หญิงขวางรถม้า #42
หญิงขวางรถม้า #42
ปลายฤดูร้อน อวี้หนานถึงหางโจว ครรภ์ของนางพ้นช่วงอันตรายแล้ว หน้าท้องยังไม่เห็นชัดเมื่อสวมเสื้อคลุมหลวม แต่เดินนานไม่ได้ ซุนชิงคอยทำอาหารและดูแลยาต้ม แลกกับค่าเดินทางของตนกับลูก
เด็กเล็กหายไข้แล้ว เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ ส่วนเสี่ยวสือคอยช่วยเยี่ยนหลีขนห่อสัมภาระทุกครั้งที่ต้องเปลี่ยนเรือ
ขบวนเล็กที่เดิมมีเพียงสามคนจึงเพิ่มเป็นหกคนไปโดยปริยาย
จากหางโจว พวกนางต้องเดินทางต่อทางบก ลัดเลาะผ่านภูเขาและเมืองเล็กหลายแห่ง เส้นทางเข้าสู่ฝูเจี้ยนทั้งสูงชันและคับแคบ บางช่วงรถม้าไม่อาจผ่าน จึงต้องเปลี่ยนเป็นเกี้ยวไม้ไผ่และใช้ล่อต่างบรรทุกสัมภาระ
คืนนั้นฝนตกหนักจนทางดินบางช่วงพัง ขบวนจำต้องหยุดพักใต้เพิงของชาวบ้าน เสียงดินและหินไหลลงจากไหล่เขาดังอยู่ไม่ไกล อวี้หนานนอนไม่หลับ มือข้างหนึ่งวางอยู่เหนือหน้าท้อง
ใต้ฝ่ามือพลันมีบางสิ่งขยับ เบามาก ราวกับปลาตัวเล็กพลิกตัวอยู่ในน้ำ
อวี้หนานนิ่งไป ก่อนเรียกเหอหมัวมัวเข้ามา หญิงชราวางมือลงตรงที่นางชี้ รออยู่ครู่หนึ่งก็สัมผัสได้ ดวงหน้าที่เคร่งเครียดมาตลอดทางพลันผ่อนคลาย
“ขยับแล้วเจ้าค่ะ เด็กน้อยยังมีแรงดี”
อวี้หนานก้มมองท้องตน น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนหลังมือ นี่เป็นครั้งแรกที่นางร้องไห้หลังออกจากเมืองหลวง “แม่จะพาเจ้าไปให้ถึงฝูโจว”
นอกเพิงพัก ฝนยังตกไม่หยุด ทางข้างหน้าถูกดินถล่มปิดไว้ ต้องรอชาวบ้านขุดอีกสองวัน อวี้หนานไม่ได้เร่งคนหามเกี้ยวอีก
นับจากคืนนั้น นางยอมพักเมื่อเหนื่อย กินเมื่อถึงเวลา นางหนีมาไกลมากแล้ว
อวี้หนานเห็นแม่น้ำหมิ่นในเช้าวันที่หมอกหนาจนฝั่งตรงข้ามเลือนหาย
เรือเล็กพาพวกนางล่องผ่านเนินเขาและบ้านหลังคาดำเข้าสู่เขตฝูโจว ริมน้ำเต็มไปด้วยท่าไม้ เรือบรรทุกชา เครื่องปั้น และไม้ซุงจอดเบียดกัน เสียงคนงานพูดสำเนียงท้องถิ่นดังสลับกับเสียงระฆังจากเรือ
นางฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ชายผู้หนึ่งยืนรออยู่ปลายสะพานไม้ เขาสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบสีน้ำตาล ชายแขนเสื้อถูกรวบไว้เหนือข้อมือ ผิวคล้ำเพราะกรำแดด พอเห็นเหอหมัวมัวก็รีบเดินเข้ามา
“ท่านอา”
เหอหมัวมัวหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อมมือแตะไหล่เขา “เหอชุน ไม่พบกันหลายปี เจ้าดูเปลี่ยนไปมากแล้ว”
“ท่านอายังเหมือนเดิมเลยขอรับ” ชายผู้นั้นยิ้ม แต่เมื่อเห็นอวี้หนานอยู่ด้านหลังก็รีบสำรวมสีหน้า ค้อมกายลงต่ำ “คารวะนายหญิงขอรับ”
เหอชุนเป็นบุตรของพี่ชายเหอหมัวมัว ออกจากเมืองหลวงตามนายเก่ามาค้าขายที่ฝูโจวกว่าสิบปี ภายหลังนายเก่าตาย เขารับจ้างจัดหาเรือและโรงเก็บสินค้าให้พ่อค้าต่างถิ่น มีเรือนเล็กอยู่ทางใต้ของเมืองกับภรรยาและบุตรสาวสองคน
จดหมายจากเมืองหลวงมาถึงเขาก่อนอวี้หนานออกเดินทางเกือบหนึ่งเดือน เขาใช้เวลานั้นหาที่ดินกับร้านค้า แต่สิ่งที่พอซื้อได้ไม่ตรงกับรายการที่ได้รับสักแห่ง
“ร้านริมถนนใหญ่แพงเกินไปขอรับ” เขารายงานขณะนำคนไปยังเรือนพัก “ส่วนที่ดินทำเลดีนอกเมืองมีคนซื้อไปตั้งแต่ข่าวกองเรือจะจัดหาเสบียง พวกนายหน้าขึ้นราคาอีกสองส่วน”
“ที่ดินทำเลไม่ดีเล่า” อวี้หนานถาม
เหอชุนหันมองท้องที่เริ่มเห็นชัดใต้เสื้อคลุมของนาง “ข้ามีอยู่แห่งหนึ่ง แต่ไม่กล้าพานายหญิงไป”
“เพราะเหตุใด”
“เจ้าของเดิมขาดทุนจนหนีหนี้”
อวี้หนานกลับสนใจขึ้นมา “พรุ่งนี้พาข้าไปดู”
เหอหมัวมัวทำท่าจะทัดทาน นางยกมือห้าม “ข้าไม่ได้บอกว่าจะซื้อ เพียงไปดูเท่านั้น”
เช้าวันถัดมา ทุกคนออกจากเมืองด้วยรถล่อสองคัน เดินทางเลียบแม่น้ำไปทางตะวันออกเกือบหนึ่งชั่วยาม ก่อนเลี้ยวเข้าถนนดินระหว่างเนิน
ที่ดินผืนนั้นกว้างกว่าที่อวี้หนานคิด และแย่กว่าที่เหอชุนเล่า
เรือนหลักมีสามห้อง หลังคารั่วจนพื้นด้านหนึ่งขึ้นตะไคร่ กำแพงลานพังเป็นช่อง สวนชาบนเนินถูกวัชพืชคลุมสูงถึงเข่า ต้นส้มหลายสิบต้นเหลือกิ่งแห้งมากกว่าใบ ร่องน้ำจากลำธารถูกดินถล่มปิด น้ำจึงไหลผ่านขอบที่ดินไปยังนาของหมู่บ้านด้านล่าง
ซุนชิงอุ้มลูกเล็กลงจากรถ เสี่ยวสือวิ่งไปแตะต้นส้มแล้วรีบชักมือกลับเพราะถูกหนาม
“ที่นี่ไม่มีผลให้เก็บหรือ” เด็กชายถาม
เหอชุนหัวเราะแห้ง “ปีก่อนมีอยู่สองตะกร้า”
“สวนกว้างถึงเพียงนี้เก็บได้แค่สองตะกร้า?”
“เพราะไม่มีคนดูแล”
ผู้ที่ตอบเป็นชายชราร่างผอม เขาเดินขึ้นมาจากทางนาพร้อมจอบบนบ่า เสื้อเต็มไปด้วยฝุ่นดิน เหอชุนแนะนำว่าชายชราผู้นี้แซ่เฉิน เป็นหัวหน้าหมู่บ้านมาหลายปี เคยเช่าที่ส่วนล่างจากเจ้าของเดิม
อวี้หนานค้อมศีรษะทักทายตามฐานะคนต่างถิ่น “ท่านลุงรู้เรื่องที่นี่ดีหรือ”
“ก็ดีพอจะรู้ว่าไม่ควรซื้อ” ท่านผู้เฒ่าเฉินมองนางตั้งแต่ปิ่นเงินถึงรองเท้าที่ไม่เหมาะกับทางดิน “พวกท่านเป็นคนเมือง อย่าเห็นว่าราคาถูกแล้วคิดว่าปลูกสิ่งใดก็ได้ ดินบนเนินบาง น้ำไหลผ่านแต่เก็บไม่อยู่ พอเข้าฤดูฝนกลับท่วมลานด้านล่าง”
“ต้นชาเดิมตายหมดหรือยัง” อวี้หนานถาม
“ยังไม่หมด แต่ถางหญ้า ตัดกิ่ง ใส่ปุ๋ยแล้วต้องรอสองฤดูจึงรู้ว่าจะฟื้นได้เท่าใด”
“ต้นส้มเล่า”
“ถ้าซ่อมร่องน้ำทันก่อนหน้าแล้ง อาจรอดครึ่งหนึ่ง”