ความเคยชิน #24
ความเคยชิน #24
“ไม่เป็นอะไร” นางพึมพำกับชีวิตเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีผู้ใดมองเห็น “แม่ไม่ใจอ่อนหรอก”
ไม่รู้ว่านางกำลังปลอบลูก หรือเตือนตนเองกันแน่
คืนนั้นจูจั้นเหิงไม่ได้กลับเรือนฉางเยว่
ทว่าเมื่อสำรับเย็นถูกยกเข้ามา กลับเป็นของที่นางเคยทานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโจ๊กข้าวฟ่างอุ่นกำลังดี ผักอ่อนปรุงรสจืด และบ๊วยเค็มครึ่งผล เฉียนกว่างยืนรออยู่จนเห็นอวี้หนานตักโจ๊กคำที่ห้า จึงค่อยค้อมกายถอยออกไป
ก่อนยามซวี พ่อบ้านกลับมาอีกครั้งพร้อมถ่านไร้ควันสองตะกร้าและผ้าห่มผืนใหม่
ก่อนยามไฮ่ เขาส่งคนมาถามเหอหมัวมัวว่านางเป็นอย่างไร
ส่วนผู้ที่ออกคำสั่งทั้งหมดนั่งอยู่ในห้องหนังสือด้านหน้า รายงานค่ายทหารเปิดค้างอยู่หน้าเดิมนานเกือบหนึ่งชั่วยาม
บนโต๊ะมีปิ่นทองลายเมฆที่อวี้หนานส่งคืน จูจั้นเหิงหยิบมันขึ้นมาครั้งหนึ่ง แล้ววางลงที่เดิม
ท้ายที่สุดเขาเรียกเฉียนกว่างเข้ามาเพียงเพื่อถามคำเดิมเป็นครั้งที่สาม
“นางกินหมดหรือไม่” พ่อบ้านยังคงตอบคำเดิม
รุ่งเช้า อวี้หนานตื่นก่อนฟ้าสาง ม่านเตียงสีเขียวที่เคยใช้เมื่อครั้งนางอยู่เรือนฉางเยว่ถูกแขวนกลับเข้าที่แล้ว โต๊ะเครื่องแป้งตั้งอยู่ตำแหน่งเดิม กล่องหวีไม้กับตลับแป้งของนางวางเรียงอยู่ข้างกระจก แม้แต่เบาะปักลายกล้วยไม้ที่เคยถูกย้ายไปห้องเก็บของก็กลับมาอยู่บนเก้าอี้
หากไม่มีกลิ่นเครื่องหอมดอกไห่ถังจาง ๆ ติดอยู่ตามผนัง เรื่องราวหลายวันที่ผ่านมาคงเหมือนเป็นความฝัน
อวี้หนานนั่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง มือแตะริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว เมื่อระลึกถึงคนที่จูบนางแล้วหายไปตลอดคืน นางก็รีบลดมือลง
จูจั้นเหิงไม่ได้กลับมา เช่นนี้ดีแล้ว
เยี่ยนหลีได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจึงยกน้ำอุ่นเข้ามา นางวางอ่างบนขาตั้งแล้วรายงานว่าเหอหมัวมัวไปตรวจครัวเล็กตั้งแต่ยามอิ๋น วัตถุดิบที่สั่งเมื่อคืนส่งมาครบ ไม่มีผู้ใดจากครัวใหญ่มาขัดขวาง
“เรือนจือจู่เล่า” อวี้หนานถามขณะรับผ้ามาเช็ดหน้า
“พ่อบ้านเฉียนให้คนเฝ้าไว้สองคนเพคะ บอกว่าหากจะขนหีบที่เหลือ ต้องรอคำสั่งจากหวางเฟย”
“คำสั่งจากข้า หรือจากท่านอ๋อง”
เยี่ยนหลีก้มหน้า “จากท่านอ๋องเพคะ”
อวี้หนานวางผ้าลง นางไม่คิดย้ายหีบทุกใบกลับมา แต่ในลิ้นชักลับใต้ชั้นหนังสือยังมีรายการสินเดิมที่ขายออกไปแล้วกับตั๋วรับของจากร้านผ้า หากบ่าวของจวนเข้าไปจัดห้องแล้วพบเข้า แผนทั้งหมดอาจพังในคราเดียว
“ช่วยข้าแต่งตัว เราจะไปเรือนจือจู่ก่อนคนอื่นตื่น”
เยี่ยนหลีมีสีหน้าลังเล “แต่ท่านอ๋องรับสั่ง...”
อวี้หนานมองไป เยี่ยนหลีพลันเงียบลง ไม่กล้าเอ่ยต่อ
ครึ่งชั่วยามต่อมา นายบ่าวทั้งสองก็ออกจากเรือนฉางเยว่ทางประตูข้าง อวี้หนานสวมเสื้อคลุมสีเทาและใช้เพียงปิ่นเงินรวบผม เหอหมัวมัวไม่อยู่ด้วย นางจึงซ่อนกุญแจหีบไว้ในถุงหอมตรงเอวด้วยตนเอง
หมอกเช้าปกคลุมแนวไผ่ ทางหินยังชื้นจากน้ำค้าง คนในจวนมีเพียงบ่าวกวาดลานกับคนครัวที่เริ่มงาน อวี้หนานเดินช้ากว่าปกติ นางหยุดพักตรงศาลากลางสวนครั้งหนึ่ง รอให้อาการคลื่นไส้ทุเลาลงจึงเดินต่อ
องครักษ์เฝ้าเรือนจือจู่เห็นหวางเฟยมาก็รีบคุกเข่า ทั้งสองไม่กล้าขวาง เพียงส่งคนหนึ่งวิ่งไปรายงานพ่อบ้าน
อวี้หนานไม่มีเวลาสนใจ นางเข้าไปในห้องหนังสือเล็ก ดึงตำราบนชั้นออกสามเล่มแล้วคลำหาสลักไม้ด้านใน ช่องลับเปิดออกพร้อมเสียงเบา กระดาษบัญชีปึกหนึ่งยังอยู่ครบ
นางเพิ่งหยิบมันออกมา เยี่ยนหลีที่เฝ้าอยู่หน้าประตูก็รีบหันกลับเข้ามา “หวางเฟย ท่านอ๋องเสด็จมาเพคะ”
อวี้หนานสอดกระดาษไว้ใต้เสื้อคลุม ส่งสายตาให้สาวใช้ปิดช่องลับ แล้วหันกลับมาพอดีกับที่จูจั้นเหิงก้าวเข้าห้อง
วันนี้เขาสวมอาภรณ์สำหรับฝึกดาบ ปลอกแขนหนังยังไม่ได้ถอด เส้นผมตรงขมับมีเหงื่อเกาะอยู่เล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าได้รับรายงานกลางลานฝึกแล้วตรงมาที่นี่ทันที
สายตาของเขากวาดผ่านชั้นหนังสือที่ถูกรื้อ ก่อนหยุดบนใบหน้านาง “เหตุใดไม่พักอยู่ที่เรือนฉางเยว่”
“หม่อมฉันมาเก็บของเพคะ”
“ข้าสั่งให้บ่าวขนไปให้แล้วไม่ใช่หรือ”
“ของบางอย่างให้บ่าวแตะต้องไม่ได้”
จูจั้นเหิงเหลือบมองมือที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมของนาง “นั่นอะไร”
“ของส่วนตัวเพคะ”
เขาก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว อวี้หนานถอยตามสัญชาตญาณ ส้นรองเท้าชนขอบแท่นไม้ที่ใช้เหยียบหยิบตำรา ร่างจึงเสียหลักเซไปด้านหลัง
จูจั้นเหิงคว้าแขนนางเอาไว้ เขาดึงเพียงครั้งเดียว ร่างทั้งร่างก็เข้ามาปะทะแผ่นอก
เยี่ยนหลีตกใจจะขยับเข้ามา แต่พอเห็นท่านอ๋องประคองเจ้านายไว้ได้แล้ว นางจึงรีบหยุดอยู่ข้างชั้นหนังสือ
“เหตุใดจึงไม่รู้จักระวัง” เขาดุ
อวี้หนานตั้งหลักได้แล้วดึงแขนกลับ ไม่ได้คิดจะโต้เถียง แต่ร่างกายของทั้งสองยังคงแนบชิดกัน
เยี่ยนหลีเห็นอย่างนั้น ก็ก้มเก็บตำราที่วางบนพื้นแล้วถอยออกไปเฝ้าหน้าประตู
“ทรงขยับออกไปหน่อยได้หรือไม่เพคะ” ด้านหลังของเฉียวอวี้หนานคือเก้าอี้ นางไม่มีที่ให้ถอย จำต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากบอกเขา
จูจั้นเหิงก้มหน้าลงมา ครั้นเห็นว่านางเอาแต่ก้มหน้า ฝ่ามือพลันรู้สึกคันยุบยิบไปหมด เขาดูออกว่านางกำลังเขินอาย ไม่ยอมมองแผ่นอกที่โผล่พ้นสาบเสื้อออกมาเกินครึ่งของตน
“เป็นอันใด หืม? ... ใช่ว่าเราจะไม่เคยใกล้ชิดกันเสียหน่อย” น้ำเสียงของเขาฟังดูแหบพร่า จนพาให้คนฟังใจสั่น ยิ่งผสานกับกลิ่นอายบุรุษเพศ ยิ่งพาให้ผู้อื่นหน้าแดง