LNCrawler

บทนำ #1

เมื่อหวางเฟยหมดรัก — novel.dek d.com · All chapters

บทนำ #1

 

บทนำ

ปลายฤดูใบไม้ผลิ รัชศกเซวียนเต๋อปีที่หก เมฆฝนเคลื่อนต่ำปกคลุมเมืองเป่ยจิงแห่งต้าหมิงตั้งแต่ยามโหย่ว กระทั่งฟ้ามืดสนิท สายลมเย็นพัดเอากลิ่นดินชื้นลอดผ่านกำแพงสูงของจวนเซิ่งอ๋องเข้ามาถึงตำหนักชั้นใน

เรือนฉางเยว่ยังสว่างไสวด้วยแสงตะเกียงทุกดวง สำรับอาหารบนโต๊ะอุ่นแล้วอุ่นอีกถึงสองครา หากแต่เจ้าของเรือนกลับไม่ยอมให้ยกลง เฉียวอวี้หนานนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มือข้างหนึ่งวางทาบหน้าท้องราบเรียบ อีกมือกำกระดาษเทียบยาที่หมอหญิงเพิ่งเขียนให้เมื่อกลางวัน รอยยิ้มกระจายเกลื่อนใบหน้า

ในที่สุดนางก็ตั้งครรภ์

วันนี้เฉียวอวี้หนานให้คนจัดอาหารที่พระสวามีโปรดปราน เตรียมสุราดอกเหมยไว้หนึ่งกา แล้วซ่อนรองเท้าเด็กคู่เล็กที่เย็บค้างไว้ใต้หมอนอิง ตั้งใจว่าเมื่อเขากลับมา นางจะเป็นผู้หยิบมันออกมาวางตรงหน้าเขาด้วยตนเอง

เยี่ยนหลียกชาร้อนเข้ามาเปลี่ยนอีกครั้ง เห็นผู้เป็นนายยังจับจ้องประตูเรือนก็อดเอ่ยไม่ได้ “หวางเฟยเพคะ ยามซวีล่วงมาครึ่งชั่วยามแล้ว ท่านอ๋องอาจติดราชกิจอยู่ในวัง พระองค์เสวยรองท้องสักหน่อยเถิดเพคะ”

เฉียวอวี้หนานส่ายหน้า พลางพับเทียบยากลับตามรอยเดิม “รออีกประเดี๋ยว เขารับปากไว้แล้วว่าจะกลับมาร่วมทานมื้อค่ำกับข้า”

นางเอ่ยประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเหลือคณา ทว่าเพียงจบคำเสียงฝีเท้าก็เร่งเข้ามาตามระเบียง บ่าวเฝ้าประตูตะโกนรายงานเข้ามา

“ขบวนของท่านอ๋องกลับถึงจวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ

ใบหน้าที่เคยซีดเซียวเพราะอาการแพ้ท้องพลันมีสีเลือดขึ้นมา เฉียวอวี้หนานลุกจากตั่งเร็วเกินไปจนต้องหยุดพยุงตัวกับขอบโต๊ะอยู่ชั่วอึดใจ เยี่ยนหลีรีบเข้ามาประคอง นางกลับยกมือห้ามเอาไว้ ก่อนจะก้มตรวจปิ่นมุกบนมวยผมกับรอยยับตรงแขนเสื้อด้วยตนเอง

“ไม่ต้องตามออกมา ข้าจะไปรับท่านอ๋อง”

คำสั่งนั้นยังไม่ทันจางหาย เสียงผู้คนด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทั้งพ่อบ้าน องครักษ์ และหมอหลวงเดินผ่านลานไปทางทิศตะวันออกอย่างเร่งรีบ

เฉียวอวี้หนานหยุดอยู่ใต้ชายคา สายตามองตามโคมไฟที่เคลื่อนห่างออกไปด้วยความประหลาดใจ แวบแรก นางคิดว่าเซิ่งอ๋องบาดเจ็บจึงรีบเรียกบ่าวไพร่คนหนึ่งเอาไว้สอบถาม “เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับท่านอ๋องหรือ”

บ่าวที่มารายงานหลุบตาลงต่ำ สีหน้าลำบากใจจนปิดไม่มิด “ทูลหวางเฟย ท่านอ๋องไม่ได้เกิดเรื่องอันใดพ่ะย่ะค่ะ พระองค์เพียงพาสตรีบาดเจ็บผู้หนึ่งกลับมา เวลานี้กำลังเสด็จไปยังเรือนชิงหลัว”

เรือนชิงหลัว?

ชื่อนั้นทำให้ใบหน้างามของเฉียวอวี้หนานแข็งค้าง ในอกรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นไปหลายอึดใจ ก่อนจะถามต่อน้ำเสียงไม่มั่นคงนัก “รู้หรือไม่ว่านางคือผู้ใด”

บ่าวผู้นั้นขยับริมฝีปากอยู่หลายครา ท้ายที่สุดก็ตอบออกมาจนได้ “กระหม่อมได้ยินองครักษ์เรียกนางว่าคุณหนูใหญ่เฉียวพ่ะย่ะค่ะ”

ครานี้ ใบหน้าของเฉียวอวี้หนานยิ่งกว่าแข็งค้าง เพราะมันทั้งตกตะลึง ตะลึงงัน เหลือจะเชื่อ และตระหนกตกใจ

แน่นอนว่าคุณหนูใหญ่สกุลเฉียวมีเพียงคนเดียว

เฉียวหลันจือ พี่สาวร่วมอุทรของนางเอง คู่หมั้นเดิมของเซิ่งอ๋อง และเป็นคนที่ทุกคนเชื่อว่าสิ้นชีพไปแล้วใต้หุบเขาเมื่อสามปีก่อน

พี่สาวยังไม่ตาย นางยังอยู่ ทั้งร่างของเฉียวอวี้หนานซวนเซ นางตื่นเต้นมากเกินไปจนตั้งตัวไม่ทัน

“หวางเฟยเพคะ” เยี่ยนหลีก้าวเข้ามาประคองด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

เฉียวอวี้หนานราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง นางไม่ได้ตอบ เพียงยกชายกระโปรงลงจากระเบียงหน้าเรือน เร่งสาวเท้าไปตามทางหินที่ทอดยาวสู่อีกฟากหนึ่งของจวน ลมเย็นปะทะใบหน้าอยู่หลายครา ความคิดอื้ออึงในหัวยังพันกันยุ่งเหยิง

เรือนชิงหลัวสร้างขึ้นก่อนนางกับเขาจะเข้าพิธีอภิเษก เดิมทีจูจั้นเหิงสั่งให้ปลูกต้นไห่ถังไว้เต็มลาน เพราะเฉียวหลันจือโปรดปรานดอกไห่ถังมากที่สุด หลังพี่สาวตกเขา เรือนนี้ถูกปิดตายมาสามปี แม้แต่เฉียวอวี้หนานแต่งเข้ามาเป็นหวางเฟยก็ไม่เคยเหยียบย่างเข้าไป

มาถึงตอนนี้บานประตูที่ปิดมานานกลับเปิดออกแล้ว โคมไฟใต้ชายคาถูกจุดครบทุกดวง บ่าวไพร่วิ่งเข้าออกไม่ขาดสาย

เฉียวอวี้หนานมาถึงประตูวงเดือนพอดีกับที่บุรุษร่างสูงก้าวลงจากทางเดินฝั่งตรงข้าม อาภรณ์สีดำของเขาเปียกชื้นเกือบครึ่ง รอยเลือดเป็นทางยาวเปรอะอยู่บนแขนเสื้อ ในอ้อมแขนมีสตรีร่างบอบบางถูกห่อด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่ ใบหน้าไร้สีเลือดแนบอยู่กับแผ่นอกของเขา เส้นผมยาวเปียกน้ำตกลงมาปิดข้างแก้ม

แม้ใบหน้านั้นผอมซูบลงมาก หางคิ้วข้างหนึ่งมีรอยแผลเป็นพาดผ่าน เฉียวอวี้หนานยังจำได้ในทันที

พี่สาวของนางกลับมาแล้ว อีกฝ่ายยังไม่ตายจริง เฉียวอวี้หนานทั้งดีใจทั้งประหลาดใจรวมถึงความรู้สึกบางอย่างที่ต้องกดเอาไว้

จูจั้นเหิงเห็นนางแล้วเช่นกัน ฝีเท้าของเขาหยุดชงัก ดวงตาดำสนิทมองสบกับนาง ความรู้สึกมากมายเคลื่อนผ่านแววตาคู่นั้น แต่มันเร็วเกินไป จนยากที่จะคาดเดาความคิดของอีกฝ่ายได้ สุดท้ายก็เหลือเพียงความเคร่งขรึม

เฉียวอวี้หนานหลุบมองแขนสองข้างของเขาที่โอบอุ้มพี่สาวของตนเอาไว้

ระหว่างทั้งสองกลับไร้วาจาจะกล่าว

จูจั้นเหิงขมวดคิ้วคล้ายอยากจะพูดบางอย่าง ทว่าคนในอ้อมแขนส่งเสียงครางออกมาเสียก่อน เขาจึงก้มมองนาง ก่อนจะก้าวผ่านประตูเรือนไป

ตลอดเวลานั้น เฉียวหลันจือไม่ได้ลืมตาขึ้นมาเลย

เฉียวอวี้หนานกำลังจะก้าวตามไป

หากแต่เสียงของคนที่เพิ่งจะหายเข้าไปด้านในดังมาขัดจังหวะ “ฝนใกล้ตกแล้วเจ้ากลับไปพักเถิด ข้าดูแลนางเอง”

คำพูดของเขาราวกับมีมนสะกด เฉียวอวี้หนานก้าวขาไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งอยู่กลางลาน จนฝนเม็ดแรกตกกระทบหลังมือ เยี่ยนหลีกางร่มเข้ามาบังเหนือศีรษะ