บทนำ #2
บทนำ #2
“หวางเฟยเพคะ ฝนตกแล้วเพคะ”
อวี้หนานราวกับไม่ได้ยิน สายตายังทอดมองบานประตูเบื้องหน้า
เมื่อสามปีก่อน บนทางเขาหลิงอู่ รถม้าของพวกนางเสียหลักเพราะม้าตื่น เฉียวอวี้หนานถูกแรงเหวี่ยงกระเด็นออกจากรถ ร่างครึ่งหนึ่งไถลพ้นหน้าผา มือของพี่สาวคว้าข้อมือนางเอาไว้ทัน ขณะที่ดินใต้เท้าพังลงทีละส่วน
เฉียวหลันจือใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักน้องสาวกลับขึ้นมา ส่วนตนเองตกลงไปในหุบเหว
นับจากวันนั้น ไม่มีคืนใดที่เฉียวอวี้หนานจะลืมมือเปื้อนเลือดของพี่สาวที่หลุดจากข้อมือตนไปต่อหน้าต่อตาได้
นางติดค้างชีวิตหนึ่ง
หนึ่งปี หลังจากรอจนมั่นใจว่าพี่สาวตายแล้ว พระราชโองการหมั้นหมายที่ตระกูลเฉียวและเซิ่งอ๋องเปลี่ยนแปลงไม่ได้ยังคงอยู่ นางต้องแต่งแทนพี่สาวที่ตายไป
กลายเป็นเขาติดค้างหัวใจดวงหนึ่งเช่นกัน
“กลับเถิด” เฉียวอวี้หนานเอ่ย หลังฝนเริ่มตกหนักขึ้น
ครั้นกลับถึงเรือนฉางเยว่ สำรับบนโต๊ะยังคงอุ่นอยู่ดังเดิม ไอร้อนจากน้ำแกงลอยขึ้นมาบางเบา รองเท้าคู่เล็กใต้หมอนอิงยังซ่อนอยู่ในที่เดิม ทุกอย่างที่นางจัดเตรียมไว้เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนยังไม่เปลี่ยนแปลง มีเพียงคนที่เฝ้ารอเท่านั้นที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เยี่ยนหลีช่วยถอดเสื้อคลุมเปียกฝนออก แล้วรีบไปสั่งคนต้มน้ำขิง เฉียวอวี้หนานนั่งลงข้างโต๊ะ กางกระดาษเทียบยาออกอีกครั้ง ตัวอักษรเรื่องครรภ์ยังอยู่ครบถ้วน ทว่าเวลานี้กลับไม่รู้แล้วว่าควรนำมันไปวางตรงหน้าผู้ใด
อวี้หนานนั่งครุ่นคิดอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน ทั้งเรื่องพี่สาวที่รอดกลับมาราวกับปาฏิหาริย์ แล้วก็เรื่องชีวิตของตนเอง
จนกระทั่งสาวใช้เข้ามาแจ้ง นางถึงหลุดจากภวังค์
“หวางเฟย พ่อบ้านเฉียนมาขอเข้าเฝ้าเพคะ”
“ให้เข้ามา”
พ่อบ้านเฉียนก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าหนักอึ้ง ในมือประคองซองหนังสือผนึกด้วยตราประจำตัวของเซิ่งอ๋อง เขาคุกเข่าลงกลางห้อง ชูซองนั้นขึ้นเหนือศีรษะ
“ทูลหวางเฟย ท่านอ๋องมีรับสั่งให้กระหม่อมนำหนังสือฉบับนี้มาถวายพ่ะย่ะค่ะ”
เฉียวอวี้หนานมองตราผนึกอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยถาม “เขาอยู่เรือนชิงหลัวหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“พี่สาวข้าเป็นอย่างไร”
เฉียนกว่างตอบโดยไม่กล้าเงยหน้า “หมอหลวงกล่าวว่าบาดแผลเก่ากำเริบ ทั้งยังตรากตรำเดินทางมานาน จำเป็นต้องมีคนเฝ้าดูอาการตลอดคืนพ่ะย่ะค่ะ”
ตราผนึกถูกแกะออกอย่างเรียบร้อย กระดาษด้านในมีเพียงหนึ่งแผ่น ลายมือของจูจั้นเหิงหนักแน่น ไม่มีร่องรอยลังเลแม้แต่ขีดเดียว
หนังสือหย่า
เหตุผลเขียนไว้ชัดเจนว่า การสมรสระหว่างเขากับนางเกิดขึ้นภายหลังคู่หมั้นเดิมสูญหาย บัดนี้เฉียวหลันจือกลับมาแล้ว เขาต้องคืนฐานะและคำมั่นซึ่งเคยมอบให้นาง ส่วนเฉียวอวี้หนานจะได้รับสินเดิมคืนครบถ้วน พร้อมเรือนหนึ่งหลังนอกเมืองและเงินชดเชยตามสมควร
นางอ่านจนถึงบรรทัดสุดท้ายแล้วเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น อ่านซ้ำอยู่สามครา กระทั่งตัวอักษรทุกตัวฝังเข้าไปในความทรงจำ จึงพับกระดาษกลับตามรอยเดิม
“ท่านอ๋องยังมีรับสั่งอื่นหรือไม่” เฉียวอวี้หนานถามออกไปราวกับคนละเมอ วันนี้นางมีเรื่องที่เตรียมใจรับไม่ทันอยู่มากเกินไป ในหัวจึงเหมือนเพิ่งถูกทุบตีมา สับสนมึนงงอื้ออึงไปหมด
เฉียนกว่างต้องทำใจอยู่นานกว่าจะตอบคำถามออกมาได้ “ท่านอ๋องรับสั่งว่า หวางเฟยรู้ต้นสายปลายเหตุของสมรสนี้ดี ขอให้ทรงเห็นแก่คุณหนูใหญ่ซึ่งเคยสละชีวิตช่วยพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
เห็นแก่พี่สาว ถ้อยคำนี้เฉียนอวี้หนานได้ยินมาทั้งชีวิต
เพราะพี่สาวร่างกายอ่อนแอ นางจึงต้องคอยเสียสละ ต้องไม่แต่งกายสีที่พี่สาวชอบ ต้องไม่แตะต้องของที่พี่สาวใช้ ต้องไม่แสดงความสุขมากเกินไป และเมื่อสมรสพระราชทานตกมาถึง นางยังต้องจดจำว่า ตำแหน่งหวางเฟยที่ตนครอบครองนั้นเป็นของผู้ใด
บัดนี้เจ้าของเดิมกลับมาแล้ว
เขาจึงทวงมันคืน
เฉียวอวี้หนานวางหนังสือหย่าลงบนโต๊ะ ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจกับการกลับมาของพี่สาวดี คนเราย่อมมีหัวจิตหัวใจด้วยกันทั้งนั้น นางไม่ได้ต่างจากคนอื่น ดีใจก็เรื่องหนึ่ง แต่จะไม่เสียใจเลยคงเป็นไปไม่ได้
อวี้หนานนำกระดาษสองแผ่นมาวางคู่กัน กระดาษทั้งสองถูกแสงตะเกียงส่องจนเห็นตัวอักษรชัดเจน แผ่นหนึ่งบอกว่านางกำลังจะเป็นมารดา อีกแผ่นบอกว่านางไม่ใช่ภรรยาของเขาอีกต่อไป
“ข้าจะพบท่านอ๋อง”
เฉียนกว่างมีสีหน้าลำบากใจ “หวางเฟย”
“ข้าเพียงต้องการถามเขาด้วยตนเอง” นางกล่าวพลางลุกขึ้น “พี่สาวกลับมาเป็นเรื่องน่ายินดี หนังสือหย่าก็อยู่ในมือข้าแล้ว ข้ายังจะทำสิ่งใดให้ยุ่งยากได้อีก”
เฉียนกว่างไม่มีคำตอบ ได้แต่ค้อมกายหลีกทาง
ฝนด้านนอกตกหนักขึ้น เฉียวอวี้หนานเปลี่ยนรองเท้า สวมเสื้อคลุมอีกตัว แล้วเดินกลับไปยังเรือนชิงหลัว คราวนี้องครักษ์สองนายยืนขวางอยู่หน้าประตู ตั้งแต่เห็นนางเดินมา ทั้งคู่ก็ประสานมือคารวะด้วยสีหน้าลำบากใจ
“ทูลหวางเฟย ท่านอ๋องมีรับสั่งไม่ให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนคุณหนูใหญ่พ่ะย่ะค่ะ”
“ไปทูลพระองค์ว่าข้ามาถามเรื่องหนังสือหย่า”
องครักษ์คนหนึ่งหันไปมองบานประตูที่ปิดสนิท ก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน ไม่นานก็กลับออกมา
“ท่านอ๋องรับสั่งว่า เรื่องทั้งหมดเขียนไว้ในหนังสือแล้ว หวางเฟยควรกลับไปพักผ่อนพ่ะย่ะค่ะ”
เฉียวอวี้หนานไม่ได้ขยับ ในหัวอดจินตนาการไม่ได้ ว่าคนด้านในกำลังทำสิ่งใดกันบ้าง
เยี่ยนหลีขยับร่มเข้ามาใกล้ น้ำฝนยังสาดเปียกชายกระโปรงจนแนบกับข้อเท้า “หวางเฟย กลับเรือนเถิดเพคะ พระวรกายของพระองค์...”
“อืม” เฉียวอวี้หนานหมุนตัวโดยไม่หันกลับไปมองประตูเรือนชิงหลัวอีก
เวลาเดียวกันนั้น ในห้องนอนด้านใน จูจั้นเหิงยืนอยู่หลังบานประตู ท่าทางลังเล
“จั้นเหิง” น้ำเสียงแหบแห้งของหญิงสาวบนเตียง ทำให้เขาไม่กล้าก้าวเท้าต่อ
เฉียวหลันจือถามเสียงแผ่ว “ข้ากลับมาช้าเกินไปหรือไม่”
เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวกลับมาส่ายหน้า จากนั้นเดินกลับมายืนข้างเตียง
“แค่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ก็เพียงพอแล้ว”
เฉียวหลันจือได้ยินอย่างนั้นก็หลับตาลงอีกครา จูจั้นเหิงลงนั่งเก้าอี้ด้านข้าง มองนางนัยน์ตาเหม่อลอย
ทางด้านเรือนฉางเยว่ แสงตะเกียงดับลงทีละดวง กระทั่งเหลือเพียงดวงเดียวตรงหน้าห้องนอน เฉียวอวี้หนานนั่งอยู่หน้าโต๊ะ วางรองเท้าเด็กคู่เล็กลงบนหนังสือหย่า แล้วใช้ผ้าผืนหนึ่งห่อเก็บเข้าไปในหีบ
เทียบยาถูกพับไว้ใต้สุด
ข่าวดีซึ่งนางเฝ้ารอมอบให้เขา จึงไม่เคยหลุดออกจากริมฝีปากแม้แต่คำเดียว