เฝ้าดูบนเขา #59
เฝ้าดูบนเขา #59
ตอนที่ 29 เฝ้าดูบนเขา
เขาเอ่ยต่อ “ทั้งที่พวกเราเพิ่งจะเริ่มมีความสุข ข้าเพิ่งจะตัดสินใจที่จะไม่เก็บซ่อนความรู้สึกที่มีต่อเจ้า จือเอ๋อก็กลับมา ในวันที่ข้าพบนาง ข้ารู้ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าความรู้สึกของข้าไม่เหมือนเดิม”
จูจั้นเหิงหยุดไปแล้วส่ายหน้า “ไม่สิ หากจะพูดว่าไม่เหมือนเดิมคงไม่ถูกนัก ต้องพูดว่า ความรู้สึกเหมือนเดิมแต่ใจข้าต่างหากที่เพิ่งกระจ่าง ว่าระหว่างนางกับข้าไม่เคยเรียกว่าความรัก”
มุมปากของเฉียวอวี้หนานยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะ พลางเอ่ยขัด “ท่านจะให้ข้าเชื่ออย่างนั้นหรือ?”
จูจั้นเหิงส่ายหน้าอีกครา “ไม่ใช่ ข้าแค่อยากบอกให้เจ้าฟัง” เขาหยุดไปชั่วอึดใจ ก่อนจะรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยต่อ “หนานเอ๋อ ถึงแม้ว่ามันอาจจะช้าเกินไป แต่ข้าอยากบอกว่าแท้จริงแล้ว ข้ารักเจ้า รักเจ้ามาโดยตลอด”
คำว่าโดยตลอดนั้น แม้แต่ตัวจูจั้นเหิงเองยังตอบไม่ได้ว่าตั้งแต่เมื่อใด เพราะเขาเพิ่งเข้าใจหัวใจตนเอง
รักมาโดยตลอดอย่างนั้นหรือ? รอยยิ้มเยาะหยันยังไม่ได้หายไปจากใบหน้างามของเฉียวอวี้หนาน แต่คำพูดประชดประชันกลับไม่ได้เปล่งออกจากปาก ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมานางจะดูไม่ออก อวี้หนานคิดว่าที่เขาพูดมาน่าจะเป็นเรื่องจริง เพียงแต่ระหว่างนางกับเขา ยังมีพี่สาวของนางกั้นกลางอยู่ ต่อให้เขารักนางจริงแล้วอย่างไร เขาก็ต้องแต่งให้พี่สาวของนางอยู่ดี
“ท่านอ๋องอธิบายจบแล้วกระมังเพคะ” อวี้หนานถามกลับไปโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน ราวกับคำบอกรักของเขาเป็นเพียงเรื่องดินฟ้าอากาศ “หากอธิบายจบแล้ว ก็เชิญเสด็จกลับไปเถิดเพคะ และหม่อมฉันหวังว่าท่านอ๋องจะทำตามสัญญา”
จูจั้นเหิงนิ่งไป ในอกเจ็บร้าวราวกับถูกคว้านเอาบางสิ่งออกไป เขาค่อย ๆ พยักหน้า “ได้ ข้าจะไป แต่หนานเอ๋อ ข้าอยากให้เจ้ารู้ ว่าข้าจะรอเจ้า จะรอจนกว่าเจ้าจะให้อภัย”
อวี้หนานแค่นเสียง แต่ไม่พูดออกไป ว่าคนที่จะแต่งงานกับพี่ใหญ่เอาความชอบธรรมที่ใดมาบอกว่าจะรอนาง
“ท่านอ๋องเชิญ” เฉียวอวี้หนานผายมือ
จูจั้นเหิงจำต้องเดินจากไป ก่อนจะขึ้นม้า เขาหันมามองนางแล้วก็มองเลยไปหาบุตรชายเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็ควบม้าจากไปพร้อมองครักษ์
อวี้หนานยืนมองเขาจนลับตา ในอกรู้สึกวูบโหวงไม่ต่างกัน รักแรกใช่ว่าจะตัดใจกันได้ง่าย เพียงแต่นางเป็นคนเข้มแข็งเกินไปก็เท่านั้น เฉียวอวี้หนานหลับตาลงเพื่อขับไล่ความรู้สึกวูบโหวงนั้น ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้าน
บ่าวไพร่ไม่มีใครกล้าถามมากความ
ทางด้านจูจั้นเหิง เขาไม่ได้ขี่ม้ากลับค่าย แต่ขึ้นไปบนเขา
“ท่านอ๋องจะทำอันใดพ่ะย่ะค่ะ” ลั่วเฉิงโจวเอ่ยถาม พลางมองสำรวจรอบ ๆ
“ให้คนไปนำกระโจมเล็กมาตั้งค่ายที่นี่”
ลั่วเฉิงโจวมองลงไปยังหมู่บ้านก็เข้าใจเจตนาของผู้เป็นนายได้ในทันที เขารีบสั่งการองครักษ์ให้กลับค่ายไปนำกระโจมมาตั้งค่ายที่นี่ จากมุมนี้ ท่านอ๋องสามารถมองเห็นบ้านของนางได้ชัดเจน
จูจั้นเหิงเดินไปลงนั่งบนขอนไม้เก่า
เขาแค่รับปากว่าจะไม่ไปให้นางเห็นหน้า แต่ไม่ได้รับปากว่าจะไม่นั่งเฝ้านางเสียหน่อย คืนนี้ เซิ่งอ๋องจึงนอนอยู่ในกระโจมเล็กบนเขา
รุ่งเช้า เขาออกจากภูเขาก่อนฟ้าสว่าง ทิ้งทหารสองนายเอาไว้อยู่เฝ้าค่าย
อวี้หนานไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าถูกคนจับตามอง ตอนนี้ร้านค้าเริ่มอยู่ตัวแล้ว ที่ร้านมีเหอชุนคอยดูแล นางจึงไม่จำเป็นต้องออกไปเฝ้า แต่ละวันของนางแค่เลี้ยงลูกกับเข้าสวน
ตกเย็นเซิ่งอ๋องจะมานอนบนเขา เพื่อเฝ้าดูนาง
ชีวิตเช่นนี้ ผ่านไปสิบกว่าวัน ในที่สุด ขบวนที่มีตราสัญลักษณ์จิ้งอันโหวก็เข้าสู่ฝูโจวในวันที่ท้องฟ้าเปิดหลังฝนตกติดต่อกันสามวัน
ผู้ว่าการส่งขุนนางมารับถึงศาลาพักม้านอกเมือง เพราะหลันจือถือหนังสือแนะนำจากเวินไท่เฟยและเป็นธิดาท่านโหว ทางการจึงจัดเรือนรับรองฝั่งตะวันตกให้ทั้งหลัง มีทหารเฝ้าประตูและหมอประจำเมืองมารอ
คราแรกนางต้องการจะไปพักกับเซิ่งอ๋อง แต่เซิ่งอ๋องพักอยู่ในค่ายทหาร ไม่ใช่ที่สำหรับต้อนรับแขก เฉียวหลันจือจึงจำต้องพักอยู่ที่จวนรับรองของที่ว่าการ
ผู้ว่าการเมืองฝูโจวแซ่ตง เขามอบหน้าที่การดูแลคู่หมั้นของเซิ่งอ๋องให้ภรรยาแซ่สู สูซื่อจึงเป็นคนมาต้อนรับและพาคุณหนูสูงศักดิ์เข้าพักจวนรับรอง
ขณะที่เดินไปเรือนพัก เฉียวหลันจือก็หันไปถามสูซื่อ “ไม่ทราบว่าท่านพอจะได้ข่าวเรื่องนางบำเรอลับของท่านอ๋องหรือไม่”
สูซื่อถูกสามีกำชับเรื่องฐานะและความสำคัญของคุณหนูใหญ่เฉียว ในใจเกิดนึกอยากประจบประแจง นางรีบโบกไม้โบกมือ “นางบำเรอลับอันใดกันเล่า คุณหนูอย่าได้เข้าใจผิด ก็แค่แม่หม้ายไร้สกุลผู้หนึ่งเท่านั้น ก่อนหน้านั้นเกิดเหตุไฟไหม้ ท่านอ๋องต้องทรงเสด็จไปที่นั่น คนปากไม่ดีก็พูดกันไปทั่ว เชื่อถือไม่ได้”
“แม่หม้ายไร้สกุลอย่างนั้นหรือ?” หลันจือหันไปสบตากับหลัวหมัวมัวและอวิ๋นเซวี่ย พลางถามต่อ “ไฉนฮูหยินถึงเรียกนางว่าแม่หม้ายไร้สกุลเล่าเจ้าคะ”
“ก็วันที่ทางการให้จดชื่อในทะเบียนราษฎร นางไม่ยอมจดชื่อลูก ซ้ำยังบอกไม่ได้ว่าพ่อเด็กมีพื้นเพเป็นคนที่ใด ตายอย่างไร เช่นนี้จะไม่เรียกว่าหญิงหม้ายไร้สกุลได้หรือ”
“แล้วนางรอดมาได้อย่างไรเจ้าคะ” หลัวหมัวมัวเอ่ยถามขึ้นบ้าง
เดิมทีการเป็นหญิงหม้ายไม่ได้ใช้ชีวิตง่ายอยู่แล้ว ถ้ายิ่งมีลูก แล้วไร้ที่มาที่ไป อาจถูกจับถ่วงน้ำในข้อหาท้องก่อนแต่ง หรือไม่ ก็อาจถูกจับเข้าคุกหรือถูกจับโกนผมส่งเข้าอารามชี