คืนของ #14
คืนของ #14
หลังส่งมอบบัญชี อวี้หนานขอตัวกลับเรือนจือจู่ เวินไท่เฟยรั้งไว้ให้ร่วมสำรับกลางวัน แต่นางอ้างว่ายังต้องตรวจหลังคากับน้ำในบ่อ จึงออกจากเรือนก่อนเที่ยง จูจั้นเหิงเดินตามมาถึงประตูวงเดือนโดยไม่ให้ผู้ใดติดตาม
“เจ้ารู้เรื่องปิ่นตั้งแต่วันแต่งงานหรือไม่” เขาถามขณะหยุดใต้ชายคา
อวี้หนานจัดชายผ้าคลุมที่ถูกลมพัด “หม่อมฉันไม่ทราบ”
“ข้าเองก็ไม่ได้จำว่าเป็นชิ้นเดียวกับที่สั่งไว้เมื่อสามปีก่อน จนหลันจือเอ่ยขึ้นวันนี้”
เห็นนางกำลังจะเดินหนี เขาจึงเดินมาขวางทาง “ข้าไม่ได้ตั้งใจใช้ของที่เป็นของนางมาหลอกเจ้า”
“หม่อมฉันไม่ได้คิดว่าท่านอ๋องหลอก” อวี้หนานขยับถอยหลังห่างจากเขามาหนึ่งก้าว “ตอนนั้นท่านเพียงต้องจัดพิธีตามพระบัญชา ฝ่ายคลังนำสิ่งใดมา ท่านก็มอบสิ่งนั้น ทุกอย่างสมควรแล้ว”
จูจั้นเหิงมองใบหน้าของนาง แดดอ่อน ๆ ตกลงตรงข้างแก้ม เผยความอ่อนล้าที่เคยถูกแสงในห้องบดบัง “แต่เจ้าสวมมันมาตลอดสองปี”
เฉียวอวี้หนานสวนกลับทันควัน “จากนี้พี่ใหญ่จะสวมแทน”
เขาเหมือนจะกล่าวต่อ ทว่าอวิ๋นเซวี่ยเดินออกมาตาม บอกว่าหลันจือเวียนศีรษะหลังนั่งนาน จูจั้นเหิงหันกลับไปมองประตูห้อง อวี้หนานจึงค้อมกายแล้วเดินลงจากระเบียงทางเดิน
เขาไม่ได้เรียกนางอีก
เมื่อกลับถึงเรือนจือจู่ เยี่ยนหลีปิดประตูห้องนอนแล้วเปิดตู้เสื้อผ้า นางนำกล่องเครื่องประดับจากสินเดิมออกมาวางบนโต๊ะ ของภายในเหลือเพียงปิ่นเงินสองชิ้น กำไลหยกสีอ่อนจากมารดา ต่างหูมุกคู่หนึ่ง และหวีไม้ที่ใช้มาตั้งแต่วัยปักปิ่น
“ของที่ท่านอ๋องมอบให้ถูกยกไปหมดแล้วเพคะ” นางกล่าวพลางรื้อผ้าห่อดูอีกครั้ง “ยังเหลือปิ่นทองบนมวยผมของพระองค์ ชิ้นนี้ท่านอ๋องให้เมื่อเทศกาลซ่างหยวนปีก่อน”
อวี้หนานยกมือแตะศีรษะ นางสวมปิ่นชิ้นนี้จนเคยชิน จึงลืมนับรวมกับของในหีบ เยี่ยนหลีเดินมาอยู่ด้านหลัง ถอดปิ่นออกอย่างระมัดระวัง เส้นผมดำคลายลงครึ่งหนึ่ง เหอหมัวมัวใช้หวีไม้รวบมวยใหม่และเลือกปิ่นเงินจากสินเดิมปักแทน
ปิ่นทองถูกวางลงบนผ้าขาว แสงจากหน้าต่างสะท้อนลายเมฆบนตัวปิ่น อวี้หนานเขียนเพิ่มลงท้ายบัญชีด้วยตนเอง แล้วเรียกบ่าวให้ส่งไปให้เฉียนกว่างพร้อมตราประจำเรือน
เยี่ยนหลียืนมองประตูปิดลง “พระองค์ไม่เก็บไว้สักชิ้นหรือเพคะ”
“สิ่งที่ควรเก็บอยู่ในหีบของเราแล้ว” อวี้หนานเลื่อนกล่องสินเดิมเข้าหาตัว “ของที่เหลือมีผู้ครอบครองอยู่แล้ว”
ไม่มีใครรู้ว่านางเจ็บปวดแค่ไหน ตั้งแต่เด็กเป็นเช่นนี้เสมอ
หนานเอ๋อไม่เป็นอะไร หนานเอ๋อแข็งแรงจะตาย หนานเอ๋อไม่เคยร้องไห้ หนานเอ๋อไม่เจ็บหรอก
ประโยคเหล่านี้นางได้ยินจนคิดว่าตนเองกลายเป็นเทพเซียนไปจริง ๆ จะมีมนุษย์คนไหน ไม่เจ็บ ไม่ไข้ ไม่ร้องไห้ ไม่เสียใจบ้าง ก็แค่ไม่มีใครเห็น หรือไม่ ก็ไม่มีใครสนใจจะมอง
ช่วงบ่าย ลมพัดแรงขึ้น คนงานบนหลังคาจำต้องหยุดมือ อวี้หนานนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เหอหมัวมัวเย็บถุงใส่ยา ส่วนเยี่ยนหลีตากผ้าที่ห้องข้าง เสียงฝีเท้าของพ่อบ้านเฉียนดังขึ้นนอกประตู
เขาเข้ามาพร้อมหีบเครื่องประดับใบเดิมและปิ่นทองที่เพิ่งถูกส่งไป “ทูลหวางเฟย ท่านอ๋องให้กระหม่อมนำของทั้งหมดกลับมาพ่ะย่ะค่ะ รับสั่งว่าของที่ประทานแล้วไม่มีธรรมเนียมเรียกคืน”
อวี้หนานไม่ได้เปิดหีบ “นำไปวางในห้องคลังตามเดิมเถิด”
เฉียนกว่างยืนประคองหีบอยู่กลางห้อง “ท่านอ๋องกำลังรอคำตอบพ่ะย่ะค่ะ”
นางหยิบบัญชีออกจากแขนเสื้อ รวมถึงหนังสือหย่าที่ประทับตราลงชื่อเรียบร้อยแล้ว วางลงตรงหน้าเขา “บอกท่านอ๋องว่า ข้ารับทราบว่าเขาไม่เรียกคืน ส่วนข้าไม่ขอรับไป เมื่อหนังสือหย่ามีผล ของทุกชิ้นยังเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในจวน ไม่มีผู้ใดเสียหาย”
พ่อบ้านเห็นหนังสือหย่าก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคุกเข่าลงรับคำ แล้วก้มศีรษะยกหีบพร้อมหนังสือหย่าออกไป
หลังจากเขาไปแล้วอวี้หนานค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา
เหอหมัวมัวเอ่ยเสียงเบา “กว่าที่ท่านอ๋องจะถวายฎีกา แล้วกว่าฝ่าบาทจะลงนามประทับตราน่าจะใช้เวลาราวหนึ่งเดือน ฟังจากเถ้าแก่ร้านเฮ่ยเฟิงว่า การเตรียมการใช้เวลาสามวัน นับว่าพวกเรามีเวลาเหลือเฟือนะเพคะ”
“ไม่” อวี้หนานส่ายหน้า “เราไม่มีเวลาขนาดนั้น อีกอย่าง ถ้าเผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันเราต้องพร้อมออกเดินทางตลอดเวลา อีกเดี๋ยวท่านออกไปตกลงใหม่ จ่ายเงินเพิ่มให้พวกเขาสักสองเท่า บอกให้เข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ผิดกฎหมาย บอกไปว่าพวกเราไม่ใช่นักโทษหลบหนี แค่หญิงหม้ายที่ไม่อยากกลับไปอยู่บ้านเดิม พวกเขาจะได้ไม่กลัว”
“เข้าใจแล้วเพคะ บ่าวจะรีบไปจัดการให้เรียบร้อย”
เหอหมัวมัวไม่กล้าชักช้ารีบไปจัดการตามคำสั่ง
ค่ำวันนั้น เรือนฉางเยว่จุดตะเกียงครบทุกดวง เฉียวหลันจือนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง อวิ๋นเซวี่ยช่วยถอดปิ่นหยกกิ่งไห่ถังวางลงบนผ้าแดง จูจั้นเหิงยืนอยู่หน้าประตู มองเงาปิ่นทอดยาวบนโต๊ะโดยไม่ก้าวเข้าไป
ส่วนเรือนจือจู่มีตะเกียงเพียงสองดวง อวี้หนานนั่งหน้าเตาเล็ก สวมปิ่นเงินจากสินเดิม และใช้ด้ายผูกบัญชีของทุกสิ่งที่เคยได้รับจากเขาไว้รวมกัน ก่อนจะเก็บลงหีบ การทำเช่นนี้ มันทำให้นางเจ็บปวดน้อยลง
หลังยามซวี ลมกลางคืนพัดผ่านช่องกระดาษหน้าต่างเพิ่งซ่อมใหม่ เสียงใบไผ่เสียดสีกันอยู่เหนือชายคา เตาดินในห้องตะวันตกมีถ่านแดงเหลืออยู่สองก้อน เหอหมัวมัวนั่งเย็บถุงยาใกล้แสงตะเกียง ส่วนเยี่ยนหลีกำลังแยกอาภรณ์ในหีบใบสุดท้ายเพื่อเตรียมส่งรายการสินเดิมให้พ่อบ้านในวันรุ่งขึ้น
เยี่ยนหลียกเสื้อคลุมสีดำตัวหนึ่งออกมาจากก้นหีบแล้วพลิกดูป้ายผ้าด้านใน “ชิ้นนี้ไม่อยู่ในบัญชีเพคะ”