ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ
ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ
เมื่อเห็นทหาร ชายผู้นั้นวางกระดาษแล้วออกมาต้อนรับ
“คารวะใต้เท้าทั้งหลาย ร้านเล็กส่งของไม่ตรงข้อใดหรือขอรับ”
เสมียนลงจากม้า แนะนำว่าเขาคือเหอชุน ผู้ดูแลร้านที่ลงนามส่งตัวอย่างเข้าคลัง ส่วนเถ้าแก่เป็นญาติหญิงหม้าย ไม่สะดวกพบคนภายนอก
จูจั้นเหิงลงจากม้า สายตาหยุดที่กระดาษในมือเหอชุน “เจ้าเป็นคนเขียนป้ายราคาหรือ”
ครั้นเห็นตราหยกตรงเอว สีหน้าของเหอชุนก็เปลี่ยนไปทันที เขาไม่เคยพบเซิ่งอ๋อง แต่จดหมายจากเมืองหลวงบรรยายรูปพรรณและตราประจำพระองค์ไว้ชัดเจน จึงรีบคุกเข่าลงแล้วรีบตอบ
“ทูลท่านอ๋อง ป้ายเหล่านั้นเป็นคนในร้านเขียนพ่ะย่ะค่ะ”
“ผู้ใดเป็นคนเขียน”
เหอชุนรีบละล่ำละลักตอบ “ตอนจัดของมีคนช่วยกันหลายคน กระหม่อมจำไม่ได้ว่าเป็นผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่ป้ายทุกห่อเป็นลายมือเดียวกัน เจ้ายังจำไม่ได้อีกหรือ” น้ำเสียงของจูจั้นเหิงเริ่มกดดัน
เหอชุนพูดไม่ออก สายตาเหลือบมองไปยังเสี่ยวสือที่กำลังกวาดพื้นอยู่ข้างไห “อาจเป็นเสี่ยวสือพ่ะย่ะค่ะ”
เด็กชายชะงัก ไม้กวาดในมือหล่นลงพื้น เขายังอ่านแบบเรียนได้ไม่ถึงครึ่งเล่ม ไหนเลยจะเขียนป้ายสินค้าทั้งหมดได้
เหอชุนรู้ว่าคำโกหกไม่อาจปิดบังต่อไป สายตาจึงเผลอเหลือบไปทางม่านด้านหลังร้าน
ลั่วเฉิงโจวขยับเข้ามาหนึ่งก้าว แต่ผู้เป็นนายยังยืนอยู่ที่เดิม
เสียงลูกคิดด้านในหยุดลง
จูจั้นเหิงได้ยินเสียงผู้หญิงกระซิบ ตามด้วยเสียงทารกร้องอ้อแอ้ หัวใจในอกเริ่มเต้นกระหน่ำ
เขาก้าวผ่านธรณีประตู เหอชุนรีบขวาง “ท่านอ๋อง ด้านในเป็นเรือนสตรี”
จูจั้นเหิงหยุดจริง เมื่อก่อนหากมีคนขวาง เขาคงออกคำสั่งให้หลีก เวลานี้เขากลับมองเพียงม่านผืนบาง ไม่กล้ายื่นมือไปเปิด
“บอกนางว่าข้ามา”
เหอชุนยังคุกเข่า เขาไม่กล้ารับคำและไม่กล้าปฏิเสธ ม่านด้านในขยับก่อน
เยี่ยนหลีก้าวออกมา สาวใช้ที่เคยสวมชุดของจวนอ๋องบัดนี้อยู่ในชุดผ้าฝ้ายธรรมดา
“เยี่ยนหลี”
“เพคะ” เยี่ยนหลีคุกเข่าคารวะ เสียงทารกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้นานกว่าเดิม
สตรีนางหนึ่งเดินออกจากหลังฉากกั้น อุ้มเด็กไว้แนบอก เสื้อสีฟ้าหม่นไม่มีลายปัก ผมรวบด้วยปิ่นไม้เพียงเล่มเดียว ใบหน้ามีเนื้อขึ้นกว่าวันจากลาเล็กน้อย แต่ยังไม่กลับมาอิ่มเอิบเหมือนก่อน
จูจั้นเหิงหยุดนิ่งอยู่ตรงธรณีประตู สายตาจับอยู่บนใบหน้าของนาง กระทั่งเสียงร้องของเด็กดังขึ้นอีกครั้งจึงค่อยเลื่อนไปยังทารกในอ้อมแขน
หนึ่งปี
เขาตามหาทุกเส้นทาง เห็นสตรีรูปร่างคล้ายกันบนถนนนับครั้งไม่ถ้วน บางครั้งควบม้าตามคนแปลกหน้าไปหลายลี้ เพียงเพราะเห็นชายแขนเสื้อสีเดียวกับที่นางเคยสวม
คนตรงหน้ากลับยืนอยู่ในร้านเล็กข้างท่าน้ำ อุ้มเด็กคนหนึ่งและมองเขาราวกับมองคนแปลกหน้า
“หนานเอ๋อ”
อวี้หนานขยับเด็กขึ้นพาดไหล่ “ท่านอ๋องมาซื้อสิ่งใดเพคะ”
จูจั้นเหิงมองเด็กในอ้อมแขนนาง ใบหน้าเล็กซบอยู่ตรงคอ มองเห็นเพียงแก้มกลมกับผมอ่อนสีดำ อายุไม่เกินครึ่งปี
“เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมบอกข้า ว่าเจ้าตั้งครรภ์” เขาตัดพ้อ
อวี้หนานกระชับผ้าห่อตัวลูกให้คลุมแผ่นหลัง ก่อนจะตอบโดยไม่หลบสายตา “วันที่หม่อมฉันตั้งใจจะบอก เป็นวันที่ท่านอ๋องสั่งให้พ่อบ้านเฉียนนำหนังสือหย่ามามอบให้หม่อมฉันเพคะ หลังได้รับหนังสือหย่า หม่อมฉันจึงคิดว่าไม่สำคัญ”
จูจั้นเหิงขยับเข้าไปหานางครึ่งก้าว เสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้ทำให้เด็กในอ้อมแขนสะดุ้ง อวี้หนานจึงถอยออกไปพร้อมกับลูบแผ่นหลังเล็กเพื่อปลอบประโลม
“ท่านอ๋องหยุดอยู่ตรงนั้นเถิดเพคะ เด็กไม่คุ้นกับคนแปลกหน้า”
ฝีเท้าของจูจั้นเหิงหยุดลงตรงธรณีประตู ภายในร้านไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยแทรก ลั่วเฉิงโจวยืนรออยู่ริมถนน ส่วนเสมียนคลังกับทหารท้องถิ่นต่างก้มหน้ามองพื้น แม้แต่เหอชุนที่ยังคงขวางอยู่ด้านข้างก็ไม่กล้าขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม
ทั่วทั้งฝูโจวคงไม่มีผู้ใดกล้าห้ามเซิ่งอ๋อง หากแต่คำขอเพียงประโยคเดียวของอวี้หนานกลับทำให้เขายอมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
“ข้าอยากคุยกับเจ้า”
“เรื่องระหว่างหม่อมฉันกับท่านอ๋องจบลงตั้งแต่หนังสือหย่าผ่านการประทับตราแล้ว ระหว่างเราไม่มีสิ่งใดต้องกล่าวถึงอีกเพคะ”
“แต่เรื่องของเด็กยังไม่จบ เขาเป็นลูกของข้า เจ้าจะตัดสินใจทุกอย่างเพียงผู้เดียวไม่ได้”
อาอันเริ่มขยับตัวอยู่ในอ้อมแขน อวี้หนานจึงลูบหลังลูกเป็นจังหวะ กระทั่งร่างเล็กสงบลงแล้วค่อยเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง
“ท่านอ๋องยังจำถ้อยคำในหนังสือหย่าฉบับนั้นได้หรือไม่”
จูจั้นเหิงย่อมจำได้ทุกคำ โดยเฉพาะประโยคที่ว่าทั้งสองฝ่ายยินยอมแยกทางและต่างฝ่ายต่างไม่ติดค้างต่อกัน
“ท่านอ๋องเป็นคนเขียนประโยคนั้นเองว่าพวกเราไม่มีอะไรติดค้าง ฉะนั้น เรื่องลูกก็นับว่าไม่มีอะไรติดค้าง”
“หนังสือหย่าฉบับนั้นตัดความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับเจ้า แต่ไม่ได้ตัดสายเลือดระหว่างข้ากับลูก ต่อให้เจ้าจากไป เขาก็ยังเป็นบุตรของข้า เป็นสายเลือดราชวงศ์ เป็นคนสกุลจู หนานเอ๋อ เจ้ารู้เรื่องนั้นดี เพราะรู้ เจ้าถึงได้หนีมา”
เฉียวอวี้หนานไม่โต้แย้ง ที่เขาพูดมาล้วนถูกต้องทั้งหมด ถ้าไม่เพราะเรื่องนี้ วันนี้นางจะยอมพบเขาเพื่ออันใด
ทารกบนไหล่นางลืมตาขึ้น ดวงตาดำใสมองผ่านมารดามายังคนแปลกหน้าเพียงครู่ ก่อนเบือนกลับไปหากลิ่นที่คุ้นเคย