LNCrawler

เพิ่งเข้าใจ #57

เมื่อหวางเฟยหมดรัก — novel.dek d.com · All chapters

เพิ่งเข้าใจ #57

ตอนที่ 28 เพิ่งเข้าใจ

กลิ่นน้ำแกงไก่ลอยออกจากครัวตอนตะวันคล้อยต่ำ ซุนชิงยกสำรับมาวาง มีน้ำแกงหนึ่งโถ ปลากะพงนึ่งกับขิงซอย ผัดหน่อไม้กับเห็ดหอม และผักดองที่ทำไว้กินเองอีกจาน นางจัดถ้วยสองใบตามคำสั่ง แต่พอเหลือบเห็นผู้เป็นนายยังยืนอยู่หลังม่านประตู จึงเก็บถ้วยใบหนึ่งกลับเข้าถาดอย่างรู้ความ

จูจั้นเหิงมองอาหารตรงหน้า ก่อนหันไปทางประตู

“นายหญิงให้ยกมาเพคะ” ซุนชิงบอก

เหอหมัวมัวยื่นแขนไปรับเด็ก “ส่งคุณชายน้อยมาให้บ่าวเถิดเพคะ”

จูจั้นเหิงลังเล เขาไม่ได้อยากทานอาหาร เขาอยากอุ้มลูกมากกว่า

แค่เห็นสีหน้าเขา เหอหมัวมัวก็รู้ความคิดของอีกฝ่ายแล้ว นางจึงกล่าว “สำรับนี้ นายหญิงเป็นคนสั่งให้โรงครัวทำด้วยตัวเองเพคะ”

“เจ้าพูดจริงหรือ” จูจั้นเหิงแทบไม่อยากเชื่อ

เหอหมัวมัวกับซุนชิงพากันพยักหน้า เห็นอย่างนั้น เขาถึงได้ยอมคืนลูกให้เหอหมัวมัว

เซิ่งอ๋องคงไม่รู้ว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาตนเองนั้นซูบผอมลงไปแค่ไหน แต่คนที่เคยอยู่ด้วยกันเห็นแวบเดียวก็รู้แล้ว อวี้หนานทำเช่นนี้ เพราะไม่อยากติดค้าง นางรู้ว่าหลายวันมานี้ เขาช่วยนางหลายเรื่อง

หลังทานมื้อเย็นเสร็จ จูจั้นเหิงยังได้อยู่กับลูกอีกราวครึ่งชั่วยาม หลังจากเหอหมัวมัวพาเด็กน้อยกลับเข้าไป เขาถึงค่อยกลับ

วันนี้ก็เหมือนทุกวัน เฉียวอวี้หนานไม่ยอมมาพบหน้า แต่สำหรับเขาแล้ว วันนี้ก็นับว่าดีกว่าเดิมมากแล้ว

ในค่าย เฉียนกว่างที่เตรียมสำรับไว้ เห็นเจ้านายมาก็รีบออกมารับหน้า “ท่านอ๋องจะทรงเสวยเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

จูจั้นเหิงส่ายหน้า หันไปบอกพ่อบ้านกับองครักษ์ “พวกเจ้าเอาไปแบ่งกันทานเถิด”

เฉียนกว่างไม่รู้จึงมองไปทางลั่วเฉิงโจว

“ทรงเสวยมาแล้ว” ลั่วเฉิงโจวขยับปากกลับมาโดยไร้เสียง แต่เพียงเท่านั้น พ่อบ้านเฉียนก็พอเดาได้ สำรับมื้อนั้นจึงเป็นของพวกเขา

คืนนี้อวี้หนานนั่งทำบัญชีจนดึกดื่น หลายครั้งที่ในหัวผุดภาพรอยยิ้มของเซิ่งอ๋องในยามอุ้มลูก และก็มีหลายครั้งที่นางเผลอยิ้มตาม

เฉียวอวี้หนานย่อมรู้ดีว่าตนเองกำลังทำสิ่งใด นางไม่ใช่แม่พระจิตใจดีบริสุทธิ์ ที่จะไม่รู้สึกเจ็บแค้น เคืองโกรธ การกระทำของเซิ่งอ๋องในตอนนั้น ทำให้นางแค้นเคืองไม่น้อย ฉะนั้น การเอาคืนเขาย่อมเป็นเรื่องที่นางต้องการจะทำ คิดได้ดังนั้นแล้ว รอยยิ้มของเฉียวอวี้หนานก็ไม่มีให้เห็นอีก

รุ่งเช้า ฟ้าไม่ทันสาง เซิ่งอ๋องก็เรียกรวมพล

ซ่งเปียววาดแผนที่บนผืนกระดาษหยาบตั้งแต่กลางคืนจนรุ่งเช้า เส้นทางในความจำของเขาขาดเป็นช่วง แต่มีสถานที่หนึ่งที่มั่นใจ นั่นคือโรงเก็บชาเก่าริมคลองหลัวอัน ห่างจากเมืองฝูโจวหนึ่งวันทางม้า เจ้าของเดิมตายไปสามปีแล้ว ป้ายหน้าประตูยังใช้ชื่อหวงจี้บังหน้า ส่วนชั้นใต้ดินเป็นที่พักคนที่จะถูกส่งต่อให้เรือโจร

“เมียกับลูกข้าถูกขังอยู่ที่นั่นก่อนข้าถูกลากขึ้นเรือ” เขาใช้นิ้วกดจุดหมึก “ถ้ายังไม่ถูกย้าย พวกนางก็อยู่ตรงนี้”

จูจั้นเหิงไม่ได้ส่งทหารเข้าตีทันที เขาให้คนแต่งตัวเป็นพ่อค้าชาไปซื้อของสองวัน ตรวจจำนวนยาม ทางเข้าออก และเรือที่เทียบท่าหลังโรงเก็บ เมื่อรู้ว่าทุกคืนปลายยามโฉ่วจะมีเกวียนถ่านเข้าไปหนึ่งคัน เขาจึงเลือกซ่อนคนในเกวียนแทนการพังประตู

ซ่งเปียวขอร่วมทาง

“เจ้าจำหน้าพวกมันได้ พวกมันก็จำเจ้าได้เช่นกัน” ลั่วเฉิงโจวคัดค้าน

เขาคุกเข่าอยู่หน้ากระโจม “ถ้าข้าไม่ไป ต่อให้พบทารกสิบคน ท่านก็ไม่รู้ว่าคนใดเป็นลูกข้า เมียข้ามีไฝแดงใต้หูซ้าย ลูกสาวขาไม่ดีเพราะถูกตี ข้าจะซ่อนตัวจนท่านเรียก”

จูจั้นเหิงยอมให้เขาไป แต่สั่งให้สวมเกราะอ่อนใต้เสื้อและอยู่หลังแนวทหาร

การจู่โจมกินเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ ยามสองคนตรงประตูหลังถูกจับก่อนทันส่งเสียง ส่วนคนในโรงเก็บชั้นบนคิดว่าเป็นโจรปล้นกันเองจึงวิ่งไปเฝ้าหีบเงิน เปิดช่องให้ทหารลงชั้นใต้ดินได้ คนถูกขังมีสิบเก้าคน เด็กห้าคน สตรีเก้าคน บุรุษที่บาดเจ็บจนทำงานบนเรือไม่ได้อีกห้าคน

ซ่งเปียวพบภรรยาหลังประตูเหล็กบานที่สาม

นางผอมจนโหนกแก้มสูง ครั้นเห็นสามียังยืนอยู่ก็ไม่ร้องไห้ เพียงยกมือแตะใบหน้าเขาเหมือนไม่แน่ใจว่าเป็นคนจริง ซ่งเปียวกอดนางกับลูกสาวที่ลากขาข้างหนึ่งเข้ามาหา

จูจั้นเหิงถอยออกมารอด้านนอก ปล่อยให้ครอบครัวได้พูดกัน ในห้องเก็บบัญชี ทหารพบสมุดซื้อขายคนสามเล่ม รายการสินค้าที่ปล้นมาอีกสองเล่ม และจดหมายสั้นหลายฉบับที่ใช้ชื่อแฝง ไม่มีชื่อเหลียงคุน แต่มีตราสามยอดกดด้วยหมึกแดงท้ายรายการอาวุธสองครั้ง

รายการสุดท้ายเขียนว่า เดือนสาม ปีก่อน รับคนจากทางเหนือยี่สิบหกคน ส่งต่อสิบเก้าคน ตายห้า หลบหนีสอง

ด้านข้างมีอักษรเล็กกว่าบันทึกว่า นายหญิงมีคำสั่งให้ปล้นเสบียง

ลั่วเฉิงโจวอ่านแล้วหันมองผู้เป็นนาย “นี่เป็นบัญชีของกองโจรเก่านี่ขอรับ ดูจากวันเวลา ไม่ใช่ของโจรสลัด”

จูจั้นเหิงพยักหน้า “คงเป็นของลูกพี่ซ่งเปียว”

ตามที่ซ่งเปียวเล่า ก่อนจะมาอยู่กับโจรสลัด พวกเขาเคยเป็นโจรภูเขามาก่อน บันทึกนี้น่าจะเขียนขึ้นในตอนนั้น

รู้อย่างนั้นแล้ว ก็ไม่มีใครติดใจสงสัยอันใด เพียงสืบหาข้อมูลกันต่อไป

ขณะเดียวกัน ขบวนของเฉียวหลันจือออกจากทงโจวมาไกลมากแล้ว และนางเพิ่งได้รับจดหมายในจุดพักม้าที่ม้าเร็วสวนมา

หลังอ่านจบ นางก็ยื่นจดหมายให้แม่นม หลัวหมัวมัวรับมาดู

ที่แท้ในจดหมายไม่ใช่ข้อความ แต่เป็นภาพวาดสตรีนางหนึ่ง