LNCrawler

สองปีที่ผ่านมา #30

เมื่อหวางเฟยหมดรัก — novel.dek d.com · All chapters

สองปีที่ผ่านมา #30

โคมใต้ชายคาเรือนนั้นดับหมดแล้ว ร่างสูงยืนทอดสายตามองอยู่นานเกือบครึ่งก้านธูป ท้ายที่สุดไม่ได้ก้าวเข้าไป เขาเพียงหันไปสั่งขันทีที่อยู่ด้านหลัง

“พรุ่งนี้ไม่ต้องจุดเครื่องหอมในรถม้า” เขากล่าวจบก็หมุนตัวเดินจากไป

รุ่งเช้า จูจั้นเหิงมาที่เรือนฉางเยว่ตั้งแต่ก่อนเข้ายามเฉิน

เวลานี้อวี้หนานแต่งตัวเสร็จแล้ว นางเลือกสวมอาภรณ์สีเขียวอ่อนเรียบง่าย ปราศจากลวดลายมงคลหรือเครื่องประดับมีค่าจากจวนอ๋อง บนมวยผมยังคงปักเพียงปิ่นเงินจากสินเดิมของตน ข้างเอวห้อยถุงหอมที่เหอหมัวมัวใส่บ๊วยเค็มกับสมุนไพรแก้วิงเวียนไว้ให้

ขณะนางก้าวออกจากห้องนอน บุรุษในอาภรณ์สีดำปักลายเมฆาก็เดินผ่านประตูเรือนเข้ามาพอดี สายตาสองคู่ประสานกันตรงกลางลาน

จูจั้นเหิงชะลอฝีเท้าลง สายตากวาดมองตั้งแต่ใบหน้าเนียนที่ผัดแป้งเพียงเบาบาง ไล่ลงไปจนถึงรองเท้าพื้นนิ่มของนาง

“ทานมื้อเช้าหรือยัง” คำถามแรกที่เอ่ยยังคงเป็นเรื่องเดิม

อวี้หนานยื่นมือไปรับเตาอุ่นมือใบเล็กจากเยี่ยนหลี ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “ทานแล้วเพคะ”

เหอหมัวมัวยอบกายรายงานเพิ่มเติม “หวางเฟยเสวยโจ๊กได้เกินครึ่งชามเพคะ”

จูจั้นเหิงพยักหน้ารับ เขาหันไปมองรถม้าที่จอดรอด้านนอกประตูวงเดือน เฉียนกว่างกำลังตรวจความเรียบร้อยของเตาอุ่นและเบาะรองนั่งเป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่ลั่วเฉิงโจวนำองครักษ์สองนายยืนรออยู่ข้างม้า เส้นทางจากจวนอ๋องไปถึงจวนจิ้งอันโหว ถูกตรวจตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ

“ไปเถิด” เขากล่าว

อวี้หนานเดินตามออกไป พอถึงข้างรถก็พบว่าตั่งเหยียบถูกเปลี่ยนเป็นขั้นเตี้ยกว่าปกติ นางไม่ได้ถามว่าเป็นคำสั่งของผู้ใด เพียงวางมือบนแขนเหอหมัวมัวเตรียมจะก้าวขึ้นรถม้า

จูจั้นเหิงกลับยื่นมือมาตรงหน้า นางหลุบตามองฝ่ามือนั้นชั่วครู่ ก่อนจะยอมวางมือลงไปเพื่อไม่ให้บ่าวไพร่สังเกตเห็นความผิดปกติ เขารับน้ำหนักประคองนางไว้อย่างมั่นคง รอจนนางเข้าไปนั่งด้านในเรียบร้อยจึงค่อยก้าวตามขึ้นมา

ม่านประตูปิดลง รถม้าเคลื่อนออกจากจวน ภายในห้องโดยสารไม่มีกลิ่นเครื่องหอม มีเพียงกลิ่นไม้กับกลิ่นชาจาง ๆ เบาะหนาถูกปูรองเต็มพื้น เตาอุ่นถูกจัดวางอยู่ในกรงทองเหลืองห่างจากชายกระโปรงพอสมควร ทุกครั้งที่ล้อรถแล่นผ่านร่องถนนขรุขระ จูจั้นเหิงจะคอยยกมือขึ้นกันกาน้ำชาบนโต๊ะไม่ให้เลื่อนมาชนเข่านางเสมอ

อวี้หนานเอาแต่นั่งมองม่านหน้าต่างตลอดทาง

เมื่อรถเลี้ยวผ่านถนนเป่ยจิง เขาจึงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “หากรู้สึกเวียนศีรษะก็บอกข้า”

“หม่อมฉันไม่เป็นอะไรเพคะ”

“เจ้าพูดประโยคนี้บ่อยเกินไปแล้ว”

นางหันกลับมามองสบตาเขา “แล้วท่านอ๋องอยากให้หม่อมฉันตอบเช่นไร”

จูจั้นเหิงไม่ได้ตอบ เมื่อคืนเขายืนอยู่หน้าประตูเรือน แต่ไม่กล้าเข้าไป มาวันนี้แม้เขากับนางจะนั่งห่างกันเพียงแค่โต๊ะกั้นเล็ก ๆ ทว่าเขากลับรู้สึกว่าหากเอื้อมมือออกไป ระยะห่างที่ประคองไว้ได้อาจพังทลายลงอีกครั้ง

รถม้าแล่นต่อไปท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงบางคราที่มือของเขายื่นมากันถ้วยชา หรือเลื่อนเตาอุ่นให้ห่างนางเมื่อถนนขรุขระ

จวนจิ้งอันโหวตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองหลวง

ป้ายเหนือประตูใหญ่สลักอักษรพระราชทานสีทองบนพื้นไม้ดำขลับ ผู้คนภายนอกเรียกที่แห่งนี้ว่าจวนตระกูลเฉียวมานานกว่าสิบปี จนแทบไม่มีใครกล่าวถึงอีกแล้วว่า แท้จริงป้ายจิ้งอันโหวบานนี้เดิมทีเป็นเกียรติยศของตระกูลฟาง

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งเฉียวเหวินเทายังหนุ่ม เขาเป็นบัณฑิตจากตระกูลขุนนางตกยาก ไม่มีทรัพย์สินมากพอแม้แต่จะซื้อเรือนในเมืองหลวง อดีตจิ้งอันโหวแซ่ฟางมีบุตรสาวเพียงคนเดียว จึงรับเขาแต่งเป็นเขยเข้าจวนฝ่ายหญิง เฉียวเหวินเทาใช้ชีวิตใต้ชายคาตระกูลฟางโดยยังใช้แซ่เดิมของตน

หลายปีต่อมา อดีตท่านโหวล้มป่วยและสิ้นใจลงโดยไร้ทายาทสืบสกุล ก่อนตายเขาได้ถวายฎีกาขอให้บุตรเขยรับบรรดาศักดิ์ต่อ ราชสำนักเห็นแก่ความดีความชอบทางทหารที่ตระกูลฟางสั่งสมมา จึงมีพระราชโองการเป็นกรณีพิเศษ พระราชทานตำแหน่งจิ้งอันโหวแก่เฉียวเหวินเทา ซึ่งนั่นไม่ใช่การสืบทอดตามธรรมเนียมดั้งเดิม ทว่าเป็นการเริ่มสายบรรดาศักดิ์ขึ้นใหม่ภายใต้แซ่เฉียว

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา เฉียวเหวินเทาก็ได้สร้างศาลบรรพชนตระกูลเฉียวขึ้นทางตะวันออกของจวน อัญเชิญป้ายวิญญาณบรรพบุรุษจากบ้านเดิมเข้ามาตั้ง และใช้กฎตระกูลเคร่งครัดกว่าผู้ใด

เขาเกลียดชังการถูกผู้อื่นตอกย้ำว่าทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ล้วนได้มาจากพ่อตา และยิ่งไม่ชอบใจหากมีผู้ใดคลางแคลงในอำนาจการตัดสินใจของตนภายในจวนแห่งนี้

รถม้าของจวนเซิ่งอ๋องแล่นผ่านประตูชั้นนอกเข้าไปจอดตรงลานรับแขก เฉียวเหวินเทากับฟางซื่อออกมายืนรอรับอยู่ใต้ชายคา หลันจือยืนข้างมารดาโดยมีอวิ๋นเซวี่ยประคอง ส่วนจื้ออวี้ยืนเยื้องหลบไปทางด้านหลัง

จื้ออวี้มารออยู่ที่ลานเรือนตั้งแต่ก่อนยามเฉิน เขาเอาแต่ชะเง้อมองประตูใหญ่สลับกับพี่สาวคนโต ครั้นได้ยินเสียงล้อรถม้าดังแว่วมาจากด้านนอก นิ้วที่บิดชายแขนเสื้ออยู่ก็หยุดลง เด็กหนุ่มขยับเข้าใกล้ขั้นบันไดหนึ่งก้าว ก่อนจะชะงักเมื่อบิดาหันมามอง

ทันทีที่ประตูรถม้าเปิดออก จูจั้นเหิงลงไปก่อน เขาหันกลับมายื่นมือให้อวี้หนานอีกครั้ง นางจำต้องจับมือเขาเอาไว้ต่อหน้าสายตาของคนทั้งตระกูล