หนีออกจากจวน #36
หนีออกจากจวน #36
หลังหมอเขียนเทียบยาเสร็จ ฟางซื่อก็สั่งให้คนไปส่งหมอกลับ นางกำนัลของเวินไท่เฟยขอตัวกลับเช่นกัน
หลังแขกกลับไปหมดแล้ว ฟางซื่อจึงเอ่ยถึงบุตรสาวอีกคน “หนานเอ๋อยังไม่ยอมรับผิด ท่านโหวคงให้นางคุกเข่าต่อจนกว่าจะสำนึก”
จูจั้นเหิงถึงหมุนตัวกลับมา “นางยังอยู่ในศาลบรรพชนหรือ”
“น่าจะเป็นเช่นนั้นเพคะ หนานเอ๋อดื้อรั้นมาตั้งแต่เด็ก นางไม่มีทางยอมรับผิดแน่”
ในที่สุดจูจั้นเหิงก็ตระหนักว่าความกังวลของตนที่มีมาตลอดบ่าย ไม่ใช่เรื่องของเฉียวหลันจือ แต่เป็นหญิงสาวอีกคนที่ยังคุกเข่าอยู่ในศาลบรรพชน
ฟางซื่อไม่สังเกตสีหน้าของเขา ยังบ่นต่อด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า “คุกเข่าเพียงครึ่งวันจะเป็นอะไรได้ จือเอ๋อเกือบจมน้ำตายอยู่แล้ว นางต่างหากที่ได้รับความอยุติธรรม”
คนบนเตียงขยับเล็กน้อย เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อย ๆ ปรือขึ้น
“จั้นเหิง”
เสียงเรียกแผ่วเบานั้นทำให้ทุกคนหันไปมอง หลันจือมองเขาด้วยแววตาพร่ามัว
“หนานเอ๋อเป็นอย่างไรบ้าง อย่าให้ท่านพ่อทำโทษนางเลย ข้าเหยียบพลาดเอง”
จูจั้นเหิงเดินมาหยุดห่างจากเตียงหนึ่งก้าว “เจ้าพักผ่อนเถิด”
“ท่านจะไปหานางหรือ”
มือซีดขาวยื่นออกมาจากผ้าห่ม จับปลายแขนเสื้อเขาไว้ “ข้ารู้ว่านางโกรธข้า หากท่านไปตอนนี้ นางอาจยิ่งคิดว่าข้าใช้ท่านบังคับนาง”
เขาก้มมองมือข้างนั้น
เมื่อสามปีก่อน หลันจือเคยจับแขนเสื้อเขาเช่นนี้ใต้ต้นไห่ถัง นางขอให้เขารีบกลับจากค่ายทหารให้ทันก่อนวันเกิดนาง เขารับปาก
เวลานั้นการเอ่ยคำสัญญามันช่างง่ายดายเหลือเกิน ทว่าบัดนี้ เขากลับพูดไม่ออก
“ข้าจะให้ลั่วเฉิงโจวไปรับนางกลับจวน” เขากล่าว “เจ้านอนพักเสียเถิด”
หลันจือคลายมืออย่างว่าง่าย ดวงตาของนางพริ้มหลับลงอีกครั้ง แต่หว่างคิ้วกลับยังขมวดเข้าหากันแน่น
จูจั้นเหิงออกไปสั่งองครักษ์ตรงระเบียง ลั่วเฉิงโจวคำนับแล้วเร่งรุดไปทางศาลบรรพชน ทว่าเพิ่งจะไปได้เพียงครึ่งทาง เขาก็ถูกเฉียวเหวินเทาขวางไว้
เฉียวเหวินเทายืนอยู่ใต้ชายคาห้องโถง โดยมีพ่อบ้านและบ่าวชายติดตามหลายคน “นี่เป็นโทษตามกฎตระกูล คนนอกไม่ควรสอดมือ”
ลั่วเฉิงโจวไม่ได้ถอย “ท่านอ๋องรับสั่งให้ข้าน้อยมาพาหวางเฟยกลับจวน”
เฉียวเหวินเทาไม่ยอมอ่อนข้อ “หนังสือหย่ารอเพียงตราประทับ อีกไม่นานนางก็ไม่ใช่หวางเฟยของจวนเซิ่งอ๋องแต่คือคนตระกูลเฉียว”
ลั่วเฉิงโจวไม่ยอมเช่นกัน “แต่ตราบใดที่ยังไม่มีตราประทับของฝ่าบาท เฉียวหวางเฟยก็ยังคงเป็นเซิ่งหวางเฟยของเซิ่งอ๋องอยู่วันยังค่ำ!”
เฉียวเหวินเทาขบกรามแน่นด้วยความโกรธ “หากเซิ่งอ๋องต้องการคน ก็ให้พระองค์เสด็จมารับด้วยตนเอง!”
สองฝ่ายเผชิญหน้ากันใต้สายฝน ไม่มีผู้ใดยอมหลีกทาง
ลั่วเฉิงโจวไม่อาจชักดาบในจวนขุนนางชั้นโหว ได้แต่ส่งทหารคนหนึ่งกลับไปรายงาน
ขณะเดียวกัน ประตูไม้บานเก่าหลังครัวเล็กเปิดออกพร้อมเสียงเสียดสีเบา ๆ
เหอหมัวมัวในเสื้อฟางกันฝนยืนอยู่ข้างรถขนผักที่คลุมด้วยเสื่อฟาง เยี่ยนหลีนั่งรออยู่ด้านใน ที่ข้างเท้ามีหีบใบเล็กสองใบวางอยู่ หนึ่งในนั้นคือหีบยาที่ซ่อนห่อผ้าสีครามเอาไว้
อวี้หนานเดินออกมาโดยมีจื้ออวี้ประคองถึงกำแพงชั้นสุดท้าย เด็กหนุ่มหยุดอยู่ใต้เงาต้นไหว ไม่ก้าวต่อไปยังประตู
“ข้าส่งได้เพียงเท่านี้”
นางพยักหน้า “กลับไปเถิด”
“พี่รองท่านจะกลับมาอีกหรือไม่”
สายฝนไหลลงจากปลายชายคาเป็นสายยาว อวี้หนานทอดสายตามองกำแพงสูงตระหง่านของจวนที่ตนเติบโตมา สถานที่ที่นางเคยวิ่งเล่นในสวน เคยคุกเข่าเฝ้ารอคำชมจากบิดา เคยคิดว่ามารดาเพียงไม่เก่งแสดงความรัก และเคยเชื่อว่าสักวันพี่สาวจะเห็นนางเป็นน้องจริง ๆ
นางเฝ้ารอคอยมามากพอแล้ว
“ไม่กลับแล้ว”
จื้ออวี้หลุบตาลงต่ำ ไหล่ผอมสั่นน้อย ๆ
อวี้หนานเอื้อมมือไปช่วยจัดปกเสื้อให้เขาอย่างทะนุถนอม คล้ายกับตอนที่เขายังเป็นน้องชายตัวเล็ก “จงดูแลตนเองให้ดี อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้เจ้ากลายเป็นคนที่ตนเองเกลียด เหมือนอย่างที่ข้าเคยเป็น”
เขาเงยหน้าขึ้น แต่นางก้าวผ่านประตูไปเสียแล้ว
เหอหมัวมัวช่วยพยุงให้อวี้หนานขึ้นรถม้า เยี่ยนหลีรีบคลุมผ้าห่มตั้งแต่ปลายเท้าถึงเอว ครั้นเห็นคราบเลือดตรงชั้นในของกระโปรง สาวใช้ก็ยกมือปิดปากกลั้นเสียงร้อง
“นายหญิง...”
“ออกจากที่นี่ก่อน”
คนขับรถดีดแส้เบา ๆ ล้อไม้เคลื่อนผ่านตรอกแคบด้านหลังจวน เสียงฝนกลบรอยล้อจนหมดสิ้น
รถม้าขนผักแล่นไปไม่ถึงสองตรอกก็เลี้ยวเข้าลานหลังร้านผ้าเฮ่ยเฟิง เสื้อคลุม หีบ และตั๋วเดินทางถูกเตรียมไว้แล้ว
ขบวนพ่อค้าเดิมทีจะออกเดินทางหลังพิธีสามวัน แต่จำต้องเร่งเวลาเพราะเรือสินค้าที่ทงโจวกำลังรอน้ำขึ้น
เหอหมัวมัวคิดว่าคุณหนูจะกลับจวนอ๋องก่อน เพื่อเก็บเรี่ยวแรงพักฟื้นอีกสักคืนสองคืนแล้วค่อยจากไป
ไม่มีผู้ใดคิดว่า อวี้หนานจะต้องหนีทั้งที่เลือดยังไหล
“เราหาหมอก่อนเถิดเจ้าค่ะ” นางคุกเข่าลงข้างตั่งด้วยความร้อนใจ “หากเดินทางคืนนี้ ข้าเกรงว่านายหญิงกับ...”
อวี้หนานจับขอบตั่งแน่นเมื่อความปวดระลอกใหม่ผ่านไป “ท่านอ๋องจะต้องส่งคนออกตรวจค้นโรงหมอทุกแห่งในเมืองหลวง เขาจะตามรอยร้านผ้าได้ไม่ช้าก็เร็ว”
“แต่เด็กในครรภ์...”
“เพราะลูก ข้าถึงต้องรีบหนีไปให้เร็ว” นางรู้ดีว่าถ้าขืนยังอยู่ รอยหยดเลือดในศาลบรรพชนคงทำให้จูจั้นเหิงสงสัยแน่ และเขาคงไม่มีทางจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป