ตกสระ #31
ตกสระ #31
ตอนที่ 15 ตกสระ
เฉียวเหวินเทานำทุกคนคำนับเซิ่งอ๋อง จูจั้นเหิงยกมือให้ลุก แล้วกล่าวกับทุกคนว่าไม่ต้องมากพิธี
อวี้หนานเดินไปคำนับบิดามารดา ฟางซื่อเพียงรับคำสั้น ๆ ก่อนจะหันกลับไปจัดเสื้อคลุมให้หลันจือที่เพิ่งหายป่วย
จื้ออวี้ขยับเข้ามาใกล้พี่สาวคนรอง เขาลอบมองใบหน้านางอยู่หลายคราเมื่อเห็นอวี้หนานหันมา เด็กหนุ่มก็รีบหลบสายตาและประสานมือคำนับ
“พี่รอง”
“เมื่อคืนเจ้าได้นอนหรือไม่” อวี้หนานเอ่ยถามเมื่อเห็นรอยคล้ำใต้ตาของเขา
“นอนขอรับ” เขาตอบโดยไม่หยุดคิดเช่นเคย
เสียงหวานของหลันจือเรียกชื่อจูจั้นเหิงดังแทรกขึ้นจากเบื้องหน้า ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมอง หญิงสาวอยู่ในชุดอาภรณ์สีฟ้าอ่อน ปลายแขนปักเพียงลายเมฆาสีเงิน บนมวยผมมีปิ่นหยกกิ่งไห่ถังประดับอยู่ เม็ดหยกสีเขียวตรงปลายกิ่งไหวตามจังหวะการก้าวเดิน
อวี้หนานเห็นปิ่นเล่มนั้นแล้วนางเพียงหลุบตาลง
ฟางซื่อเห็นสายตาของจูจั้นเหิงมองบุตรสาวคนโต จึงฉวยโอกาสเอ่ยปาก “ท่านอ๋องเพคะ หลันจือเพิ่งจะหายไข้ ร่างกายอ่อนแรงนัก หม่อมฉันเกรงว่านางจะเดินไม่ไหว รบกวนท่านอ๋องช่วยประคองนางสักนิดเถิด”
จูจั้นเหิงจดจ้องปิ่นเล่มนั้นอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเดินไปประคองหลันจือตามที่ฟางซื่อร้องขอ
“ได้ฤกษ์ยามแล้ว” เฉียวเหวินเทากล่าวขึ้น “เชิญท่านอ๋องเสด็จไปยังศาลบรรพชนพ่ะย่ะค่ะ”
ขบวนเคลื่อนผ่านระเบียงด้านตะวันออก ศาลบรรพชนตั้งแยกจากเรือนพัก มีกำแพงสีเทาล้อมเป็นสัดส่วน บานประตูไม้เปิดกว้าง กลิ่นควันธูปกับไม้จันทน์ลอยออกมาตามสายลม
เบื้องหน้าแท่นบูชามีเบาะรองคุกเข่าวางเรียงเป็นสองแถว เหล่าผู้อาวุโสสายรองของตระกูลเฉียวมาถึงครบแล้ว ทุกคนลุกขึ้นประสานมือคำนับเมื่อเซิ่งอ๋องก้าวเข้ามา
นักพรตที่ฟางซื่อเชิญมาดูฤกษ์ยืนอยู่ข้างโต๊ะของไหว้ เขามีหน้าที่ขานเวลาและประกอบพิธีชำระสิ่งอัปมงคล ส่วนการแก้ชื่อในผังตระกูลนั้น เป็นหน้าที่ของผู้อาวุโส
อวี้หนานก้าวเข้าไปยืนประจำที่ตามลำดับ สายตาของนางปะทะเข้ากับป้ายสีขาวที่ตั้งอยู่ต่ำกว่าป้ายบรรพบุรุษ บนนั้นสลักนาม เฉียวหลันจือ พร้อมวันเดือนปีที่เชื่อว่าเสียชีวิต เคียงข้างกันมีสมุดลำดับวงศ์สกุลเปิดกางหน้าที่เขียนอักษรสีดำกำกับคำว่า ถึงแก่กรรม
สามปีที่ผ่านมา ชื่อของพี่สาวอยู่ในฐานะคนตาย ส่วนชื่อของนางอยู่ในฐานะผู้ที่รอดกลับมา
วันนี้ทุกคนตั้งใจทำพิธีถอนความตายออกจากชีวิตหลันจือ แต่กลับไม่มีผู้ใดคิดถอนความผิดออกจากบ่าของอวี้หนานเลย
“คุกเข่า” เฉียวเหวินเทาสั่งบุตรทั้งสาม
หลันจือคุกเข่าบนเบาะรองตรงกลาง อวี้หนานอยู่ด้านขวา จื้ออวี้อยู่ด้านซ้าย โดยมีฟางซื่อกับเฉียวเหวินเทาคุกเข่าแถวหน้า
ส่วนจูจั้นเหิงมีฐานะสูงกว่าและไม่ใช่คนตระกูลเฉียว เขายืนอยู่ด้านข้างแท่นพิธี
เสียงสวดชำระสิ่งอัปมงคลดังขึ้น ธูปสามกำถูกจุดพร้อมกัน ควันสีเทาหนาทึบลอยม้วนตัววนเวียนใต้เพดาน
อวี้หนานเพิ่งสูดหายใจเข้าไปก็รู้สึกพะอืดพะอม นางเม้มปากแน่น ใช้เล็บจิกกลางฝ่ามือเพื่อกดอาการเอาไว้ ร่างกายไม่อาจขยับระหว่างประกอบพิธี นางจึงทำได้เพียงก้มหน้าให้นิ่งกว่าเดิม
จื้ออวี้คุกเข่าอยู่ไม่ไกล เห็นปลายนิ้วของพี่รองกำแน่น เขาลอบมองใบหน้าซีดเซียวของนางอยู่หลายครา
จูจั้นเหิงเองก็สังเกตเห็นร่างบางโอนเอนไปเล็กน้อย เขาขยับเท้าออกไปครึ่งก้าว ทว่าพิธียังไม่เสร็จสิ้น และนางก็ฝืนตั้งตัวตรงได้เสียก่อน เขาจึงหยุดฝีเท้าไว้ตามเดิม
เมื่อนักพรตอ่านคำชำระสิ่งอัปมงคลจบ ผู้อาวุโสตระกูลจึงอัญเชิญป้ายสีขาวออกจากแท่นบูชา นำไปวางลงในอ่างทองเหลืองแล้วจุดไฟ
กระดาษแจ้งการตายถูกเผาไหม้ตามลงไป ส่วนคำว่า ถึงแก่กรรม ในสมุดลำดับวงศ์สกุลถูกขีดทับด้วยหมึกสีชาด ก่อนจะเขียนใหม่ว่าหลันจือกลับคืนสู่ครอบครัว
ฟางซื่อร้องไห้ตั้งแต่เห็นเปลวไฟแตะป้ายวิญญาณ ทันทีที่พิธีการเสร็จสิ้น นางก็โผเข้ากอดบุตรสาวคนโต พร่ำบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ากลับมาก็ดีแล้ว
เฉียวเหวินเทาวางมือลงบนไหล่ของหลันจือ สีหน้าที่เคร่งขรึมมาตลอดพลันผ่อนคลายลง
อวี้หนานค่อย ๆ ยันกายลุกจากเบาะรอง ทว่าหัวเข่ากลับชาหนึบและภาพตรงหน้ามืดดับไปชั่วขณะ จู่ ๆ มือหนาข้างหนึ่งก็ยื่นมาประคองข้อศอกของนางเอาไว้
จูจั้นเหิงเข้ามายืนเคียงข้างนางตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้
“เดินไหวหรือไม่”
“ไหวเพคะ”
นางพยายามดึงแขนกลับ ทว่าเขาไม่ปล่อยจนกระทั่งเห็นว่านางยืนมั่นคงดีแล้วถึงค่อย ๆ คลายมือออก
หลันจือที่อยู่ในอ้อมกอดของมารดา มองเห็นภาพนั้นพอดี เม็ดหยกที่ห้อยระย้าอยู่ข้างมวยผมไหวสั่นเบา ๆ ยามที่นางเบือนหน้าไปทางอื่น
หลังเสร็จสิ้นพิธี ผู้อาวุโสและแขกเหรื่อถูกเชิญไปดื่มชาที่ห้องโถงด้านหน้า ส่วนสตรีในครอบครัวแยกไปพักที่ศาลารับลมหลังศาลบรรพชน ที่นั่นมีสระน้ำรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ใบบัวชุดแรกของปีเพิ่งแตกใบอ่อน ผิวน้ำสีเขียวสะท้อนเงาของระเบียงกับกำแพงสีขาว
ฟางซื่อพาหลันจือไปเปลี่ยนเสื้อคลุมเพราะเกรงกลิ่นธูปติดตัว อวี้หนานนั่งพักในศาลาริมน้ำ เหอหมัวมัวส่งน้ำอุ่นให้ นางรับมาจิบเพียงสองอึก อาการคลื่นไส้ก็ทุเลาลง