LNCrawler

คุกเข่า #33

เมื่อหวางเฟยหมดรัก — novel.dek d.com · All chapters

คุกเข่า #33

ตอนที่ 16 คุกเข่า

“ตามหมอ! รีบไปตามหมอ!” เสียงสั่งดังไปทั่วลาน

จูจั้นเหิงคุกเข่าข้างหลันจือ ใช้มือตบหลังให้นางสำลักน้ำออกมา เมื่อเห็นว่ายังหายใจ เขาจึงเงยหน้ามาทางศาลา

อวี้หนานยืนอยู่เหนือขั้นบันได มือของนางยังถือปิ่น ภาพนั้นทำให้แววตาของเขาเปลี่ยนไป

อวี้หนานเห็นชัดเจน ความห่วงใยที่มีอยู่ตลอดสามวันถูกความเย็นชาเข้าปกคลุมในชั่วพริบตา

“เกิดอะไรขึ้น” เขาถาม

นางก้าวลงมาหนึ่งขั้น “พี่ใหญ่จะคืนปิ่น หม่อมฉันไม่รับ เราเพียงยื้อกัน นาง...”

เฉียวเหวินเทาสาวเท้าเข้ามา เขามองปิ่นในมือลูกสาวคนรองแล้วตวาด “ยื้อกัน? ทุกคนเห็นเจ้าผลักนาง!”

“ข้าไม่ได้ผลัก”

ฟางซื่อรีบโอบหลันจือไว้ในอ้อมแขน มือหนึ่งลูบแผ่นหลังบุตรสาวคนโตทั้งน้ำตา ก่อนหันไปตวาดอวี้หนาน “หนานเอ๋อ หากเจ้าอยากได้ปิ่นก็รับไป เหตุใดต้องทำร้ายพี่สาว เจ้าไม่รู้หรือว่านางเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ!”

“ท่านแม่ ข้าไม่ได้ทำ”

หลันจือไอขึ้นมาอีกครั้ง นางคว้าแขนมารดาไว้และพยายามพูดทั้งที่เสียงยังสั่น

“อย่า...อย่าโทษหนานเอ๋อ เป็นข้าที่จะคืนปิ่นให้นาง นางไม่ยอมรับ พวกเราจึงดึงกัน ข้า...ข้าคงเหยียบพลาดเอง”

ถ้อยคำเหล่านั้น ไม่ได้ช่วยแก้ไขความเข้าใจผิดของทุกคนที่มีต่อเฉียวอวี้หนานได้เลยสักนิด กลับยิ่งตอกย้ำว่าคนทั้งคู่ยื้อแย่งปิ่นกันจริง และยิ่งมารวมกับภาพที่เห็น ยิ่งทำให้มีเหตุผลมากพอที่จะคิดว่าอวี้หนานริษยาจนผลักพี่สาวตกน้ำ

อวิ๋นเซวี่ยสะอื้นไห้ “คุณหนูเกือบจมน้ำแล้วยังปกป้องคุณหนูรองอีกหรือเจ้าคะ บ่าวเห็นกับตา ว่ามือของคุณหนูรองอยู่ตรงอกท่าน!”

“คงไม่ใช่ว่าเมื่อสามปีก่อน พวกท่านก็ยื้อกันเช่นนี้กระมัง ยื้อจนคุณหนูใหญ่ตกเขา” ประโยคนี้ของหลัวหมัวมัวทำให้ทั่วบริเวณเงียบกริบ เหลือเพียงเสียงสะอื้นไห้ของนางกับอวิ๋นเซวี่ย

ทุกสายตามองมาที่นาง

อวี้หนานรีบแก้ตัว “พี่ใหญ่เป็นคนดึงมือ...”

“นางจะดึงมือเจ้าไปผลักตนเองด้วยเหตุใด!” ไม่รอให้นางพูดจบเฉียวเหวินเทาตวาดเสียงกร้าว “จนป่านนี้แล้วเจ้ายังไม่ยอมรับผิดอีกหรือ!”

อวี้หนานหันมองบิดา ก่อนจะหันไปหาจูจั้นเหิง

เขาเป็นคนเดียวที่นางอยากให้เชื่อ เขารู้ว่านางคืนของทุกชิ้นและไม่คิดแย่งชิงสิ่งใดกับพี่สาว หากมีผู้ใดควรรู้ว่านางไม่ต้องการปิ่นนี้ ก็ควรเป็นเขา

“ท่านอ๋อง” นางเรียก “หม่อมฉันเคยบอกท่านแล้วว่าไม่ต้องการปิ่น”

จูจั้นเหิงมองมือที่กำหยกของนาง เขาไม่รู้ว่าควรเชื่ออะไร จึงได้แต่เอ่ยไปตามที่เห็น “แต่ข้าเห็นมือเจ้าอยู่ตรงอกของนาง”

เฉียวอวี้หนานรู้สึกว่ามีบางสิ่งในอกแตกสลาย และมันกำลังจะถูกบดขยี้จนละเอียดเป็นผุยผง

“พระองค์ก็เลยคิดว่าหม่อมฉันผลักพี่สาวตนเอง?” นางถามเขาน้ำเสียงว่างเปล่า ไม่มีความประชดประชันหรือโกรธเกรี้ยว “หรือคิดว่าหม่อมฉันเป็นคนผลักพี่สาวตกหน้าผาตามที่แม่นมหลัวพูดด้วย?”

จูจั้นเหิงโพล่งออกมาทันที “เรื่องสามปีก่อนไม่เกี่ยวกัน เจ้าอย่าได้กล่าววาจาส่งเดช”

อวี้หนานสวนกลับไปทันควัน “ถ้าอย่างนั้นเรื่องวันนี้ท่านก็คิดเช่นนั้น”

จูจั้นเหิงรู้สึกเหมือนถูกบีบคั้น เขาเงียบไปชั่วอึดใจ สายตาเลื่อนไปยังใบหน้าซีดขาวของหลันจือ ที่กำลังสั่นเทาอยู่ในเสื้อคลุมเปียก “ข้าจะถามเจ้าให้ชัดภายหลัง”

ภายหลัง อีกแล้วหรือ

ทุกครั้งที่ต้องเลือกระหว่างคนสองคน นางมักเป็นเพียงตัวเลือกเสมอมา กับบิดามารดาก็เป็นเช่นนี้ กับเขาก็ยังคงเป็นเช่นเดียวกัน

จื้ออวี้ยืนอยู่ข้างบันได มือทั้งสองกำจนเล็บจิกฝ่ามือ เขามองผิวน้ำสลับกับพี่สาวคนรอง สีหน้าเปลี่ยนไปหลายครา ก่อนจะก้าวออกมาครึ่งก้าว

“ท่านพ่อ ข้าเห็น...”

เฉียวเหวินเทาหันขวับมามอง “เจ้าเห็นอะไร!”

เฉียวเหวินเทาจ้องบุตรชายไม่วางตา จื้ออวี้ไม่เคยหาญกล้าโต้แย้งบิดามาตั้งแต่จำความได้ พลันรู้สึกว่าลำคอแห้งผาก ความกล้าอันน้อยนิดที่รวบรวมมาเมื่อครู่หายไปในพริบตา

“ข้า...” จื้ออวี้ลอบมองพี่สาวคนรอง ริมฝีปากสั่น “ข้าเห็นพี่รองกับพี่ใหญ่แค่ยื้อปิ่นกันขอรับ”

เฉียวเหวินเทาแค่นเสียง “เฮอะ! ทุกคนก็เห็น!”

อวี้หนานมองน้องชาย จื้ออวี้รีบหลบตา ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเลือด ท่าทีอึกอักเช่นนั้นทำให้นางเกิดความสงสัย แต่ท่ามกลางผู้คนมากมาย นางไม่มีเวลาคาดคั้น

ฟางซื่อร้องเรียกให้พาหลันจือกลับเรือน

จูจั้นเหิงช้อนร่างของหลันจือขึ้นมาแนบอก อวี้หนานมองพี่สาวซบอยู่ตรงอกเขา ภาพนั้นช่างเหมือนภาพในคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้นไม่มีผิด

ต่างกันเพียง คืนนั้นฝนตก แต่วันนี้เป็นหยาดน้ำจากสระที่หยดลงตามชายเสื้อของคนทั้งสอง และผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังยังคงเป็นนางเช่นเดิม

เฉียวเหวินเทาเห็นเซิ่งอ๋องกำลังจะพาบุตรสาวคนโตออกไป จึงก้าวมาขวางบุตรสาวคนรอง “คุกเข่าลง!”

อวี้หนานหันกลับมา “ท่านพ่อว่าอะไรนะเจ้าคะ”

“เจ้าก่อเรื่องต่อหน้าศาลบรรพชน กล้าทำร้ายพี่สาวในวันถอนชื่อ ยังไม่รีบคุกเข่าขอขมาบรรพบุรุษอีก!”

“ข้าไม่ได้ทำร้ายนาง”

“ข้าสั่งให้เจ้าคุกเข่า!”

เสียงตวาดสะท้อนกำแพงศาลบรรพชน ผู้อาวุโสที่ยังไม่กลับต่างพากันหยุดมอง บ่าวไพร่ก้มหน้าจนคางแทบชิดอก ไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง

ทว่าอวี้หนานยังคงยืนนิ่ง เฉียวเหวินเทาเห็นท่าทางอวดดีนั้นแล้วยิ่งบันดาลโทสะ เงื้อฝ่ามือขึ้นสูง ก่อนจะฟาดลงมาเต็มแรง