เงินในกล่อง #45
เงินในกล่อง #45
ตอนที่ 22 เงินในกล่อง
ตอนปิดร้าน เงินในกล่องน้อยกว่าค่าจ้างคนงานหนึ่งวัน เหอชุนปลอบว่าย่านนี้ต้องใช้เวลาให้คนรู้จัก อวี้หนานไม่ตอบ นางบันทึกของที่ขายได้กับคำถามของลูกค้าไว้ทุกข้อ
สามวันแรก คนซื้อชาส่วนใหญ่เป็นคนเรือ พวกเขาไม่สนใจกลิ่นหอมล้ำค่า ต้องการของที่ชงเข้ม เก็บได้นาน และราคาไม่สูง ชาวบ้านซื้อเปลือกส้มไปต้มยา แต่ไม่ซื้อห่อใหญ่เพราะแต่ละบ้านตากเองได้ ส่วนลำไยตากขายดีเฉพาะวันที่เรือเดินทางไกลเข้าท่า
วันที่ห้า อวี้หนานลดสินค้าหน้าร้านเหลือครึ่งหนึ่ง นำเงินไปซื้อข้าวคั่ว ถั่ว และเกลือจากตลาดเช้า ให้ซุนชิงทำแผ่นข้าวตากแห้งสำหรับต้มเป็นโจ๊กบนเรือ
ซุนชิงไม่เคยทำขาย นางลองอยู่สามครั้ง แผ่นแรกหนาเกินไปจนตากไม่แห้ง แผ่นที่สองแตกละเอียดตอนขนย้าย ส่วนครั้งที่สามจึงได้แผ่นที่แห้งสนิทและเก็บรักษาไว้ในไหได้ อวี้หนานแจกให้คนงานท่าเรือชิม ไม่เก็บเงิน
คนงานคนหนึ่งต้มกินบนเรือแล้วกลับมาบอกว่าจืดเกินไป อีกคนบอกว่าเก็บง่ายกว่าแบบข้าวสาร แต่ถ้าโดนน้ำเพียงนิดเดียวจะขึ้นรา นางรับคำทั้งหมดมาจด
ร้านเหอจี้ไม่ได้ดีขึ้นในทันที บางวันขายได้ บางวันไม่มีคนเข้า ร้านชาฝั่งตรงข้ามเห็นพวกนางขายราคาต่ำก็ลดราคาตาม นายหน้าที่เคยส่งของให้นำชาด้อยคุณภาพมาปน อวี้หนานตรวจพบหลังซื้อแล้ว ต้องเสียค่าขนส่งคืนและไม่ได้กำไร เดือนแรกขาดทุน
เดือนที่สองก็ยังขาดทุน เพียงแต่เงินทุนที่หายไปลดน้อยลง พวกนางเรียนรู้ว่าของแห้งในฝูโจวไม่อาจวางกระสอบชิดพื้น ต้องยกขึ้นบนแคร่ไม้และเว้นช่องให้ลมผ่าน ไหเคลือบต้องอังถ่านไล่ความชื้นก่อนใส่ของ กระดาษห่อสินค้าสำหรับเรือต้องทาน้ำมันบาง ๆ ตรงรอยพับ ความรู้เหล่านี้ไม่มีอยู่ในบัญชีจวนอ๋อง
อวี้หนานไม่ได้คิดขึ้นเองทั้งหมด นางจ่ายเงินถามคนเผาไห ฟังหญิงขายปลาบ่นเรื่องฝน และยอมให้คนงานเรือแกะห่อสินค้าต่อหน้าเพื่อดูว่าน้ำซึมที่ใด ทุกครั้งที่เสียของ นางต้องเลือกว่าจะจ่ายเพื่อเรียนรู้หรือปิดร้าน
กลางฤดูใบไม้ร่วง สวนชาร้างเริ่มมีใบอ่อนชุดใหม่
ท่านผู้เฒ่าเฉินไม่ยอมให้เก็บขาย เขาสั่งตัดทิ้งเกินครึ่งเพื่อให้ต้นฟื้น คนงานบางคนบ่นว่าเถ้าแก่เนี้ยจ่ายค่าแรงเลี้ยงใบชาแล้วปล่อยลงดิน อวี้หนานมองกิ่งที่ถูกตัดกองบนทางและเจ็บใจไม่ต่างกัน
“ถ้าเสียดายปีนี้ ปีหน้าจะไม่มีอะไรให้เก็บ” ท่านผู้เฒ่าเฉินกล่าว นางยอมเชื่อคนที่รู้จักดินมากกว่าตน
ต้นส้มกว่าห้าสิบต้นเหลือรอดเพียงยี่สิบเจ็ดต้น ผลที่เก็บได้มีขนาดเล็ก ผิวเป็นรอย ไม่เหมาะขายเป็นผลสด ซุนชิงเสนอให้แยกเนื้อทำของเชื่อม ส่วนเปลือกนำมาตากแห้ง
น้ำตาลแพงเกินไป อวี้หนานให้ทำเพียงหม้อเล็กสำหรับลองขาย เนื้อส้มส่วนอื่นแบ่งคนงานแทนค่าอาหารหนึ่งมื้อ เปลือกทั้งหมดล้าง ตากแห้ง และเก็บใส่ไว้ในไหใหม่
ของที่ครั้งหนึ่งเคยมองว่าเสีย กลับกลายเป็นสินค้าชิ้นแรกจากผืนดินที่เป็นของนาง วันที่นำเปลือกส้มชุดนั้นเข้าร้าน เสี่ยวสือใช้ถ่านเขียนคำว่า “จากสวนของเรา” บนแผ่นไม้ ตัวอักษรเอียงจนอ่านแทบไม่ออก อวี้หนานเห็นแล้วไม่ได้ให้ลบ
ก่อนสิ้นฤดูใบไม้ร่วง เรือสินค้าจากต่างเมืองเทียบท่ามากขึ้น มีข่าวว่าทางการจัดเตรียมเสบียงสำหรับเรือหลวงและเรือบรรณาการ เส้นทางตามชายฝั่งคึกคักกว่าหลายเดือนก่อน ร้านใหญ่รับซื้อชา ผ้า และของแห้งจำนวนมาก
เหอชุนรีบร้อนเข้ามารายงานด้วยสีหน้าตื่นเต้น บอกว่าหากกู้เงินซื้อสินค้ากักตุนไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ร้านอาจได้กำไรก้อนใหญ่
“กู้จากผู้ใด” อวี้หนานถาม
“พ่อค้าแซ่ไป๋ เขาให้เงินได้สามร้อยตำลึง คิดดอกเบี้ยทุกเดือน หากรอขายสินค้าในช่วงเรือหลวงมาถึง น่าจะหาเงินมาคืนได้ทัน”
“หากเรือหลวงออกเดินทางล่าช้าเล่า”
“ข่าวที่ได้รับการยืนยันออกตามกำหนดแน่นอนขอรับ”
“หากทางการซื้อจากร้านที่มีสัญญาเดิม แล้วไม่ซื้อของร้านเราเล่า” เหอชุนเงียบ
อวี้หนานปิดสมุดบัญชีลง “เราไม่กู้ ซื้อสินค้าเท่าที่มีเงินในมือ”
“เช่นนั้นกำไรคงไม่มาก”
“ตอนนี้เรายังมีทุนไม่มากพอที่จะหวังกำไร หากเกิดความเสียหายขึ้นมา เราก็ไม่มีทุนมากพอจะรับความเสี่ยงเช่นกัน”
พ่อค้าอีกหลายร้านกักตุนของจนโรงเก็บเต็ม ราคาชากับลำไยตากแห้งก็สูงขึ้นทุกวัน ร้านเหอจี้ยังซื้อได้น้อยและขายช้าตามเดิม
สองเดือนต่อมา คำสั่งจัดหาเสบียงส่วนใหญ่ไปถึงร้านเก่าที่มีสายสัมพันธ์ สินค้าที่ถูกกักเริ่มล้นตลาด ราคาตกลงรวดเร็ว พ่อค้าแซ่ไป๋ส่งคนทวงหนี้หลายร้าน
เหอชุนยืนดูคนขนชาออกจากร้านฝั่งตรงข้าม สีหน้าซีด “เกือบไปแล้วขอรับ”
อวี้หนานเองก็กลัว นางไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่าราคาจะตก เพียงแต่ไม่กล้านำเงินที่ยังไม่มีมาลงทุน
การรอดครั้งนั้นไม่ใช่เพราะเก่งกาจ หากเป็นเพราะเคยสูญเสียมามากพอ จนรู้ว่าตนไม่มีสิทธิ์นำทุกสิ่งที่มีไปเสี่ยงอีก
เข้าฤดูหนาว ครรภ์ของอวี้หนานเริ่มหนักขึ้นจนไม่อาจไปนั่งดูแลร้านได้ทุกวัน นางจึงย้ายสมุดบัญชีกลับมาตรวจที่เรือน ส่วนซุนชิงกับเหอชุนยังดูแลหน้าร้าน เหอหมัวมัวเริ่มเตรียมผ้าอ้อมและยังออกไปสอบถามคนในหมู่บ้านเพื่อหาหมอตำแย
กลางคืนเด็กดิ้นแรง นางนอนไม่ได้ ต้องลุกเดินช้า ๆ รอบห้อง บางครั้งเมื่อเสียงลมพัดหน้าต่าง นางนึกถึงเรือนฉางเยว่
ไม่ได้นึกถึงม่านหรือเตียง แต่นึกถึงคนที่เคยนั่งเฝ้านางกินโจ๊กและทำเหมือนไม่ได้มอง
ความทรงจำนั้นไม่ได้ทำให้นางอยากหวนกลับไป เพียงเตือนว่าหัวใจคนเราเก็บสิ่งที่ไม่ต้องการไว้ได้นานแค่ไหน