ความจริงสามปี #19
ความจริงสามปี #19
ตอนที่ 9 ความจริงสามปี
“ราวหนึ่งเดือนก่อน หลังท่านแม่เฒ่าตาย ความทรงจำของข้าค่อย ๆ กลับมา ข้าจำท่านพ่อท่านแม่ จำหนานเอ๋อ อวี้เอ๋อ และจำท่านได้”
นางเว้นไปอึดใจแล้วกล่าวต่อ “พอแน่ใจว่าตนเป็นผู้ใด ข้าก็รีบขายของที่มีอยู่ ตั้งใจจะจ้างรถม้าจากตัวอำเภอเดินทางกลับเป่ยจิงแล้วก็เป็นตอนนั้น ที่ข้าเจอกับอวิ๋นเซวี่ย ความจำของนางกลับมาก่อนข้า กำลังจะหาทางกลับไปแจ้งข่าวพอดี พวกเราก็เลยกลับมาพร้อมกัน”
รถม้าคันนั้นเดินทางมาได้หลายวัน กระทั่งผ่านจุดพักม้าร้างนอกประตูซีจื๋อจึงพบโจร คนขับตกใจจนทิ้งรถหนี โจรชุดหนึ่งได้รถม้าไป ส่วนพวกนางลงจากรถแล้วหลบเข้าป่า แต่โจรกลุ่มนั้นกลับตามมา หลันจือจำได้เพียงว่าตนวิ่งหนีอยู่ท่ามกลางฝน ก่อนจะเห็นขบวนทหาร
“ข้านึกว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสกลับมาแล้ว” นางเอ่ยพลางมองเขา “ไม่น่าเชื่อว่าคนแรกที่ข้าได้เจอเมื่อกลับถึงเป่ยจิงยังคงเป็นท่าน”
จูจั้นเหิงไม่ตอบ หลันจือจึงยื่นมือออกมา มือของนางสั่นเทา จูจั้นเหิงเห็นแล้ว จำต้องลุกเดินเข้ามาหา นางกอดเอวสอบแล้วแนบแก้มที่อาบไปด้วยน้ำตาลงบนหน้าท้องของเขา
“ก่อนข้าตกเขา ท่านรับปากว่าพวกเราจะอยู่ด้วยกันจนผมเผ้าขาวโพลน ท่านยังจำได้หรือไม่ ท่านบอกข้าว่าชาตินี้ท่านจะรักเพียงข้าผู้เดียว ไม่มีสตรีอื่น” วงแขนของนางกอดแน่นขึ้น “ตอนนี้ท่านยังจำคำมั่นนั้นได้หรือไม่”
จูจั้นเหิงยืนนิ่งไปหลายอึดใจ กว่าจะเค้นเสียงออกมาได้ “ข้าจำได้”
“แต่ท่านก็ยังยอมแต่งกับหนานเอ๋อ ฮึก!” เฉียวหลันจือร้องไห้สะอึกสะอื้น
เขาถอนหายใจออกมา ใบหน้าที่หลันจือมองไม่เห็นคล้ายจะมีความลำบากใจพาดผ่าน “นั่นเป็นเพราะข้าคิดว่าเจ้าตายไปแล้ว”
“เช่นนั้นตอนนี้เล่า ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมใช่หรือไม่” นางมองเขาทั้งน้ำตา
ภาพอวี้หนานยืนตากฝนหน้าประตูเรือนชิงหลัวผ่านเข้ามาในความคิดของจูจั้นเหิงทำให้เขาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นใหม่ จากนั้นค่อยเอ่ยกับนาง
“ข้าเขียนหนังสือหย่าแล้ว รอฝ่าบาทประทับตรา ข้าจะจัดการเรื่องของเราให้ถูกต้อง”
“จั้นเหิงข้ารักท่าน”
จูจั้นเหิงปล่อยให้นางกอดเอวอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน จนยาออกฤทธิ์ เฉียวหลันจือหลับไปแล้ว เขาถึงออกจากเรือนฉางเยว่ เขายืนเอามือไพล่หลังอยู่บนทางแยกท่ามกลางแสงยามเย็น ทางหนึ่งคือเส้นทางไปยังเรือนจือจู่
เขายืนอยู่ตรงนั้นนิ่งนาน กระทั่งองครักษ์คนสนิทเอ่ยเตือน ถึงได้เดินกลับเรือนตนเอง
คืนนี้ เฉียวอวี้หนานหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย ตั้งแต่พี่สาวกลับมา นางไม่เคยได้นอนหลับเต็มตาเลยสักคืน มาถึงตอนนี้ ร่างกายรับไม่ไหวแล้ว
รุ่งเช้า อวี้หนานแอบเอารองเท้าที่ยังเย็บไม่เสร็จ ออกมานั่งเย็บ พอสายก็ออกไปเยี่ยมพี่สาว
ภายในเรือนฉางเยว่ยามนี้ กลายเป็นสถานที่ที่นางรู้สึกไม่คุ้นเคยอย่างยิ่ง กลิ่นดอกไห่ถังฉุนจมูกผสมกับกลิ่นยาสมุนไพร
เฉียวหลันจือเห็นน้องสาวมาก็คลี่ยิ้มอบอุ่น “เจ้ามาแล้ว”
อวี้หนานลงนั่งเก้าอี้ข้างเตียง มองสำรวจใบหน้าและบาดแผลของอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยถาม “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
ท่าทางของหลันจือเปลี่ยนเป็นเขินอาย “ข้าดีขึ้นแล้ว ต้องขอบคุณจั้นเหิงที่เอาใจใส่”
ปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้ชายแขนเสื้อของอวี้หนานงอเข้าหากันราวกับว่าการทำเช่นนั้นจะช่วยบรรเทาความเจ็บร้าวในอกของตนเองได้
“เมื่อคืนเขายังอยู่เฝ้าข้าทั้งคืน” หลันจือพูดแล้วยกมือขึ้นทัดปอยผมของตนเอง ท่าทางยังคงเขินอายอยู่มาก ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือไม่ รอยแดงตรงไหปลาร้าถึงได้เผยออกมาให้เห็น
อวี้หนานมองผ่านแวบเดียวก็เบนสายตาไปมองทางอื่น เฉียวหลันจือคล้ายเพิ่งจะรู้สึกตัวรีบปรับสีหน้า “หนานเอ๋อ ขอโทษนะ พี่ใหญ่ดีใจมากไปหน่อย คงไม่ทำให้เจ้าเสียใจกระมัง”
“ไม่หรอก ท่านก็รู้ว่าข้าไม่เคยเสียใจ” เฉียวอวี้หนานตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง แน่นอนว่ามันเป็นรอยยิ้มที่แสนประชดประชัน อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของอวี้หนานเอง
ไม่ใช่ว่าพวกท่านมองข้าเป็นเทพเซียนผู้แข็งแกร่งหรอกหรือ ไฉนตอนนี้มากลัวว่าข้าจะเสียใจแล้วเล่า
“จริงด้วยสินะ ข้าลืมไป” เฉียวหลันจือฝืนยิ้ม “ตอนเด็กเจ้าแข็งแรงจะตาย ในขณะที่ข้ากลับต้องเจ็บออด ๆ แอด ๆ ได้แต่มองดูเจ้าเล่นสนุกอยู่ภายใต้หน้าต่าง แค่จะก้าวออกจากเรือนยังทำไม่ได้”
ครั้นนางเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา รอยยิ้มของอวี้หนานพลันค่อย ๆ เลือนหาย พี่สาวของนางร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กนั่นเป็นเรื่องจริง พอนึกไปถึงความลำบากของพี่สาวแล้ว เฉียวอวี้หนานก็โกรธเคืองอีกฝ่ายไม่ลงจริง ๆ “อีกไม่นาน ท่านจะมีท่านอ๋องคอยดูแลแล้ว อย่าได้คิดมากอีกเลย”
“เจ้าพูดถูก ขอบคุณนะหนานเอ๋อ” สองพี่น้องต่างยิ้มให้กันเหมือนเมื่อตอนยังเยาว์
“ถ้าเจ้ามีเวลา ระหว่างที่พี่ใหญ่พักรักษาตัวอยู่ที่นี่ เจ้าช่วยมาอยู่เป็นเพื่อนข้าหน่อยได้หรือไม่” หลันจือเอ่ย
เฉียวอวี้หนานพยักหน้า “ได้ ข้าจะมา”
หลังจบประโยคนั้นแล้ว ทั้งสองก็พูดคุยกันถึงเรื่องเมื่อสามปีก่อนระหว่างที่หายตัวไป ยิ่งรู้ว่าพี่สาวต้องไปตกระกำลำบากแค่ไหน เฉียวอวี้หนานยิ่งรู้สึกผิด