สองปีที่ผ่านมา #29
สองปีที่ผ่านมา #29
ตอนที่ 14 สองปีที่ผ่านมา
“ตั้งแต่ท่านส่งหนังสือหย่ามา ท่านพ่อท่านแม่ไม่เคยส่งคนมาถามหม่อมฉันแม้แต่คำเดียว วันที่พวกเขากลับมารับพี่ใหญ่พร้อมรถม้าสามคัน” นางสบตาเขา “ท่านอ๋องคิดว่าหม่อมฉันยังกลับไปทำสิ่งใดที่นั่นได้อีกเพคะ”
จูจั้นเหิงนิ่งไป เขาเพิ่งนึกได้ว่าในวันนั้น คนจากจวนจิ้งอันโหวไม่มีผู้ใดก้าวเข้าไปถามไถ่นางถึงเรือนจือจู่แม้แต่คนเดียว
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนบอกว่าจะจัดหาเรือนหลังใหม่ให้ นอกเมืองหรือไกลกว่านั้นย่อมได้ทั้งสิ้น
“ไม่ว่าท่านจะมอบเงินหรือเรือนให้ คำตอบของหม่อมฉันก็ยังเหมือนเดิม”
สายตาของจูจั้นเหิงเลื่อนไปยังปิ่นเงินเรียบง่ายบนมวยผมนาง เวลานี้ของที่เขาเคยมอบให้ไม่เหลือติดกายนางแม้แต่ชิ้นเดียว
“แม้แต่ของที่เจ้าเคยชอบ ก็ไม่คิดเก็บไว้หรือ”
อวี้หนานตอบกลับไปนัยน์ตาเด็ดเดี่ยว “ไม่เพคะ” นางเก็บตั๋วไว้ใต้บัญชีแล้วปิดสมุดลง “หม่อมฉันไม่ต้องการอะไรจากท่านอ๋องอีกแล้ว”
จูจั้นเหิงใจหายวาบ เขาอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่ไม่มีคำพูดหลุดออกจากปาก เขาไม่เคยบอกว่ารักอวี้หนาน ไม่เคยให้คำมั่นเหมือนที่ให้หลันจือ คิดว่าระหว่างพวกเขาไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่าคำว่าสามีภรรยา
แต่หากเป็นเช่นนั้น แล้วเหตุใดเขาจึงจดจำสิ่งของทุกชิ้นที่มอบให้นางได้ แล้วเหตุใดเขาถึงต้องเจ็บปวดทุกครั้งเมื่อได้ยินคำจากลา
“เจ้าคิดจะไปที่ใด” เขาถามอีกครั้ง
“หม่อมฉันยังไม่รู้” นางโกหก
จูจั้นเหิงรู้ แต่หากบังคับให้ตอบ ความสงบที่เหลืออยู่คงพังทลาย เขาเดินไปหยุดข้างหน้าต่าง หันหลังให้นางครู่หนึ่ง ก่อนจะถามทั้งที่ยังมองออกไปด้านนอก
“สองปีที่ผ่านมา สำหรับเจ้าไม่มีสิ่งใดควรเก็บไว้เลยหรือ”
คำถามฟังไม่เหมือนเซิ่งอ๋องผู้เคยตัดสินใจเด็ดขาดเลยสักนิด ทุกพยางค์ดังแผ่วเบา ราวกับเจ้าของเสียงเองก็ไม่แน่ใจในคำถาม
อวี้หนานมองแผ่นหลังของเขา
มีสิ...มีคืนที่เขากลับจากค่ายทหารแล้วนำดอกเหมยกิ่งหนึ่งมาวางบนโต๊ะ เพราะจำได้ว่านางบ่นว่าปีนี้ดอกบานช้า
มีเช้าที่เขาดึงผ้าห่มคลุมไหล่ให้ก่อนจะออกไปว่าราชการ
มีหลายคืนที่นางตื่นมาเห็นแขนของเขาพาดอยู่เหนือเอว และเผลอเชื่อว่าตนมีที่ยืนในหัวใจบุรุษผู้นี้จริง เพราะมีมากเกินไป นางจึงอยู่ใกล้เขาไม่ได้
“มีเพคะ” อวี้หนานตอบ “และเพราะยังมี หม่อมฉันจึงต้อง...” จากไป คำพูดที่เหลือหายไปในลำคอของนาง
จูจั้นเหิงหันกลับมา เขาเห็นนางยืนอยู่ข้างโต๊ะ เสื้อคลุมของเขายังพาดบนไหล่ มือข้างหนึ่งกำตั๋วจากร้านผ้าไว้ แววตาสงบนิ่งอย่างคนที่ตัดสินใจเด็ดขาด
ความรู้สึกสูญเสียที่เขาไม่เคยยอมรับเริ่มปรากฏเป็นรูปเป็นร่าง นางกำลังจะ...
จูจั้นเหิงสาวเท้ากลับมาหา เขาหยุดตรงหน้า ยกมือแตะข้างแก้มของนาง อวี้หนานไม่ถอย แต่ก็ไม่ได้เอนเข้าหาฝ่ามือเหมือนเมื่อก่อน
ความนิ่งเฉยนั้นรุนแรงกว่าการผลักไส
“หนานเอ๋อ ข้า...” เขาไม่อยากสูญเสียนางไป
จูจั้นเหิงโน้มหน้าลงมาจูบอีกครั้ง ครานี้ไม่มีความรุนแรงเหมือนวันแรก ริมฝีปากของเขาแตะลงมาอย่างช้า ๆ คล้ายกำลังบอกในสิ่งที่ตนไม่อาจเอื้อนเอ่ย มือประคองใบหน้างามไว้
อวี้หนานหลับตา นางไม่ได้ผลักไส และไม่ได้ตอบรับ เพียงยืนอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านปลายนิ้วของเขา
จูจั้นเหิงรู้สึกถึงความเปียกชื้นจึงหยุด เขาผละออกช้า ๆ มองรอยน้ำตาบนแก้มใสด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก
นางลืมตา “หยุดเถิดเพคะ”
มือข้างแก้มชะงัก ก่อนจะลดลงข้างลำตัว
ครั้งนี้เขาไม่ได้หมุนกายจากไปทันที จูจั้นเหิงยืนอยู่ตรงหน้าอีกชั่วอึดใจ คล้ายอยากกล่าวบางอย่าง ท้ายที่สุดยังคงพูดไม่ออกอยู่ดี เขาเดินจากไปทั้งอย่างนั้น
อวี้หนานฟังเสียงฝีเท้าผ่านระเบียงไป
หลังเขาจากไป เหอหมัวมัวจึงกล้าเข้ามา นางเห็นรอยแดงจางจากขอบตาที่เปียกชื้นก็ไม่ถาม เพียงประคองให้เจ้านายนั่งและยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ “หวางเฟย...”
“ข้าไม่เป็นอะไร”
ประโยคเดิมถูกเอ่ยออกมาอีกครั้ง ทว่าครานี้อวี้หนานรู้ดีว่ามันไม่จริง
จูจั้นเหิงไม่ได้กลับมาร่วมสำรับเย็น
เฉียนกว่างนำคำสั่งมาถึงแทน รถม้าสำหรับไปจวนจิ้งอันโหวจะจอดรอหน้าประตูชั้นในยามเฉิน เซิ่งอ๋องจะออกเดินทางพร้อมหวางเฟย บ่าวติดตามให้จำกัดเพียงเหอหมัวมัวกับเยี่ยนหลีเพื่อไม่ให้รบกวนพิธี
เขายังสั่งให้เตรียมเบาะหนาในรถ นำเตาอุ่นมือไปด้วย และให้ครัวเล็กทำโจ๊กก่อนออกเดินทาง
คำสั่งทุกอย่างละเอียดครบถ้วน มีเพียงเจ้าของคำสั่งที่หายไป ใกล้ยามจื่อ อวี้หนานดับตะเกียงแล้วขึ้นเตียง นางนอนตะแคง กอดผ้าห่มไว้เหนือท้อง ฟังเสียงลมพัดใบไม้ในลาน
อีกด้านหนึ่งของจวน
จูจั้นเหิงยืนอยู่กลางลานฝึกเพียงลำพัง กระบี่ในมือฟันแหวกอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า หยาดเหงื่อผุดซึมจนเปียกชุ่มแผ่นหลัง ทั้งที่อากาศยามค่ำคืนนั้นหนาวเย็น
ลั่วเฉิงโจวยืนเฝ้าอยู่ใต้ชายคา ไม่กล้าเอ่ยเตือน กระทั่งปลายดาบเฉือนกิ่งไผ่ขาดและตกลงบนพื้น เซิ่งอ๋องจึงหยุด เขามองใบไผ่ที่กระจายอยู่ข้างรองเท้า หายใจหนักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโยนกระบี่ให้องครักษ์
“พรุ่งนี้เพิ่มคนติดตามอีกสองนาย”
ลั่วเฉิงโจวรับกระบี่ไว้ “พ่ะย่ะค่ะ”
“ตรวจทางไปจวนจิ้งอันโหวก่อนรถม้าออก อย่าให้เกิดเหตุระหว่างทาง”
“กระหม่อมจะจัดการให้เรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ”
จูจั้นเหิงเดินกลับไปยังห้องหนังสือ ทว่าเมื่อผ่านทางแยกที่ทอดไปสู่เรือนฉางเยว่ ฝีเท้าของเขากลับหยุดชะงักลง