว่าเธอจะเอาไปขายที่ไหน

ในหัวของเธอตอนนี้กำลังคิดถึงสถานที่แห่งหนึ่ง

นิ้วมือเรียวสวยเคาะลงบนโต๊ะไปมา เธอกำลังครุ่นคิด

“ลองไปที่ตลาดมืดสักหน่อยแล้วกัน”

จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงของแม่เรียกเธอที่ด้านล่าง

“อาเยียน ลงมากินข้าว!”

“ค่ะ!” เธอตอบรับ เก็บยาทั้งหมดเข้าไปในถุงเฉียนคุน แล้วก็นำเอายารักษาอาการของแม่ลงไปด้วย

หลี่มั่นเห็นว่าลูกสาวลงมาแล้วเธอก็ยิ้มให้

จางชิงเยียนเดินไปตบไหล่น้องชายอย่างที่ชอบทำ แล้วนั่งลงไปห่างจากเขาไม่มากนัก

“ทำไมครั้งนี้ไปแป๊บเดียวเอง” น้องชายถามอย่างสงสัย

“พี่เก่งไง เลยจัดการได้เร็ว” เธอยักคิ้วให้น้อง โอ้อวดอย่างหน้าไม่อาย

จางป๋อเหวินกลอกตาเบ้ปากใส่ “โอเค”

“เดี๋ยวเถอะ ทำหน้าอย่างนั้นหมายความว่าไง ไม่เชื่อเหรอ” เธอขึงตาใส่น้องชาย

“ก็นึกว่าเขาไล่กลับมา” จางป๋อเหวินพูดยิ้ม

“หึ! ฝีมือระดับนี้แล้ว” เธอทำท่ายืดอก

“คร้าบ ๆ พี่สาวคนเก่ง” เด็กหนุ่มไม่คิดเถียงแล้ว เพราะตอนนี้เขาลุกไปช่วยแม่ยกอาหารจากในครัวออกมาวางทีละจาน

จางชิงเยียนก็ลุกขึ้นไปช่วยด้วย

กลิ่นหอมของอาหารทำให้ทุกอย่างสงบลงทันใด ไม่นานครอบครัวก็มานั่งล้อมวงกินอาหารกัน

หลี่มั่นมองลูกสาวบ่อยครั้ง นานเข้าหญิงสาวก็มองแม่แล้วถาม

“มีอะไรเหรอคะแม่”

“คือว่า เมื่อวานลุงโทรมาน่ะ” หลี่มั่นมีสีหน้าลำบากใจมาก แต่สุดท้ายเธอก็ต้องพูดเรื่องนี้ให้ลูกสาวฟัง

ครอบครัวของเราเคยคุยกันแล้วว่าจะไม่แบกรับอะไรเพียงลำพัง ดังนั้นพวกเขาจะคุยกันทุกเรื่อง

เด็กหนุ่มเงยหน้าจากถ้วยข้าวทันที

“ตอนไหน ทำไมแม่ไม่บอกผม?”

“แม่แค่รอให้พี่สาวเรากลับมาก่อนแล้วค่อยคุยทีเดียวน่ะสิ” หลี่มั่นพูดไปด้วยตักอาหารให้ลูกชายกับลูกสาวไปด้วย สีหน้าของคนเป็นแม่มีสีหน้าหนักใจแต่ไม่ได้เป็นทุกข์ขนาดนั้น

“มีอะไรเหรอคะ” เธอถาม

“เฮ้อ! ลุงเราบอกว่าช่วงนี้เขาต้องการเงินเพื่อให้ลูกสาวลุง อาลี่น่ะเข้ามหาวิทยาลัย ต้องใช้เงินเร่งด่วน เขาเลยมาเร่งรัดเอากับเรา บอกว่าให้จ่ายเงินต้นให้เขาบ้าง แต่แม่ก็บอกไปแล้วว่าตอนนี้เราไม่มี อีกอย่างเราก็เพิ่งจะจ่ายดอกไป จะเอาที่ไหนมาให้” หลี่มั่นถอนหายใจอย่างหนักใจ

“ไม่ต้องกังวลนะแม่ หนูเพิ่งกลับจากเกต ได้ของมาขายไม่น้อยเลย เดี๋ยวพร่งนี้หนูจะเอาของไปฝากขายที่สมาคม น่าจะได้เงินมามากพอที่จะเอาไปใช้หนี้ของลุงค่ะ” เธอรีบบอกเพื่อไม่ให้แม่ต้องกังวลใจ

“จริงเหรอลูก งั้นก็ดีเลย” หลี่มั่นได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกจริง ๆ แม้เธอจะละอายใจที่ต้องพึ่งพาลูกสาว แต่เธอก็ต้องยอมรับว่าหนี้ก้อนนั้นกับพี่ชาย เป็นหนี้ที่ทำให้เธอลำบากใจและเป็นทุกข์มากที่สุดแล้ว หากว่าจะสามารถปลดเปลื้องมันออกไปได้ย่อมเป็นเรื่องดี

“จริงสิคะ อ้อ แล้วนี่ หนูยังได้น้ำสมุนไพรที่ช่วยบำรุงร่างกายมาจากเพื่อนฮันเตอร์ด้วย เห็นว่านี่เป็นยาที่นักปรุงยาเขาทำขึ้นมาจากสมุนไพรในเกต ได้ผลดีมากเลย แม่ดื่มเร็วเข้า” เธอได้โอกาสยื่นยาที่เธอปรุงไปให้แม่พร้อมรอยยิ้ม

หลี่มั่นไม่ขัดลูกสาว เธอยิ้มแล้วยกแก้วที่มีน้ำสีเขียวเข้มแต่มีกลิ่นหอมของสมุนไพรอ่อน ๆ ขึ้นดื่มอย่างรวดเร็ว

เดิมทีในใจไม่ได้คิดอะไรมากนัก ทว่าเมื่อยาได้เข้าสู่ร่างกายแล้ว เธอพลันรู้สึกว่าอาการเจ็บแปลบ ๆ ที่กระเพาะเพราะควาเครียดดีขึ้นมา หายใจแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้น รู้สึกว่าปอดโล่งขึ้น ไม่อึดอัดอีก รู้สึกเย็น ๆ และร่างกายก็โล่งขึ้นทันใด เธอหันมามองลูกสาว ทำหน้าประหลาดใจ

“แม่รู้สึกดีขึ้นมากเลย ดีจัง นักปรุงยากับพวกของจากเกตนี่ช่างน่าอัศจรรย์ใจเหลือเกิน”

จางป๋อเหวินเองก็ยิ้มได้ที่แม่รู้สึกดีขึ้น “ซื้อมาแพงเลยสิพี่”

“ไม่ได้ซื้อ เพื่อนที่เข้าเกตด้วยกันเอามาให้ลองก่อนน่ะ เลยได้มาฟรี เดี๋ยวหนูเอามาให้แม่เพิ่มอีก กินติดต่อกันสัก 7 วันแล้วลองดูว่าจะรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมมั้ยนะคะ”

ยาของเธอจริง ๆ แล้วหากกินเป็นลูกกลอนจะได้ผลทันทีตั้งแต่เม็ดแรก ทว่าด้วยความที่ฤทธิ์มันรุนแรงเกินไป หลี่มั่นรับไม่ไหว ดังนั้นเลยจำต้องเจือจางฤทธิ์ของมันลงมา แบ่งกิน 7 วัน น่าจะหายได้ไม่มีปัญหา

“ได้จ้ะ ลูกอย่าลืมขอบคุณเพื่อนคนนั้นแทนแม่ด้วยนะ” หลี่มั่นรู้สึกดีขึ้นมากจริง ๆ เธอจึงอารมณ์ดีมากกว่าเดิม

“โห! สีหน้าแม่ดูมีเลือดฝาดมากขึ้นด้วย เยี่ยมไปเลยแฮะ” จางป๋อเหวินสังเกตแม่ตัวเองอยู่ตลอด เขาทักพร้อมเบิกตากว้าง

จางชิงเยียนยิ้มอย่างพอใจ

มื้ออาหารนี้ผ่านไปอย่างสบายใจ

 

เช้าวันต่อมา เธอเดินทางออกจากบ้าน ขึ้นรสบัส ต่อรถไฟฟ้า แล้วตรงดิ่งไปในเมือง

นั่งรถอยู่ 40 นาที ก็มาถึงยังย่านที่ถัดจากใจกลางเมืองหลวงไม่ไกลนัก เป็นหมู่ตึกที่เรียงกันสลับซับซ้อน

เธอลงรถได้ก็ออกจากสถานี เดินไปยังตรอกที่เธอคุ้นเคยดี

ที่นี่ในตอนกลางคืนจะเต็มไปด้วยแสงสีเสียง เพราะเป็นย่านเริงรมย์ที่คึกคัก

แต่เธอมาตอนนี้ ตรอกนี้จึงเงียบมาก มีแต่ขยะและขวดทิ้งไว้ตามข้างทางไม่น้อย มีถุงขยะวางอยู่บางจุด กระทั่งเห็นร่างของคนเมาที่นอนอยู่ตามมุมคนสองคน

พวกเขาล้วนใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงกันในยามค่ำคืนที่ผ่านมา

ร้านรวงที่เป็นสถานบันเทิงทั้งหลายปิดไฟหมดแล้ว แต่ป้ายต่าง ๆ ที่เรียงรายก็ทำให้จินตนาการได้ว่าที่นี่ตอนกลางคืนคงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

เธอเดินตรงเข้าไปลึกขึ้นเรื่อย ๆ ในตรอก

สุดท้ายก็เดินมาถึงยังตึกเรียบ ๆ ห้าชั้น ด้านหน้าไม่มีป้ายอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงคนยืนเฝ้าที่ด้านหน้าสองคนเท่านั้น หน้าตาของพวกเขาขึงขัง ดูราวกับเป็นนักเลงหัวไม้

ทว่าเธอจับสัมผัสได้ว่าพลังของพวกเขาไม่ธรรมดา

เธอเดินดิ่งเข้าไปอย่างไม่ลังเล

“มาทำไม?!” คนเฝ้าประตูเห็นว่าเธอสวมเสื้อฮูด สวมหน้ากากอนามัยเพื่อพรางตัว สะพายเป้ราคาถูก ก็ยกมือขึ้นมากั้นแล้วถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างห้วน

“มาค้าขายน่ะพี่ชาย เป็นไปได้ฉันอยากพบหม่าฝู ช่วยบอกเขาทีว่าฉันนำการค้าดี ๆ มาเสนอ” เธอตอบด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ

ดวงตาของการ์ดทั้งสองหรี่ลงเมื่อได้ยินชื่อของเจ้านายออกจากปากเธอ

หญิงสาวตรงหน้าดูเหมือนจะเป็นหญิงสาวอายุน้อย

การ์ดทั้งสองมองหน้ากันไปมาราวกับกำลังชั่งใจ

ทว่าในตอนนั้นเองที่พวกเขาได้ยินคำสั่งที่มาจากหูฟัง

‘ให้เธอเข้ามา’

การ์ดทั้งสองเมื่อได้ยินแบบนี้ก็ไม่ขวางอีก ปล่อยให้เธอเดินเข้าไปด้านใน

จางชิงเยียนเดินเข้าไปโดยไม่ได้มีท่าทางเกรงกลัวนัก

เมื่อเข้ามาสิ่งแรกที่เธอได้เห็นกลับเป็นคนคุ้นเคย

คนคุ้นเคยของชีวิตนู้น

ในใจของหญิงสาวคิดว่าหมอนี่ยังไม่ตายอีกแฮะ

ชายที่มารอรับเธอมีชื่อว่าข่ายสวิน เป็นชายวัยประมาณ 40 กว่าปี สวมแว่นกรอบทอง ดูเผิน ๆ เหมือนพวกทนายเนี้ยบ ๆ ชอบสวมสูทสั่งตัดเป็นพิเศษ ดวงตาราวกับจิ้งจอก

เขาเป็นมือขวาของหม่าฝู

“สวัสดีครับคุณผู้หญิง ผมคงต้องขอให้คุณลดฮู้ดลงแล้วถอดหน้ากากอนามัยนั่นออกด้วย หม่าฝูชอบพูดคุยกับคนแบบเห็นหน้าเต็ม ๆ น่ะครับ”

จางชิงเยียนเองก็เข้าใจกฎดี ที่เธอมาหาหม่าฝูก็เพราะเธอมีเป้าหมาย ดังนั้นจึงยกมือขึ้นลงฮู้ดลง แล้วถอดหน้ากากอนามัยออกตามที่ขอ

ใบหน้าอ่อนเยาว์และงดงามเผยออกมา

ข่ายสวินเห็นใบหน้าของเธอแล้วก็ลอบขมวดคิ้ว

“ไม่ทราบว่าคุณหนูท่านนี้ ทราบชื่อของเจ้านายผมมาจากแหล่งไหนเหรอครับ”

ที่เธอสามารถเข้ามาได้อย่างง่าย ๆ เป็นเพราะว่าเธอเอ่ยชื่อของหม่าฝูได้ตั้งแต่แรก

มีแค่คนวงในเท่านั้นที่รู้จักชื่อนี้ ทำให้เธอดึงความสนใจของพวกเขาได้ทันที

จางชิงเยียนเลิกคิ้ว สีหน้านิ่งเฉย “แหม อยู่ในวงการก็ต้องรู้จักหม่าฝูสิคะ”

เธอตอบแบบไม่เผยไต๋ใด ๆ ออกไปทั้งสิ้น

ดวงตาของข่ายสวินหรี่ลงอีกเล็กน้อย สายตาข่มขวัญถูกส่งออกไป

“เห็นว่าคุณหนูมีการค้าจะมาเสนอ ผมคงต้องขอพิจารณาก่อนว่ามันเหมาะสมหรือไม่ ไม่อย่างนั้นเกรงว่าผมคงไม่สามารถให้คุณหนูเข้าพบหม่าฝูได้นะครับ”

“แน่นอนค่ะ” จางชิงเยียนไม่กลัวอยู่แล้ว

ประสบการณ์ในชีวิตก่อนหน้าในฐานะ ‘ลู่ซือเยียน’ ของเธอเข้มข้นมาก อย่างไรเธอก็โลดแล่นมานานถึง 20 ปีเต็ม เส้นสนกลในในวงการ มีอะไรที่เธอไม่รู้บ้างเล่า

“งั้นเชิญทางนี้ครับ” ข่ายสวินยิ้มการค้าให้เธอ แล้วนำเธอเดินลงบันไดไปยังชั้นใต้ดินลึกลงไปอีก 2 ชั้น

ดูทั้งลึกลับและมิดชิด

หญิงสาวไม่กลัว ด้วยความสามารถของเธอ เธอมั่นใจว่าจะหนีรอด อีกอย่างคนเหล่านี้ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเอาชีวิตเธอ

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว จางชิงเยียนค่อนข้างมั่นใจมากว่าการค้าครั้งนี้จะประสบความสำเร็จอย่างงดงามแน่ ๆ

มาถึงห้องแห่งหนึ่ง เขาเปิดประตูเข้าไป ในห้องนั้นมีลักษณะเหมือนกับห้องสอบสวนในสถานีตำรวจเลย ติดแต่ว่าห้องนี้ให้ความรู้สึกหรูหราอย่างยุคกลาง ของทุกอย่างในนี้ตกแต่งโทนสีเคร่งขรึม เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นไม้ มีโต๊ะหรูหราตั้งอยู่กลางห้อง ด้านหนึ่งเป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่สูงครึ่งผนัง คงเป็นกระจกแบบมองเห็นด้านเดียว และข้าง ๆ กระจกนั้นมีประตูไม้ราคาแพงอยู่ คงเชื่อมไปที่ห้องด้านหลังนั้น

เธอมองไปยังกระจกบานนั้นทีหนึ่งก็ไม่ได้สนใจอีก

ข่ายสวินผายมือให้เธอนั่งลงตรงข้ามเขา “เชิญครับคุณหนู อ้อ เสียมารยาทจริง ผมมีชื่อว่าข่ายสวิน คุณหนู...”

“ฉันชื่อจางชิงเยียนค่ะ เรียกฉันว่าชิงเยียนก็ได้” เธอบอกชื่อจริงของตัวเองออกไปอย่างไม่เกรงกลัวสักนิด เพราะไม่ว่าจะปิดอย่างไร หลังจากนี้เธอก็ต้องโดนขุดประวัติลึกลงถึงรากอยู่แล้ว แต่เธอมีความมั่นใจประมาณหนึ่ง จึงไม่กลัวว่าจะมีอันตราย

“คุณชิงเยียน คุณบอกว่ามีการค้าที่น่าสนใจ เชิญครับ ถ้ามันน่าสนใจจริง ผมรับรองได้ว่าคุณจะไม่เสียเปรียบแน่ ๆ หม่าฝูเป็นคนยุติธรรม”

เธอคิดในใจอย่างดุเดือด คนยุติธรรมที่หน้าเลือดน่ะสิ กรีดเลือดของเจ้าบ้านั่นออกมาคงเป็นสีทองแล้ว

แต่เธอไม่มีทางเลือก จำต้องมาพึ่งพาเจ้าคนหน้าเลือดคนนั้นในตอนนี้

เธอทำทีเป็นหยิบยาออกมาจากกระเป๋าเป้

ยาเพิ่มปราณ

สายตาของข่านสวินมองขวดกระเบื้องสีขาวราคาถูก ที่มีจุกไม้ปิดเอาไว้ ด้วยสายตาเป็นคำถาม

“ฉันเรียกสิ่งที่อยู่ในขวดนี้ว่า ‘ยาเพิ่มระดับพลัง’ คุณสามารถหาฮันเตอร์ระดับต่ำมาทดลองดูได้ หากว่าชอบใจ ก็ขอเชิญคุณหม่าฝูมาคุยผลประโยชน์กัน”

เธอไม่อ้อมค้อมอีก เพราะตอนนี้เรื่องเงินเป็นเรื่องเร่งด่วนของเธอ

ต้องปลดหนี้ให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน

เมื่อได้ยินชื่อยา สีหน้าของข่ายสวินไม่เปลี่ยน ดวงตาจิ้งจอกของเขาเพียงหรี่ลง ราวกับไม่เชื่อน้ำคำของเธอเลยสักนิด

“คุณหนู ผมต้องบอกอย่างนี้ว่า ‘ยา’ ประเภทนี้มีเกลื่อนตลาด และกว่า 99% เป็นของเก๊ทั้งนั้น”

“ฉันถึงได้บอกให้พิสูจน์ไงคะ พวกคุณเป็นคนฉลาด เป็นคนค้าขาย สินค้าจริงหรือเก๊ เอาไปพิสูจน์ก็ได้แล้ว” เธอไม่กลัวเลยสักนิดเดียว เลิกคิ้วพลางเลื่อนขวดยาไปตรงหน้าของอีกฝ่ายอย่างมั่นใจ

ข่ายสวินนั่งนิ่ง มองสาวน้อยตรงหน้าด้วยสายตาสำรวจตรวจตรา แล้วเขาก็ถามคำถามที่ไม่น่าเชื่อออกมา

“เราเคยเจอกันมาก่อนมั้ยครับ?”

เคย ในชีวิตก่อนหน้านั้น

แต่เธอย่อมไม่ตอบออกไป เพียงทำหน้าไร้เดียงสาและงุนงงพลางยิ้ม

“ไม่เคยค่ะ นี่เป็นครั้งแรก”

สุดท้ายข่ายสวินก็เลือกที่จะมองไปยังขวดยานั้น แล้วหยิบมันขึ้นมาเปิดออก ดมกลิ่นดู ก็ได้กลิ่นเพียงกลิ่นสมุนไพร ทว่ากลิ่นนั้นกลับทำให้เขารู้สึกโล่งสบายอย่างประหลาด

รู้สึกว่าน่าสนใจ

เขามองคนตรงหน้า จากนั้นก็ตัดสินใจลุกขึ้น

“รอผมตรงนี้สักครู่” แล้วเขาก็นำยาของเธอเดินไปยังประตูบานที่อยู่ข้างกระจกใหญ่นั้น

จางชิงเยียนนั่งรออย่างใจเย็น เธอไม่มองไปทั่ว เพียงนั่งเท้าคางมองไปข้างหน้า เหม่อลอยเล็กน้อยเท่านั้น

ข่ายสวินหายไปประมาณ 20 นาทีเต็ม ๆ

เธอก็รอต่อไป

หลังจากนั้น ประตูก็เปิดออกมาในจังหวะที่ดูเหมือนเร่งรีบอยู่บ้าง แล้วชายวัยกลางคนที่สมเสื้อเชิ้ตสบาย ๆ สีขาวสะอาด สวมกางเกงแสล็ก รองเท้าหนังสีดำ เสื้อเปิดกระดุมยาวมาถึงอกหนั่นแน่น รูปร่างของเขาสูงใหญ่สมส่วน ผิวคล้ำแดดเล็กน้อย สีหน้าผ่องใสอย่างคนสุขภาพดี ใบหน้าหล่อเหลาแบบผู้ดีแต่มีริ้วรอยตามวัย รวมไปถึงไรผมที่มีผมขาวแซมอยู่ไม่น้อย ทรงผมรองทรงตัดสั้นอย่างผู้ดีเก่าถูกเสยและแต่งทรงอย่างพิถีพิถัน

หากมองหน้าเขาอย่างเดียว ก็อาจจะคิดว่าเขาคงเป็นตาลุงมาดหล่อเหลาอารมณ์ดีคนหนึ่ง

แต่หากมองดี ๆ จะพบว่าดวงตาคู่นั้นแฝงความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจเอาไว้มากมายเหลือเกิน

ชายคนนี้ก็คือหม่าฝู พ่อค้ารายใหญ่ที่สุด ไม่สิ เขาคือเจ้าของ ‘ตลาดมืด’

ตลาดมืด ก็ตามชื่อ มันคือตลาดที่เอาไว้แลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าที่มีที่มาไม่ชัดเจน สินค้าต้องห้าม กระทั่งสินค้าที่ผิดกฎหมายทุกอย่างบนโลกใบนี้

ตลาดมืดนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ช่วงที่เกตเกิดขึ้นแรก ๆ หรือก็คือเมื่อสามสิบปีที่แล้วเลยนั่นแหละ

และชายที่อยู่ตรงหน้าของเธอก็เป็นผู้บุกเบิกมันขึ้นมา ด้วยกำลังของเขาคนเดียว ต่อมาเขาก็อาศัยการฟอกเงินจากตลาดมืด การหาสินค้าหายาก มาสร้างฐานะในฉากหน้าของตัวเองข้างนอกนั่น

หม่าฝูเป็นแค่ชื่อในวงการใต้ดินนี้เท่านั้น ชื่อจริงของเขาก็คือเสวียนอี้ หัวหน้าตระกูลเสวียน

ชายผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

สายตาของเธอมองหน้าชายคนนี้ด้วยความระลึกถึงอยู่บ้าง แต่เพียงชั่วครู่ที่ได้สบตาเขา เธอก็เก็บสายตากลับไปอย่างรวดเร็ว

เสวียนอี้หรือหม่าฟูเป็นคนช่างสังเกต เขาย่อมทันเห็นสายตาของสาวน้อยตรงหน้า ในใจให้รู้สึกประหลาด

รู้สึกราวกับว่าได้เจอคนคุ้นเคย

แต่เขาไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา เพียงยิ้มการค้าให้เธอ แล้ววางขวดยาที่ได้มาจากข่ายสวินเอาไว้บนโต๊ะอีกครั้ง จดจ้องมองเธออย่างพินิจพิจารณา

ข่ายสวินไปยืนอยู่ที่ด้านหลังของเสวียนอี้อย่างนอบน้อม

เห็นได้ชัดว่าฐานะต่างกันเพียงไร

“ผมเรียกคุณว่าคุณหนูชิงเยียนแล้วกันนะ สวัสดี ผม...หม่าฝู” เสวียนอี้แนะนำตัวก่อน

“สวัสดีค่ะคุณหม่า ดูเหมือนว่าคุณจะพอใจสินค้าของฉันนะคะ” เธอยิ้มตอบกลับไป

“ผมคงต้องบอกว่าสินค้าของคุณนี้ค่อนข้างน่าสนใจ” ชายตรงหน้าไม่ได้แสดงท่าทางสนใจมากขนาดนั้น

เขากำลังหยั่งเชิงเธออยู่

จางชิงเยียนกำลังร้อนเงิน แต่เธอก็ไม่ใช่คนที่จะยอมโดนเอาเปรียบง่าย ๆ ยิ่งเธอคุ้นเคยกับคนตรงหน้ามากเท่าไร เธอก็ยิ่งรู้ถึงกลเม็ดของเขา

“การที่คุณมานั่งต่อหน้าฉันตรงนี้ ก็หมายความว่าสินค้าของฉันมันเป็นของจริง เพียงเท่านั้นก็พอแล้ว เชิญคุณเสนอราคามาได้เลยค่ะ”

“ใจเย็นสิครับ ผมยังมีอะไรที่อยากถามหลายอย่างเลย อย่างเช่น ยานี้...คุณหนูเป็นคนปรุงเองเหรอครับ?”

“ถามความลับทางการค้ากันแบบนี้เลย มันจะต่างกันตรงไหนเหรอคะ ถ้าฉันบอกว่าฉันปรุงเอง คุณจะกักตัวฉันเอาไว้เหรอ?” หญิงสาวยักคิ้วให้เขาพร้อมรอยยิ้มมุมปาก

เสวียนอี้รู้สึกว่าภาพของสาวน้อยคนนี้ กำลังซ้อนทับกับใครบางคนในความทรงจำของเขา แต่ไม่นานเขาก็สลัดมันหลุดออกไปอย่างว่องไว หรี่ตามองคนตรงหน้า เอนหลังไปพิงเก้าอี้ ยกมือขึ้น ปลายนิ้วทั้งห้าแตะกันซ้ายขวาที่บริเวณอก นั่นเป็นกิริยาที่เขาทำจนเคยชินยามที่กำลังเจรจาธุรกิจ

“แหม ผมมันคนค้าคนขาย ก็ต้องอยากรู้กำลังการผลิตของคุณก่อนสิครับ”

“ของมันขายได้ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว อยู่ที่คุณแล้วค่ะคุณหม่า ว่าคุณจะใจป้ำมากขนาดไหน ส่วนกำลังการผลิต เอาเป็นว่าถ้าราคาเป็นที่น่าพอใจ ฉันก็อาจจะสามารถหาของมาให้คุณได้...เยอะขึ้นหน่อย แต่ของแบบนี้ ฉันว่าจำกัดการขายเอาไว้คงมีมูลค่ามากกว่า” จางชิงเยียนไม่เผยข้อมูลอะไรออกไปให้มากความ

ดูเหมือนว่าสาวน้อยตรงหน้านี้จะฉลาดกว่าอายุไปมาก แถมยังเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว

เขาไม่ได้เจอคนแบบนี้มานานมากแล้วจริง ๆ

และใช่ ยานั่นได้รับการพิสูจน์แล้ว

และทันทีที่พิสูจน์ได้ เขาก็ไม่รีรอที่จะเดินออกมาหาเธอเองทันที

แต่ยิ่งคุย เสวียนอี้กลับรู้สึกชื่นชอบสาวน้อยคนนี้จากใจจริง

“คุณจางชิงเยียน คุณเป็นฮันเตอร์ระดับ F เท่านั้น ก่อนหน้านั้นไม่ปรากฏประวัติว่าคุณสามารถปรุงยาได้ ทำให้ผมค่อนข้างกังขาที่มาของยาตัวนี้”

ด้วยความสามารถของเสวียนอี้และเครือข่ายที่มี เพียง 5 นาทีเขาก็ได้ข้อมูลของสาวน้อยตรงหน้ามาจนครบหมดแล้ว

กระทั่งติดหนี้ธนาคารอยู่เท่าไรเขาก็เห็นกระจ่างแจ้ง

“แหม ฉันนึกว่าเจ้าพ่อตลาดมืดอย่างคุณจะมีจรรยาบรรณมากกว่านี้ ไหนว่าจะไม่ถามที่มาของสินค้าไงคะ” จางชิงเยียนตอบโต้อย่างไม่เกรงกลัว สีหน้าของเธอไม่ตกใจสักนิดที่อีกฝ่ายเอาข้อมูลของเธอออกมาพูด บ่งบอกว่าเธอไม่ได้หวั่นไหวเลยสักนิด

“คุณเป็นคนที่น่าสนใจ ก็ได้ ผมยอมรับว่ายาเพิ่มพลังตัวนี้ช่างเย้ายวนเหลือเกิน ผมเสนอราคาที่เม็ดละ 1 แสนถ้วน”

“โถ่! ฉันก็นึกว่าคุณจะจริงใจกว่านี้หน่อย เราคงไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้ว ฉันว่าฉันยอมไปที่สมาคมฮันเตอร์ตรง ๆ ไปเลยก็ได้” จางชิงเยียนได้ยินราคาก็ทำท่าจะลุกขึ้นทันที

“เดี๋ยวก่อน! ผมเข้าใจว่าคุณกลัวว่าเรื่องจะยุ่งยาก คุณเลยมาหาผม ไม่อย่างนั้นคุณคงไปที่สมาคมฮันเตอร์แต่แรกแล้ว”

“ก็ใช่ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็แค่กลัวยุ่งยาก แต่ไม่ได้กลัวว่าจะวุ่นวาย คุณและฉันต่างรู้มูลค่าของยานี้ดี ใจ ๆ หน่อยค่ะคุณหม่า ฉันไม่มีอะไรต้องเสียหรอก คุณจะยอมให้คนอื่นหลายคนร่ำรวย หรือจะให้ตัวเองร่ำรวยคนเดียวเงียบ ๆ คุณเลือกเอาเอง” จางชิงเยียนนั่งลงอีกครั้ง กอดอกมองเขานิ่ง

“เอาละ สาวน้อย เธอชนะ เม็ดละหนึ่งล้านขาดตัว มีของเท่าไรเอาหมด ว่าไง?”

เสวียนอี้ค่อนข้างร้อนใจ ดูเหมือนสาวน้อยคนนี้ไม่เล่นตามเกมของเขา เธอไม่กลัวที่จะไปหาคนอื่นจริง ๆ

และถูกแล้ว ยานี้จะสะเทือนวงการ หากเขาเป็นผู้เดียวที่สามารถหามาจัดจำหน่ายได้ สิ่งที่จะตามมาคือกำไรมูลค่ามหาศาล

เพราะในตลาด สมุนไพรจากเกตที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มระดับพลังได้ มีราคาประมูลอย่างต่ำที่แปดหลักขึ้นไปต่อต้น ซึ่งมันหาได้ยากเสียยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทร

ที่สำคัญเลยคือ มันได้ผลน้อยกว่ายาเม็ดเล็ก ๆ หนึ่งเม็ดนี้ของหญิงสาวอย่างชัดเจน!

นั่นแหละ ทำให้เสวียนอี้นั่งไม่ติดจนต้องออกมาเจรจาด้วยตัวเอง

เมื่อได้ยินราคา รอยยิ้มของเธอก็กว้างขึ้น

“ฉันรู้อยู่แล้วว่าคุณเป็นคนที่จริงใจ ฉันมีอยู่ตรงนี้ 20 ขวด ในแต่ละขวดมี 3 เม็ด เพียงพอที่จะเพิ่มระดับให้ฮันเตอร์ที่ต่ำกว่าระดับ C ลงไปหนึ่งระดับได้ในทันที”

เธอเองก็ไม่คิดกั๊กเอาไว้อีก ทยอยหยิบขวดยาออกมาวางเรียงรายตรงหน้าของเขา

20 ขวด 60 เม็ด 60 ล้านหยวน

เพียงพอที่จะปลดหนี้สิน ปลดเปลื้องพันธะทางการเงินทุกอย่างที่ตระกูลจางมีแล้ว

และเธอไม่คิดจะเอาออกมาในทีเดียว

การค้านี้จะเป็นการค้าระยะยาว

การมีสินค้าน้อยหน่อยให้แย่งชิงจะสร้างมูลค่าของมันได้มากกว่า

“ฉันสามารถมอบให้คุณได้ในปริมาณ 30 ขวด ขวดละ 3 เม็ดแบบนี้ทุกเดือน รับรองว่าคุณภาพเท่ากันทุกเม็ด คุณโอนเงินเข้ามาที่บัญชีนี้ได้เลย ถ้าพิสูจนได้ว่ามันไม่จริงฉันยินดีคืนเงินให้” เธอกล่าวเสริมพร้อมกับยื่นโทรศัพท์ออกไป

นั่นเป็นเลขบัญชีของธนาคารต่างประเทศที่สามารถรักษาความลับและเส้นทางการเงินเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เป็นธนาคารที่ฮันเตอร์และคนทั่วโลกเลือกใช้ และเป็นทางผ่านของเงินทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายมากมาย

เสวียนอี้มองหญิงสาวนิ่ง จากนั้นก็หันหน้าไปหาข่ายสวิน พยักหน้าให้เขา

ข่ายสวินเดินตรงเข้ามาข้างโต๊ะ เขาเริ่มเปิดตรวจสอบสินค้าไปทีละขวด พบว่าเม็ดยาแต่ละเม็ดกลมกลึง เรียบลื่น ขนาดเท่ากันเป๊ะ และยังมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ

เมื่อตรวจสอบเสร็จทั้งหมด เขาก็หยิบเอาโทรศัพท์ออกมาทำการแสกนโค้ดเพื่อโอนเงินทันที

เสียงแจ้งเตือนเข้ามาทันใด

ในนั้นมีเงินเข้ามา 100 ล้านหยวน

เสวียนอี้ยิ้มการค้า “สำหรับความร่วมมือในระยะยาวของเราครับ ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน ครั้งหน้าผมจะให้ข่ายสวินติดต่อไปเพื่อนัดรับสินค้ากันในที่ที่ดีกว่านี้สักหน่อย”

“ไม่มีปัญหาค่ะ แค่ไม่พาฉันไปฆ่าหมกตรอกก็โอเค” เธอไหวไหล่อย่างขี้เล่น

“คุณหนูเหมือนใครคนหนึ่งที่ผมรู้จักเลยครับ” เมื่อเห็นท่าทางขี้เล่นดูเหมือนไม่จริงจังของเธอ เขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา

ในใจของจางชิงเยียนสะดุ้งโหยง เธอรีบทำหน้าไร้เดียงสา สายตางุนงง

“ใครเหรอคะ”

เสวียนอี้มีแววตาระลึกถึง สายตาของเขาเป็นประกาย

“เพื่อนคนหนึ่งครับ ไม่สิ คู่ค้าที่แสนจะทรงประสิทธิภาพ แต่คนก็ไม่อยู่แล้ว” มาถึงตรงนี้แววตาของเขาเจือความเศร้าเอาไว้ชัดเจน

“เสียใจด้วยค่ะ” เธอรู้ว่าเขากำลังพูดถึงลู่ซือเยียนอยู่ แต่เธอก็กล่าวแสดงความเสียใจออกไป

ในใจรู้สึกปั่นป่วนเล็กน้อย

อย่างไรก็เคยขับเคี่ยวกันมาหลายครั้ง ค้าขายด้วยกันมานับครั้งไม่ถ้วน ความร่ำรวยในชีวิตนั้นของเธอ เขาก็อยู่เบื้องหลังเสียเป็นส่วนใหญ่

ระหว่างเธอและชายตรงหน้านี้ จะสามารถใช้คำว่า ‘เพื่อนเก่า’ มาเรียกก็คงได้

เสวี่ยนอี้เผยรอยยิ้มน้อย ๆ ออกมา

“มีคนที่เสียใจมากกว่าผมอีกครับ ตอนนั้นเขาเสียใจจนแทบบ้าเลยละ”

จางชิงเยียน “...” รู้สึกขนลุกขึ้นมายังไงบอกไม่ถูก

จู่ ๆ เธอก็ไม่กล้าถามเลยว่าคนคนนั้นเป็นใคร

 

ละครหลังม่าน

เสวียนอี้ : หน้าคุ้นจัง /// มองจ้อง

จางชิงเยียน : คุ้นเคิ้นอะไร คิดมาก! /// เฉไฉ ตาล่อกแล่ก

เสวียนอี้ : อืม...ลองถามคนนั้นดูดีกว่า /// เตรียมโทรไปหาใครคนหนึ่ง

จางชิงเยียน : ฉิบ! /// เผ่นหนีอย่างไว

03ca929a762adf827643a0c92869cf37.jpg

Writer's talk :

ว้าว น้องร่ำรวยแล้วค่า เย่ ๆ ๆ

พามาเจอเพื่อนเก่านี้เอง แต่เพื่อนเก่าของน้องก็อายุประมาณนี้กันหมดแล้วค่ะ ก็ตอนโน้นน้องตุยตอน 35 นี่เนาะ หายไป 10 ปี เอิ่มมมม 555

ว่าแต่ ใครเป็นบ้านะคะ อิอิ

ยังไม่ได้ตรวจคำผิดค่ะ

รักนะ

ปล. อีบุ๊กมาเที่ยงคืนนะจั๊บ

e484308280a8fafbddae5a27983a1322.jpg