วัดร้าง #40
วัดร้าง #40
บนโต๊ะยังมีถ้วยยาที่อวี้หนานเคยดื่มไม่หมด ส่วนในลิ้นชักลับเหลือเพียงซองเปล่าจากร้านผ้า จูจั้นเหิงนั่งลงบนตั่งซึ่งนางเคยเผลอหลับทั้งที่สมุดบัญชียังวางอยู่บนตัก มือข้างหนึ่งลูบไปตามพื้นโต๊ะที่นางเคยฟุบนอน
เสียงเฉียนกว่างดังขึ้นจากนอกประตู “ทูลท่านอ๋อง อวิ๋นเซวี่ยรออยู่หน้าลาน นางนำกล่องไม้ของคุณหนูใหญ่เฉียวมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่พบ ให้นางนำกลับไป”
“อวิ๋นเซวี่ยบอกว่าคุณหนูใหญ่ไม่ได้ต้องการสิ่งใด เพียงขอคำตอบว่าพระองค์จะกำหนดวันแต่งงานเมื่อใดพ่ะย่ะค่ะ”
จูจั้นเหิงไม่ได้ตอบในทันที สายตาของเขาเลื่อนผ่านถ้วยยาไปยังม่านเตียงซึ่งไม่มีผู้ใดแตะต้องนับตั้งแต่อวี้หนานจากไป กระทั่งเฉียนกว่างรออยู่ด้านนอกนานหลายอึดใจ เขาจึงกล่าวขึ้น
“บอกให้นางกลับไปบอกเฉียวหลันจือ ว่าข้าไม่เคยบอกว่าจะแต่งงานกับนาง”
เฉียนกว่างเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ แต่พอนึกให้ดี ก็คิดได้ว่าท่านอ๋องไม่เคยรับสั่งจริง เพียงเขียนหนังสือหย่าให้เซิ่งหวางเฟย แต่ยังไม่เคยตรัสสักคำว่าจะสมรสใหม่กับคุณหนูใหญ่เฉียว
พ่อบ้านวัยกลางคนเพิ่งจะตระหนักก็ตอนนี้ รู้อย่างนั้นแล้ว เฉียนกว่างรีบถอยออกไปแจ้งคนที่รออยู่หน้าลาน
จูจั้นเหิงไม่ได้สนใจ ว่าพ่อบ้านจะไปบอกอวิ๋นเซวี่ยว่าอันใด เขานั่งอยู่ในเรือนฉางเยว่จนฟ้ามืด ความรู้สึกเงียบเหงาเดียวดายที่เขาไม่เคยรู้จักเริ่มคืบคลานเข้ามา เมื่อสามปีก่อน ในตอนที่รู้ว่าเฉียวหลันจือตาย เขายังไม่เคยรู้สึกเช่นนี้
ในขณะเดียวกัน เรือบรรทุกข้าวสารผ่านหลินชิง จี่หนิง แล้วหยุดรอเปิดประตูน้ำอยู่หลายวัน อวี้หนานใช้ชีวิตในห้องท้ายเรือที่กว้างไม่ถึงสามก้าว กลางวันมีเสียงคนลากเชือกกับนายเรือตะโกนสั่ง กลางคืนได้ยินหนูวิ่งอยู่ด้านนอก
ยารักษาครรภ์เหลือเพียงห่อสุดท้ายตอนเรือถึงหวยอัน
เหอหมัวมัวลงไปซื้อสมุนไพรตามใบรายการเดิม แต่ร้านยาสองแห่งไม่มีตัวยาชนิดเดียวกัน หมอในเมืองไม่ยอมจ่ายยาให้คนที่ไม่มาตรวจชีพจรด้วยตนเอง
อวี้หนานจึงต้องลงจากเรือเป็นครั้งแรก นางสวมเสื้อคลุมสีเทา ใช้ผ้าขาวไว้ทุกข์ปิดมวยผม เดินอยู่ระหว่างเหอหมัวมัวกับเยี่ยนหลี ถนนท่าเรือเต็มไปด้วยคนงาน แผงปลา และรถขนเกลือ ไม่มีผู้ใดสนใจหญิงหม้ายสามคน
นางเคยคิดว่าการหายไปจากเมืองหลวงต้องอาศัยความกล้าใหญ่หลวง ความจริงเมื่อออกมาแล้ว โลกภายนอกกว้างเสียจนคนผู้หนึ่งเล็กเกินกว่าจะถูกจดจำ
หมอที่ร้านยาตรวจชีพจรอยู่พักหนึ่ง ก็กล่าว “ช่วงนี้ ควรพักผ่อนให้มากหน่อย”
หลังหมอจัดยาให้แล้ว อวี้หนานตัดสินใจเช่าห้องหลังร้านผ้าในตรอก พักอยู่หวยอันเจ็ดวัน
เงินในมือหายไปทุกวัน ค่าที่พัก ค่ายา ค่าเรือ ค่าอาหาร และเงินพิเศษสำหรับค่าปิดปาก ล้วนมากกว่าที่เหอหมัวมัวคำนวณไว้ อวี้หนานนำบัญชีออกมาตรวจทุกคืน ตัดรายการเสื้อผ้าใหม่ ตัดคนคุ้มกันหนึ่งคน และขายกำไลทองวงสุดท้ายที่เป็นสินเดิมจากมารดา
เหอหมัวมัวเห็นกล่องเครื่องประดับว่างลงก็ปิดฝากลับ “ของจากฮูหยินเก็บไว้เถิดเจ้าค่ะ”
“หากเก็บของไว้แล้วไปไม่ถึงฝูโจว มันก็ช่วยข้าไม่ได้”
“แต่เมื่อถึงที่นั่น นายหญิงต้องซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน ยังต้องใช้เงินเปิดร้าน”
“เอาไว้ถึงเวลา ข้าจะหาทางเอง”
อวี้หนานตระหนักดี ว่าจากนี้พวกเขาจะไม่ได้มีชีวิตสุขสบายเหมือนตอนที่อยู่เมืองหลวงอีก
เช้าวันออกจากหวยอัน มีหญิงคนหนึ่งมาคุกเข่าขวางหน้ารถม้า
นางอายุราวสามสิบ เสื้อผ้าซีดเก่า อุ้มทารกที่ร้องจนเสียงแหบไว้ในอก ข้างหลังมีเด็กชายวัยห้าหกขวบเกาะชายเสื้อ มองคนแปลกหน้าด้วยสายตาหวาดระแวง
ผู้คุ้มกันไล่นางให้หลีก หญิงผู้นั้นกลับโขกศีรษะกับพื้น
“นายหญิง โปรดซื้อข้าเป็นบ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ ข้าทำอาหาร ซักผ้า และเลี้ยงเด็กได้ ขอเพียงให้ข้าวลูกชายข้ากิน”
เหอหมัวมัวดึงม่านรถลงครึ่งหนึ่ง “เราไม่รับคน”
“ข้าไม่เอาค่าตัวก็ได้”
“ไม่มีหนังสือขายตัว ผู้ใดจะกล้าพาเจ้าไป”
หญิงผู้นั้นชะงัก น้ำตาไหลลงบนใบหน้า “สามีข้าตายตอนเรือล่ม นายเรือไม่จ่ายเงินชดเชย ญาติฝ่ายสามีไล่พวกเราออกจากบ้าน ข้าจะกลับฝูเจี้ยน แต่เงินหมดแล้ว”
อวี้หนานมองทารกในอ้อมแขนของหญิงผู้นั้น ใบหน้าเล็กแดงก่ำเพราะพิษไข้
“เด็กป่วยมากี่วันแล้ว”
“สองวันเจ้าค่ะ”
เหอหมัวมัวขยับเข้ามาเตือนเสียงเบา “นายหญิง เราเสียเวลาอีกไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ”
มือของอวี้หนานจับอยู่ตรงชายม่าน คนของจูจั้นเหิงอาจตามมาถึงหวยอันเมื่อใดก็ได้ เงินที่ติดตัวก็ร่อยหรอลงทุกวัน หากรับหญิงผู้นี้กับเด็กอีกสองคนร่วมทาง พวกนางย่อมเดินทางได้ช้าลง
เพียงปล่อยม่านลง รถม้าก็จะออกเดินทางต่อ
เสียงทารกกลับเบาลงเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะหยุดร้อง แต่เพราะหมดแรง
“พาเด็กไปหาหมอ” อวี้หนานกล่าวกับเยี่ยนหลี “ถามร้านผ้าว่ามีเรือไปฝูเจี้ยนสายใดรับคนเพิ่มได้”
หญิงคนนั้นโขกศีรษะซ้ำ “ขอบคุณนายหญิง ข้าชื่อซุนชิง บุตรชายคนโตชื่อเสี่ยวสือ เด็กเล็กยังไม่มีชื่อ ข้าจะทำงานใช้คืนทุกอีแปะ”
“รักษาลูกให้รอดก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันเถิด”
การตัดสินใจครั้งนั้นทำให้พวกนางออกจากหวยอันช้าไปอีกหนึ่งวัน และเสียเงินค่ายามากกว่าค่าเรือของคนสามคน