LNCrawler

วัดร้าง #39

เมื่อหวางเฟยหมดรัก — novel.dek d.com · All chapters

วัดร้าง #39

ตอนที่ 19 วัดร้าง

รายชื่อผู้โดยสารหญิงถูกคัดออกมาวางบนโต๊ะยาว มีหญิงหม้ายกลับบ้านเกิดเจ็ดคน สตรีเดินทางกับครอบครัวสิบกว่าคน และบ่าวหญิงจากร้านค้าหลายแห่ง

แต่กลับไม่มีชื่อของบุคคลน่าสงสัยแม้แต่คนเดียว

“ค้นเรือทุกลำที่ยังไม่ออกจากท่าให้หมด” เขาสั่ง “แล้วส่งคนไปสอบถามท่าเรือเล็กทุกแห่งในรัศมีห้าสิบลี้เดี๋ยวนี้!”

นายท่าค้อมตัวจนศีรษะแทบแตะโต๊ะ ละล่ำละลักตอบ “ทูล...ทูลท่านอ๋อง เรือบรรทุกสินค้าส่วนใหญ่ทยอยออกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง หากไม่ได้ใช้ชื่อจริงในการลงบันทึก กระหม่อม...เกรงว่าจะตรวจสอบได้ยากพ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้นก็ตรวจจากชื่อปลอม” จูจั้นเหิงตวาดด้วยโทสะ

นายท่าประจำท่าเรือกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ไม่กล้าปริปากอธิบายว่าชื่อปลอมนั้น จะยิ่งตรวจหายากกว่า

ที่ผ่านมา จูจั้นเหิงเคยชินกับอวี้หนานที่เคยโอนอ่อนผ่อนตามและยอมลงให้เขามาโดยตลอด จึงหลงคิดว่านางไม่มีวันตัดขาดจากเขาได้ กระทั่งนางจากไปจริง จูจั้นเหิงถึงเพิ่งจะตระหนัก ว่าตนเองไม่เคยเข้าใจนางเลยแม้แต่น้อย

คืนแรกที่อยู่ในทงโจว เขาไม่พักในเรือนรับรอง เอาแต่นั่งอ่านรายชื่อเรือ ตรวจทานซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเทียนไหม้ละลายหมดไปถึงสองเล่ม

เฉียนกว่างเดินทางตามมาจากเมืองหลวงตอนใกล้รุ่ง สีหน้าของพ่อบ้านบอกว่าข่าวที่นำมาแจ้งนั้นไม่ใช่เรื่องดี

“ทูลท่านอ๋อง เมื่อวานกรมพิธีการส่งหนังสือมายังจวน แจ้งว่าหนังสือหย่าผ่านการประทับตราแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

มือที่กำลังพลิกหน้ากระดาษบัญชีชะงักทันที

เฉียนกว่างวางซองผ้าสีเหลืองลงบนโต๊ะ ก่อนนำหนังสือหย่าที่ประทับตราแล้วออกมาวางตรงหน้าผู้เป็นนาย สารสำคัญนี้ถูกจัดทำขึ้นสองฉบับ ฉบับหนึ่งเก็บไว้เป็นหลักฐานที่กรมพิธีการ ส่วนอีกฉบับส่งคืนจวนเซิ่งอ๋อง

ด้านล่างมีถ้อยคำตามแบบกรมพิธีการว่า

ทั้งสองฝ่ายยินยอมแยกทาง นับแต่นี้ไม่เกี่ยวข้องกันในฐานะสามีภรรยา ต่างฝ่ายต่างไม่มีสิ่งใดติดค้างต่อกัน

จูจั้นเหิงจ้องมองตัวอักษรเหล่านั้นเนิ่นนาน นัยน์ตาสั่นไหวรุนแรง เฉียนกว่างคุกเข่าไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองอารมณ์ของผู้เป็นนาย

“ยินยอม?” จูจั้นเหิงแค่นเสียงหัวเราะหยันในลำคอ “ผู้ใดเป็นคนร่างถ้อยคำบัดซบพวกนี้ขึ้นมา! ข้าไม่เคยพูดสักคำว่าระหว่างเราสองคนไม่มีสิ่งใดติดค้างต่อกัน!”

พ่อบ้านชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจตอบกลับอย่างระมัดระวังที่สุด “เป็นถ้อยคำตามแบบของกรมพิธีการ หากแต่หนังสือหย่าร่างฉบับแรกเป็นลายมือของท่านอ๋องเองพ่ะย่ะค่ะ”

ภายในห้องพลันเงียบลงราวกับสุสานร้าง หนังสือฉบับนั้นเป็นลายมือของเขาจริง

วันที่หลันจือกลับมา เขาเรียกคนเตรียมหมึก เขียนหนังสือหย่าโดยไม่รอฟังความเห็นของพระชายาที่แต่งเข้ามาถึงสองปีแม้แต่คำเดียว เขาไม่อ่านซ้ำ ไม่คิดว่าวันหนึ่งตราประทับสีชาดจะเปลี่ยนกระดาษแผ่นนั้นเป็นประตูที่นางใช้เดินออกไปจริง

จูจั้นเหิงพับหนังสือตามรอยเดิม เก็บเข้าไปในซอง ก่อนจะใส่กล่องเก็บแน่นหนา

“เรื่องตราประทับหนังสือหย่า อย่าเพิ่งแจ้งไปทางจวนจิ้งอันโหว” เฉียนกว่างรีบรับคำ ก่อนจะรายงานเรื่องในเมืองหลวงต่อ

“ไท่เฟยส่งคนไปถามอาการคุณหนูใหญ่เฉียวหลายครั้ง ฟางฮูหยินแจ้งว่านางยังมีไข้ ส่วนท่านโหวสั่งปิดประตูหลังและลงโทษบ่าวเฝ้าประตูทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อรายงานจบ จูจั้นเหิงก็ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อ จนเฉียนกว่างต้องเป็นฝ่ายรายงานเรื่องของหลันจือ

พ่อบ้านมีสีหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “คุณหนูใหญ่เฉียวส่งอวิ๋นเซวี่ยมาที่จวนบอกว่ามีเรื่องคำมั่นเดิม ที่อยากทูลถามพ่ะย่ะค่ะ”

จูจั้นเหิงมองแสงสีทองของรุ่งอรุณที่สาดส่องเหนือผิวน้ำ นัยน์ตาฉายแววเย็นเยียบไร้ความรู้สึก

“ให้นางรอไปก่อน”

เฉียนกว่างรับคำสั่งแล้วถอยออกไป

สามวัน จูจั้นเหิงก็ยังคงปักหลักอยู่ที่ทงโจวไม่ยอมไปไหน

องครักษ์กระจายกันตรวจท่าเรือเล็กกว่าสิบแห่ง จนในที่สุดก็พบเบาะแสสำคัญ เรือบรรทุกถั่วลำหนึ่งออกจากหมู่บ้านประมงในบ่ายวันถัดจากคืนที่อวี้หนานหายไป เจ้าของเรือให้การว่ามีสตรีสามคนแต่งกายไว้ทุกข์โดยสารลงใต้ ทั้งยังใช้ตั๋วเงินที่ออกจากร้านค้าในเมืองหลวงชำระค่าโดยสาร เรือลำนั้นมุ่งหน้าไปยังชางโจว

จูจั้นเหิงไม่รอช้า เขานำคนควบม้าตามไปทันที ทว่าเมื่อถึงชางโจว อวี้หนานก็เปลี่ยนเรือไปแล้ว

เหอหมัวมัวแบ่งเงินออกเป็นหลายส่วน ฝากคนของร้านเฮ่ยเฟิงนำตั๋วไปแลกที่เมืองอื่น ส่วนพวกนางลงเรือขนส่งข้าวสารที่ไม่จอดเทียบท่าเรือใหญ่ ทำให้การแกะรอยเป็นไปได้ยาก

ทุกครั้งที่จูจั้นเหิงคิดว่าตามทัน ร่องรอยของนางก็ขาดหายไปก่อนหน้าหนึ่งวัน

จนกระทั่งล่วงเข้าปลายเดือนนั้น เขากลับเมืองหลวงเพราะมีพระบัญชาเรียกเข้าเฝ้า

อวี้หนานอยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้แล้ว เรือแล่นช้าตามคลองใหญ่ นางนั่งพิงหมอนอยู่ข้างหน้าต่างบานเล็ก อาการเลือดออกหยุดแล้ว แต่ยังต้องดื่มยาทุกวัน กลิ่นน้ำกับโคลนโชยขึ้นมาตามลม ไม่เหมือนกลิ่นกำยานในจวนอ๋องแม้แต่น้อย

เยี่ยนหลีวางชามโจ๊กตรงหน้า “กินอีกสองคำเถิดเจ้าค่ะ”

อวี้หนานรับชามมา นางยังคลื่นไส้ แต่กลั้นใจกลืนจนหมดครึ่งชาม

ข้างเรือ ฝูงนกน้ำบินขึ้นจากกออ้อ ท้องฟ้าหลังฝนเปิดกว้าง เบื้องหลังไม่เหลือเงากำแพงเมืองให้เห็นแล้ว

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นางไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะนอนที่ใด ความรู้สึกนี้มันน่ากลัว

ในเมืองหลวง จูจั้นเหิงเปิดประตูเรือนฉางเยว่หลังกลับจากทงโจว ทุกอย่างยังอยู่ในตำแหน่งเดิม โต๊ะเครื่องแป้ง ฉากกั้นลายนกคู่ และม่านสีเขียวหม่น ไม่มีสิ่งใดถูกนำไป