เรือนอับชื้น#9 (e-book ออกแล้ว)
เรือนอับชื้น#9 (e-book ออกแล้ว)
ตอนที่ 4 เรือนอับชื้น
เสียงกลองบอกยามดังมาจากหอเฝ้าจวนสองครา ไกลออกไปทางทิศตะวันออก บ่าวคงกำลังปิดประตูเรือนฉางเยว่หลังส่งคุณหนูใหญ่เข้านอนเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรือนจือจู่ยังมีเสียงคนตอกกรอบกระดาษหน้าต่างอยู่ด้านนอก เพราะงานที่เร่งทำมาตลอดบ่ายยังไม่เสร็จ
ลมลอดเข้ามาอีกครา เปลวตะเกียงข้างเตียงเอนต่ำ เหอหมัวมัวลุกไปยกมือบังไฟ เยี่ยนหลีปิดบานหน้าต่างให้เหลือช่องแคบเท่าปลายนิ้ว แล้วกลับมานั่งเฝ้าตรงพื้นข้างเตียง
เฉียวอวี้หนานวางฝ่ามือเหนือหน้าท้องใต้ผ้าห่ม นอนฟังเสียงค้อน เสียงไผ่ และเสียงลมหายใจของคนทั้งสองอยู่นาน กระทั่งตะเกียงดวงสุดท้ายดับลงเอง
ฟ้ายังไม่สว่างดี เหอหมัวมัวก็ได้ยินเสียงม่านเตียงขยับ นางลุกจากเสื่อที่ปูอยู่ข้างเตียง รีบจุดตะเกียงดวงเล็ก แล้วเดินเข้าไปประคองเฉียวอวี้หนานที่กำลังยกมือปิดปาก
อวี้หนานก้าวผ่านฉากกั้นไปถึงห้องข้าง อาการคลื่นไส้บีบรัดจนต้องเกาะขอบอ่าง น้ำบ๊วยที่ดื่มเมื่อคืนย้อนขึ้นมาจนหมด เหลือเพียงรสขมฝาดติดอยู่ในลำคอ เหอหมัวมัวส่งน้ำอุ่นให้บ้วนปากแล้วคลุมเสื้อหนาลงบนไหล่ของนาง
“วันนี้ต้องตามหมอหญิงมาให้ได้เพคะ” หญิงสูงวัยก้มเก็บผ้าเปื้อนลงอ่างอีกใบ “เมื่อวานพระองค์เสวยไปไม่ถึงห้าคำ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เด็กในครรภ์จะแข็งแรงได้อย่างไร”
อวี้หนานนั่งลงบนเก้าอี้ข้างหน้าต่างกระดาษบานใหม่ที่คนงานเพิ่งติดเมื่อคืนยังมีกลิ่นแป้งเปียก ลมลอดเข้าตรงรอยต่อจนเปลวตะเกียงไหวอยู่เหนือเชิงเทียน
“รอให้ประตูจวนเปิดก่อน เจ้าให้คนไปเชิญนางจากตรอกตะวันตก เข้าทางประตูหลังเหมือนครั้งก่อน”
เหอหมัวมัวขานรับ ก่อนเหลือบมองเตาไฟที่เหลือเพียงเถ้าสีขาว “บ่าวจะให้คนไปแจ้งครัว พระองค์อยากเสวยสิ่งใดเพคะ”
เพียงนึกถึงกลิ่นเนื้อกับน้ำมันจากสำรับเมื่อคืน ท้องของอวี้หนานก็ปั่นป่วนขึ้นมาอีก นางยกผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกแล้วกล่าว “โจ๊กข้าวฟ่างต้มใส ๆ ก็พอ ขอหัวไชเท้าดองกับบ๊วยเค็มมาอย่างละเล็กน้อย”
เหอหมัวมัวรับคำ ก่อนเรียกสาวใช้หน้าเรือนให้ไปแจ้งครัว
ครั้นบ่าวครัวยกสำรับผ่านทางแยกหน้าเรือนฉางเยว่ อวิ๋นเซวี่ยที่ยืนอยู่ใต้ชายคาก็สังเกตเห็นป้ายไม้ของเรือนจือจู่ที่ผูกไว้ข้างถาด นางจึงก้าวลงมาขวาง
“สำรับข้างในมีสิ่งใด”
“โจ๊กข้าวฟ่าง บ๊วยเค็ม และหัวไชเท้าดอง”
อวิ๋นเซวี่ยหันกลับไปมองประตูเรือน “คุณหนูใหญ่คลื่นไส้มาตั้งแต่เมื่อคืน เมื่อครู่เพิ่งบ่นว่าอยากกินของเปรี้ยว พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าจะไปทูลท่านอ๋อง”
บ่าวทั้งสองมองหน้ากัน หนึ่งในนั้นรีบเอ่ย “สำรับนี้หวางเฟยรับสั่งให้จัดเตรียม หากนำไปเรือนอื่น เกรงว่าหัวหน้าครัวจะตำหนิ”
อวิ๋นเซวี่ยไม่ต่อความ เพียงยกม่านเข้าไปด้านใน ไม่นานจูจั้นเหิงก็ก้าวออกมา เขายังไม่ได้ผลัดอาภรณ์สำหรับเข้าเฝ้า เสื้อคลุมสีเข้มเพียงพาดอยู่บนบ่า
เสียงไอแผ่วดังมาจากด้านใน ตามด้วยเสียงอ่อนแรงของเฉียวหลันจือ
“จั้นเหิง หากมีของเปรี้ยว ข้าอยากลองกินสักหน่อย”
จูจั้นเหิงเหลือบมองถาดอาหาร “ยกเข้าไป แล้วแจ้งครัวให้จัดสำรับใหม่ส่งไปเรือนจือจู่”
บ่าวส่งสำรับลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค้อมกายรายงาน “ทูลท่านอ๋อง โจ๊กหม้อนี้ต้มแยกตามคำสั่งของหวางเฟย หากต้มใหม่ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นให้ครัวนำของที่มีอยู่มาจัดไปก่อน”
สายตาของเขาหยุดอยู่บนป้ายไม้ประจำเรือนจือจู่ชั่วขณะ ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาอวี้หนานไม่เคยเรื่องมากเรื่องอาหาร ตามความคิดของเขา การรอสำรับใหม่เพียงครึ่งชั่วยามย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่
อวิ๋นเซวี่ยปลดป้ายไม้ข้างถาดส่งคืนให้บ่าว ก่อนนำสำรับเข้าไปในเรือนฉางเยว่ด้วยตนเอง
เกือบครึ่งชั่วยามต่อมา สำรับชุดใหม่จึงถูกยกมาถึงเรือนจือจู่
บนถาดมีโจ๊กข้าวฟ่างจากหม้อใหญ่ หมั่นโถวสองลูก ไข่ต้มหนึ่งฟอง และน้ำแกงเนื้อแพะโรยต้นหอม น้ำมันบนผิวน้ำแกงจับตัวเป็นวง ส่งกลิ่นสาบอบอวลไปทั่วห้องทันทีที่เปิดฝา
เยี่ยนหลีมองอาหารบนโต๊ะแล้วหันไปถามบ่าวส่งสำรับ “โจ๊กกับเครื่องเคียงที่หวางเฟยรับสั่งไว้เล่า”
บ่าวผู้นั้นรีบคุกเข่าลง “คุณหนูใหญ่เกิดอยากทานของเปรี้ยว ท่านอ๋องจึงรับสั่งให้นำสำรับชุดแรกไปเรือนฉางเยว่ แล้วให้ครัวจัดชุดใหม่มาถวายเพคะ”
สีหน้าของเยี่ยนหลีพลันเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้ง “ป้ายไม้ข้างถาดเขียนชัดว่าเป็นสำรับของเรือนจือจู่ พวกเจ้ายังกล้านำไปให้ผู้อื่นหรือ!”
“เยี่ยนหลี” อวี้หนานเอ่ยห้าม “ช่างเถิด”
เยี่ยนหลีเม้มปากแน่น พยายามสกัดกลั้นโทสะ จำต้องตักโจ๊กใส่ถ้วย เติมน้ำอุ่นเล็กน้อยแล้วคนให้คลายความข้น ก่อนส่งให้ผู้เป็นนาย
อวี้หนานรับถ้วยมา ฝืนกลืนโจ๊กลงไปคำหนึ่ง ทว่ากลิ่นสาบจากน้ำแกงเนื้อแพะกลับตีขึ้นจมูกจนต้องรีบวางช้อน
เหอหมัวมัวยกถ้วยน้ำแกงออกไปนอกห้องทันที เยี่ยนหลีเปิดหน้าต่างทั้งสองบาน ปล่อยให้อากาศเย็นพัดกลิ่นมันออกไป
ครั้นกลิ่นจางลง อวี้หนานจึงฝืนกินอีกคำ ทว่าโจ๊กยังไม่ทันลงท้องดี อาการคลื่นไส้ก็พลันตีขึ้นถึงลำคอ นางยังไม่ทันลุก เหอหมัวมัวก็รีบยกกระโถนเข้ามารับ
สุดท้ายแม้แต่โจ๊กเพียงสองคำก็ถูกอาเจียนออกมาจนหมด
บ่าวส่งสำรับยังคุกเข่าอยู่ตรงประตู ใบหน้าซีดเผือด นางรีบก้มศีรษะขอรับโทษ อวี้หนานบ้วนปากแล้วบอกให้นางนำถาดกลับ โดยไม่แตะอาหารอย่างอื่น
“บอกหัวหน้าโรงครัวว่าวันนี้ไม่ต้องส่งสำรับใหม่มา” อวี้หนานสั่ง
บ่าวรับคำและยกถาดออกไป