LNCrawler

ข่าวลือ #56

เมื่อหวางเฟยหมดรัก — novel.dek d.com · All chapters

ข่าวลือ #56

“คนที่หนีไปได้ พวกมันมีสายข่าวอยู่ทั่วไปหมด” เขากลืนน้ำลาย “ตอนเรือถูกจับมีคนเห็นว่าข้ายังมีชีวิต ถ้าข้าพูดออกไป มันต้องรู้แน่ว่าเป็นข้า”

“เจ้าไม่ต้องกังวล ขอเพียงมีเบาะแส ข้าสามารถช่วยเหลือคนอื่นทันแน่นอน”

ซ่งเปียวยังไม่ยินยอม “ครอบครัวของข้าอยู่ในมือพวกมัน”

“ก็ไหนเจ้าบอกว่าเป็นคนไร้บ้าน” ลั่วเฉิงโจวย้อนให้

ซ่งเปียวเงียบไป

จูจั้นเหิงไม่เร่ง เขาเลื่อนป้ายไม้ไปกลางโต๊ะ “รอยสลักสามยอดไม่ใช่ตราโจรสลัด ดินที่ติดอยู่ไม่ใช่ดินเกาะ เจ้ามาจากที่เดียวกับมัน”

ซ่งเปียวเงยหน้าขึ้นเป็นครั้งแรก “ท่านรู้ได้อย่างไร”

“ข้าแค่เดา”

สุดท้ายซ่งเปียวพลันนั่งลงบนส้นเท้าเหมือนหมดแรง “ข้าเคยอยู่ค่ายซานเฟิงทางเหนือ”

ลั่วเฉิงโจวหยิบพู่กันมาจด ค่ายซานเฟิง เป็นรังโจรในหุบเขาลึก คนในค่ายปล้นคาราวานเล็ก ลักม้า และรับซื้อของที่โจรกลุ่มอื่นชิงมา หัวหน้าชื่อเหลียงคุน ทางการเคยกวาดล้างสองครั้งแต่พบเพียงค่ายเปล่า

ป้ายไม้ใช้ผูกกุญแจโซ่ในคลังอาวุธ เครื่องหมายสามยอดบอกว่าเป็นของค่าย

“เหตุใดมันมาอยู่เรือโจรสลัด” ลั่วเฉิงโจวถาม

“หลังค่ายแตก คนกระจัดกระจาย เหลียงคุนพาพวกหนึ่งลงใต้ รับจ้างคุ้มของเถื่อนก่อนเข้ากับโจรพวกนั้น ข้าถูกจับขึ้นเรือเพราะคิดหนี”

“ค่ายแตกเมื่อใด”

“ปีก่อน ข้าจำเวลาแน่ชัดไม่ได้ แต่มั่นใจว่าเป็นก่อนฤดูร้อน” จูจั้นเหิงจดคำให้การไปพลางถามคำถามไปพลาง

ทั้งหมดจับใจความได้ว่าโจรพวกนี้ ไม่รู้เอาความกล้าบ้าบิ่นมาจากที่ใด ถึงได้กล้าปล้นเสบียงกองทัพ สุดท้ายก็เลยถูกกวาดล้าง จากนั้นมาเข้ากับโจรสลัด หลังได้ข้อมูลมาพอสมควร จูจั้นเหิงก็รับปากว่าจะช่วยครอบครัวของอีกฝ่าย หลังสอบสวนเสร็จสิ้น เขาก็ไปหมู่บ้านนอกเมือง

หลังจากได้อุ้มลูกวันนั้น จูจั้นเหิงต้องหาทางมาที่นี่ทุกวัน เขาไม่ได้เข้าไปรบกวนนาง เพียงมานั่งรออยู่บนแคร่ใต้ต้นไหวด้านนอก

“ท่านอ๋องเสด็จมาอีกแล้วเจ้าค่ะ” เยี่ยนหลีที่เพิ่งเอากระโถนออกมาเทกลับไปรายงาน

อวี้หนานกำลังตรวจบัญชีไม่ได้สนใจ หลังจากสาวใช้ออกไปแล้ว นางถึงได้แง้มม่านออกดู

เวลานี้เซิ่งอ๋องกำลังคุยกับผู้เฒ่าเฉิน ไม่รู้ว่าพวกเขาพูดคุยอันใดกัน แต่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี เพราะดวงตาที่มักเย็นชาคู่นั้นยามนี้แลดูอ่อนโยนไม่น้อย

จูจั้นเหิงคล้ายจะสัมผัสได้ว่าถูกจ้องมอง เขาจึงช้อนตามามองบานหน้าต่าง

อวี้หนานตกใจรีบปิดม่าน ก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายเต้นกระหน่ำ จูจั้นเหิงเป็นคนมีสัมผัสไว แค่เห็นผ้าม่านสั่นไหว เขาก็รู้แล้วว่าเป็นนาง ก้อนเนื้อในอกของเขาเต้นแรงเช่นกัน เหตุการณ์เช่นนี้มันเหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน ช่วงเวลาหนึ่งเกิดขึ้นออกจะบ่อยด้วยซ้ำ

ตั้งแต่ที่เขาเจอเด็กสาวชุดสีม่วงในเขตหวงห้ามที่ตำหนักเสด็จแม่ในวันนั้น นางก็แอบดูเขาอยู่หลังม่านตลอด แต่ตอนนั้นคนที่อยู่หลังม่านคือหลันจือ

เหตุใดพอเกิดเหตุการณ์คล้ายกันอีกครั้ง ความรู้สึกมันถึงไม่เหมือนกัน

ขณะที่เซิ่งอ๋องกำลังหาคำตอบให้ตนเองอยู่นั้น เฉียวอวี้หนานเองก็กำลังคิดเช่นเดียวกัน วันนั้น เป็นวันที่นางกับเขาพบกันครั้งแรก งานเลี้ยงน้ำชาในตำหนักไท่เฟย

เวลานั้น เขาเหมือนจะแพ้ขนจากหนอนบางชนิดทำให้ตาลืมไม่ขึ้น เซิ่งอ๋องเดินเอามือควานไปทั่วจนเผลอมากอดนางเข้า นางในตอนนั้นแอบเข้าไปในเขตหวงห้ามพอดี เพราะเช่นนี้จึงไม่กล้าโวยวาย หลังจากช่วยเขาหาน้ำมาล้างตาแล้ว ด้วยกลัวว่าจะถูกจับได้ ก็เลยหนีออกมาก่อนที่เขาจะมองเห็น หลังจากวันนั้น เวลาที่เห็นเซิ่งอ๋องที่ใด นางจึงมักจะแอบมองเขาอยู่หลังม่านเสมอ

พอคิดขึ้นมาแล้ว เฉียวอวี้หนานก็อดที่จะหัวเราะเยาะตัวเองไม่ได้ ที่แท้ความรักของนางก็เริ่มต้นเช่นนี้นี่เอง

“นายหญิงเจ้าคะ เหอหมัวมัวให้มาถามว่ามื้อเย็นอยากทานอะไรเป็นพิเศษหรือไม่” ซุนชิงชะโงกหน้าจากประตูเข้ามาถาม

อวี้หนานคิดถึงคนที่ชอบมานั่งอยู่ใต้ต้นไหวจนดึกจนดื่น ก็หันไปสั่งให้ตุ๋นน้ำแกงไก่ แล้วให้เพิ่มกับข้าวอีกสามอย่าง

ซุนชิงไม่จำเป็นต้องถามก็รู้ว่าแขกมื้อเย็นเป็นใคร นางจึงออกไปจัดการ

มีคนไปแจ้งเซิ่งอ๋องแล้ว เขาจึงเข้ามารอด้านใน อวี้หนานไม่อยู่ มีแค่อาอันกับเหอหมัวมัว

เด็กน้อยตื่นแล้ว นอนลืมตาใสแจ๋วอยู่ในเปล

“ท่านอ๋องอยากอุ้มหรือไม่เพคะ”

จูจั้นเหิงรีบพยักหน้ารัว ๆ

เหอหมัวมัวอุ้มคุณชายน้อย ประคองส่งเข้าไปในอ้อมแขนของเซิ่งอ๋อง ความตื่นเต้นทำให้จูจั้นเหิงเผลอกลั้นหายใจ

เหอหมัวมัวต้องเอ่ยเตือน “ท่านอ๋องอย่าเกร็งเพคะ”

ได้ยินอย่างนั้น จูจั้นเหิงค่อย ๆ ปรับลมหายใจเข้าออก ไม่นานก็ผ่อนคลาย ที่สุดก็อุ้มได้ถนัด ตอนนี้เขาไม่ได้อุ้มพาดบ่าเหมือนวันนั้น แต่อุ้มไว้ในวงแขนจึงมองเห็นหน้าเด็กน้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแขนของเขาแข็งเกินไปหรือไม่ เจ้าตัวเล็กถึงได้ทำปากจู๋ใส่ ดวงตากลมโตของเขาใสแจ๋ว มีส่วนคล้ายดวงตาของเซิ่งอ๋องถึงเก้าในสิบส่วน

อาอันเอาแต่มองเขา เป็นครั้งแรกที่ท่านอ๋องผู้เย็นชาเผลอยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว