เพลิงไหม้ #52
เพลิงไหม้ #52
“มีเรือเล็กแทรกมากับหมอก เผาเรือเสบียงแล้วหนีไป” นายกองชี้ไปทางปากน้ำ “คนบนฝั่งที่ลอบวางเพลิงอาจเป็นพวกเดียวกัน พวกท่านไปที่จุดรวมคน ห้ามแยกออกจากกลุ่มเด็ดขาด”
อวี้หนานมองเรือสินค้าของร้านเหอจี้ที่จอดหลังท่าเรือ คนงานเพิ่งจะขนข้าวตากขึ้นไปได้เพียงครึ่ง ส่วนอีกครึ่งยังอยู่โรงเก็บข้างร้าน
“ออกเรือได้หรือไม่”
นายกองส่ายหน้า “เส้นทางน้ำถูกปิดเพื่อตรวจค้นทุกลำ”
จังหวะนั้น เสียงม้าดังมาจากหัวถนน ทหารกลุ่มหนึ่งแหวกฝูงชนเข้ามา จูจั้นเหิงกระโดดลงจากหลังม้าก่อนที่มันจะหยุดสนิท มองปราดเดียวก็รู้ว่าเจ้าตัวร้อนใจเพียงใด เพราะแม้แต่เสื้อเกราะชั้นนอกยังไม่ได้ผูกเชือกจนครบ
เขามองเห็นอวี้หนานยืนอยู่ข้างกองสินค้าได้ในทันที จึงรีบวิ่งมาหานาง
“เหตุใดเจ้าถึงยังอยู่ที่นี่อีก”
“หม่อมฉันกำลังจะออกไปแล้ว”
เขาหันไปสั่งนายกอง “ส่งทหารสิบนายพาคนไปที่วัดบนเนินเขา ตรวจหลังร้านทุกหลัง หากพบรอยน้ำมันหรือคบไฟที่ไม่มีเจ้าของให้จับไว้ให้หมด!”
นายกองรับคำสั่งต่อไป
จูจั้นเหิงหันมาถามอวี้หนาน “อาอันอยู่ที่ใด”
“เหอหมัวมัวพาหนีไปทางหลังร้านแล้วเพคะ”
“ลั่วเฉิงโจว” องครักษ์ที่ตามมารอรับคำสั่งทันที
“นำคนไปคุ้มกันพวกนางจนถึงวัด”
เดิมทีอวี้หนานทั้งห่วงลูกทั้งกังวลเรื่องในร้าน ในใจพะวักพะวน ทว่าพอเห็นเขาปรากฏตัว ความว้าวุ่นในใจกลับสงบอย่างประหลาด ความคุ้นเคยกับการที่มีเขาเป็นที่พึ่งมันกลับมาอีกแล้ว นางไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้เลย
เพราะความสับสนในใจ นางจึงไม่อยากมองเขา เบนสายตาไปทางอื่น ใครจะคิดว่าจะไปเห็นผ้าพันแผลของอีกฝ่ายแทน
“ท่านบาดเจ็บหรือ?” นางถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
จูจั้นเหิงยกแขนที่มีผ้าพันขึ้นมาดูแวบเดียว แล้วหันกลับมาตอบ “แค่แผลเล็กน้อย หมอกลัวแผลอักเสบก็เลยพันเอาไว้”
เฉียวอวี้หนานพยักหน้ารับรู้ หลังจากนั้นต่างคนต่างพูดอะไรไม่ออกอีก
จูจั้นเหิงสั่งให้นางกลับไป โดยทิ้งเหอชุนไว้ดูแล เพราะสถานการณ์เช่นนี้ ไม่เหมาะที่สตรีจะมาอยู่ตามลำพัง เฉียวอวี้หนานย่อมทราบดี นางจึงยอมทำตามที่เขาสั่ง
หลังเหตุเพลิงไหม้ ทางการต้องตั้งโต๊ะสำรวจความเสียหายใต้ศาลาวัด
ผู้ประสบภัยต้องนำทะเบียนครัวเรือน สัญญาเช่าร้าน และบัญชีสินค้ามาแสดง ผู้ที่มีชื่อในพื้นที่จะได้รับข้าวสาร ไม้ และกระเบื้องตามจำนวนคน ส่วนผู้ไร้ชื่อจะถูกสอบว่าเข้ามาอยู่เมื่อใด เพราะคนวางเพลิงสองคนแฝงตัวเป็นคนงานขนของก่อนเกิดเหตุ
อวี้หนานรู้ข่าวจากท่านผู้เฒ่าเฉินตอนเช้า
“พวกเขาจะตรวจเด็กด้วยหรือ” นางถาม
ชายชราวางแผ่นประกาศบนโต๊ะ “ทุกคนที่อาศัยในร้านหรือโรงเก็บสินค้าต้องไปแสดงตัว เด็กเล็กนับเป็นปากท้องหนึ่งคน ได้ข้าวเพิ่มครึ่งส่วน”
“ข้าไม่รับข้าวได้หรือไม่”
“รับหรือไม่ก็ต้องลงชื่อ ร้านท่านส่งเสบียงกองทัพ เจ้าหน้าที่ตรวจเข้มกว่าร้านอื่น”
ทะเบียนของอวี้หนานทำขึ้นที่หวยอันในนามเหออวี้ หญิงหม้ายที่กำลังกลับบ้านเกิด หนังสือเดินทางออกโดยร้านผ้าเฮ่ยเฟิงและผ่านตราด่านมาหลายเมือง แต่เมื่อซื้อที่ดินฝูโจว นางต้องย้ายชื่อเข้าหมู่บ้านของผู้เฒ่าเฉิน
เวลานั้นอาอันยังอยู่ในท้อง หลังคลอด ผู้เฒ่าเฉินเคยเตือนให้เพิ่มชื่อเด็ก นางขอเลื่อนไปก่อนเพราะยังไม่ตั้งชื่อทางการ คนในหมู่บ้านรู้จักเพียงอาอัน ไม่มีผู้ใดถามชื่อบิดา
วันนี้เลื่อนต่อไปไม่ได้แล้ว ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จูจั้นเหิงเดินเข้ามาพอดี ชาวบ้านและขุนนางพากันคุกเข่า
เฉียวอวี้หนานกำลังย่อตัว แต่ไหล่สองข้างกลับถูกจับเอาไว้ เขาไม่ได้พูดอันใด เพียงให้นางยืนขึ้น อวี้หนานย่อมกระจ่างแจ้งดี ว่าเรื่องสายเลือดจะอย่างไรก็หนีไม่พ้น ก็ถือเสียว่านางทดสอบการตัดสินใจของเขาก็แล้วกัน
จูจั้นเหิงย่อมทราบว่าที่นี่มีการตรวจสอบทะเบียนราษฎร เขาสั่งให้เฉียนกว่างไปจัดการแจ้งฐานะของเด็กเงียบ ๆ
ผู้ที่ทำหน้าที่อยู่ตรงนั้นพากันตกใจ แต่ไม่มีใครกล้าปริปากถามสิ่งใดอีก ชื่อของอาอันจึงไม่เคยปรากฏในทะเบียนเหล่านั้น
เฉียวอวี้หนานไม่จำเป็นต้องไต่ถามว่าเขาจัดการอย่างไร เพราะรู้แก่ใจดี จูจั้นเหิงเองก็ไม่คิดอธิบายเพราะยังไม่ถึงเวลา
เรื่องในศาลาจึงผ่านไปเช่นนี้
หนึ่งเดือนหลังไฟไหม้ หลังคาร้านเหอจี้เปลี่ยนเป็นกระเบื้องใหม่ครึ่งหนึ่ง
รอยดำบนคานยังเช็ดไม่ออก ไหสินค้าหลายใบต้องซื้อใหม่ และหนี้ค่าซ่อมกินกำไรจากสัญญากองทัพไปเกือบหมด แต่ร้านเปิดทุกวัน คนงานกลับมาครบ ไม่มีผู้ใดขาดค่าแรง
อวี้หนานเพิ่มถังทรายเป็นสองถัง ทำประตูหลังให้กว้างพอขนของออก และแบ่งบัญชีสำคัญเก็บคนละแห่ง นางไม่คิดว่าไฟจะเกิดซ้ำ เพียงไม่ยอมเสียทุกสิ่งเพราะประตูแคบอีก
สัญญากองทัพต่อเป็นงวดที่ห้า
ร้านเหอจี้ยังได้ราคาเท่าร้านอื่น เสมียนตรวจน้ำหนักทุกห่อและตีกลับข้าวตากแห้งสองกระสอบเพราะมีเม็ดไหม้มากเกินไป อวี้หนานรับคืน ไม่ได้คิดใช้เส้นสาย
จูจั้นเหิงเองก็มาร้านน้อยลง
เขาอยู่ปากน้ำครั้งละหลายวัน ตรวจเกาะและเปลี่ยนแนวเรือยามกลางคืน บางครั้งเฉียนกว่างมารับของ บางครั้งเป็นนายกองที่อวี้หนานไม่รู้จัก ไม่มีผู้ใดกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเถ้าแก่เนี้ยกับท่านแม่ทัพ
แต่น่าแปลกที่ข่าวลือในตลาดไปเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ คนหนึ่งบอกว่าเซิ่งอ๋องเคยช่วยนางจากไฟไหม้ อีกคนเห็นเขานั่งรอในร้าน บางคนถึงกับลือว่าเหออวี้เป็นนางบำเรอนอกจวนของเซิ่งอ๋อง
วันแรกที่ได้ยิน ซุนชิงโกรธจนวางตะหลิวเสียงดัง “คนพวกนั้นช่างน่าตายนัก!”