เฝ้าดูบนเขา #60
เฝ้าดูบนเขา #60
“วันนั้นท่านอ๋องทรงเสด็จไปพอดี คงสงสารเด็ก ก็เลยผัดผ่อนให้” สูซื่อตอบออกไปโดยไม่คิดอันใด อีกทั้งยังไม่ได้มองหน้าคนถาม จึงไม่เห็นสีหน้าเยียบเย็นของเฉียวหลันจือ
หลัวหมัวมัวย่อมเห็น เลยถามต่อไปอีกว่า “หญิงหม้ายผู้นั้นพักอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ”
“เรื่องนี้ข้าไม่รู้ ถ้าคุณหนูอยากรู้ อีกเดี๋ยวกลับไป ข้าไปถามสามี แล้วให้คนมาส่งข่าวให้”
เฉียวหลันจือค้อมศีรษะท่าทางนอบน้อม “ต้องรบกวนฮูหยินแล้วเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร คุณหนูเฉียวอย่าได้เกรงใจไป มีอะไรขาดเหลือบอกข้าได้”
จบประโยคนั้น ทั้งกลุ่มมาถึงเรือนพักพอดี สูซื่อส่งคนไปสืบเรื่องหญิงหม้ายผู้นั้นแล้วจึงขอตัวกลับ ไม่นาน คนของนางก็นำข่าวที่สืบได้มาส่งให้
หลันจือนั่งอ่านอยู่นานเลยทีเดียว ก่อนจะพับกระดาษเก็บแล้วเรียกอวิ๋นเซวี่ยเข้ามาช่วยแต่งตัว
อีกด้านหนึ่ง หมู่บ้านนอกเมือง อวี้หนานยังคงใช้ชีวิตปกติ เมื่อฝูโจวเป็นเมืองใหญ่ อีกทั้งคุณหนูจวนโหวก็หาใช่คนสำคัญอันใด การมาถึงของนางยังไม่พอให้ชาวเมืองกล่าวขวัญถึง เพราะเช่นนี้ เฉียวอวี้หนานจึงยังไม่รู้ว่าพี่สาวพักอยู่ในเมือง
นางออกมาดูชาและต้นส้ม หลังฟังรายงานจากผู้เฒ่าเฉินและชาวบ้านเสร็จก็กลับไปในเรือน เด็กน้อยตื่นแล้ว อาอันเริ่มส่งยิ้มให้คนนั้นคนนี้ ดูเป็นเด็กอารมณ์ดี แต่เฉียวอวี้หนานเห็นแล้ว อดที่จะนึกน้อยใจไม่ได้ นางลำบากอุ้มท้องมาแทบตาย แต่หน้าตาของอาอันยิ่งโตยิ่งถอดมาจากเซิ่งอ๋อง
อวี้หนานไม่ได้โกรธลูก แต่นึกโกรธคนเป็นพ่อมากกว่า เยี่ยนหลีเห็นเจ้านายยืนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เป็นอันใดไปเจ้าคะ”
“ไม่มีอะไร” เฉียวอวี้หนานส่ายหน้าเดินไปอุ้มบุตรชายจากเหอหมัวมัว
เยี่ยนหลีเกาหัวแกรก ๆ เมื่อครู่เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเจ้านายมีสีหน้าปานจะฆ่าคน ไฉนจึงเปลี่ยนสีหน้าได้เร็วนัก เมื่อหาคำตอบไม่ได้ เยี่ยนหลีก็เลิกคิดแล้วไปทำงานต่อ
ในค่ายทหาร มีคนมาแจ้งเซิ่งอ๋องนานแล้ว ว่าคุณหนูใหญ่เฉียวเดินทางมาถึง เขาจึงไม่ยอมกลับเข้ามาในค่าย
ในตอนที่เฉียวหลันจือนำของฝากจากเวินไท่เฟยมา เลยได้พบแต่เฉียนกว่าง
“ลำบากคุณหนูแล้วขอรับ” เฉียนกว่างค้อมกายก่อนจะยืนเอามือประสานไว้ด้านหน้าท่าทางสงบเสงี่ยม หากแต่ในใจกลับกระวนกระวายเต็มเปี่ยม น้ำหนักของนายหญิงในใจของพ่อบ้านเฉียนนั้นยังคงเป็นเฉียวอวี้หนาน และเป็นมาตั้งแต่ก่อนที่เฉียวหลันจือจะกลับมา
ในยามที่ท่านอ๋องหย่า เขาเป็นแค่ข้ารับใช้ไม่อาจพูดหรือทำอันใดได้ กระทั่งตอนนี้ เฉียวอวี้หนานก็ยังคงเป็นนายหญิงในความคิดของเขา สำคัญสุดคือท่านอ๋องเพิ่งจะอารมณ์ดีทานข้าวได้เยอะกว่าเมื่อปีที่ผ่านมา แล้วจู่ ๆ ตอนนี้ เฉียวหลันจือโผล่มา พ่อบ้านเฉียนกลัวว่าสภาพจิตใจท่านอ๋องจะกลับไปเป็นเช่นเดิม
“นี่ก็ใกล้จะเย็นแล้ว จั้นเหิงคงใกล้จะกลับแล้วกระมัง” เฉียวหลันจือเอ่ยถาม ทำท่าเหมือนจะนั่งรอ
“ช่วงนี้ท่านอ๋องไม่ได้กลับมานอนที่ค่ายขอรับ ทุกคืนออกไปกับเรือลาดตระเวน” เฉียนกว่างโกหกออกไปโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน เขารู้ว่าท่านอ๋องไปนอนที่ค่ายบนเขาทุกคืน
“หมายความว่าอย่างไร แล้วเช่นนี้ ข้าจะได้พบเขาเมื่อใด” น้ำเสียงของเฉียวหลันจือเริ่มเจือความไม่พอใจ
“ข้าน้อยไม่ทราบขอรับ ตั้งแต่มาถึง ท่านอ๋องกลับเข้ามาในค่ายเฉพาะบัญชาการหรือวางแผน จากนั้นก็กลับออกไป ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่บนเรือกลางทะเล ข้าน้อยไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่าท่านอ๋องจะมาเมื่อใด”
เฉียวหลันจือไม่พอใจขึ้นมาแล้วจริง ๆ เพียงแต่นางไม่แสดงออกมา ในเมื่อรู้ว่าไม่ได้พบเซิ่งอ๋องแน่ นางก็กลับออกมาจากค่าย
ส่วนบุรุษที่นางอยากพบ ยามนี้กำลังนั่งจิบชาอยู่บนเขา
ลั่วเฉิงโจวฟังรายงานจากทหารสังเกตการณ์ที่เพิ่งกลับมาจนจบ ก็นำมารายงานต่อ “คุณหนูใหญ่เฉียวนำของฝากจากไท่เฟยไปให้ที่ค่ายพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้นางกลับไปที่จวนรับรองแล้ว”
จูจั้นเหิงฟังแล้ว ไม่ได้เอ่ยอันใด ในหัวเริ่มคิดไปถึงพระมารดา เขาส่งสารลับไปให้ฮ่องเต้นานแล้ว ป่านนี้ชื่อของบุตรชายน่าจะถูกจดเข้าผังราชสกุลเรียบร้อยแล้ว รอเพียงฝ่าบาทมอบกุญแจอายุยืนที่สลักแซ่ราชวงศ์มาให้ อาอันก็จะกลายเป็นเซิ่งอ๋องซื่อจื่อ แต่เรื่องนี้เขายังไม่ได้แจ้งเสด็จแม่ เพราะกลัวว่าพระนางจะแย่งลูกไปจากอวี้หนานแล้วยังบังคับให้เขาแต่งงานกับหลันจือ เช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อใครเลย
ก่อนที่เรื่องมันจะบานปลายไปถึงขั้นนั้น เขาควรบอกพระมารดาและเฉียวหลันจือให้กระจ่าง คิดได้ดังนั้นแล้ว จูจั้นเหิงก็ลุกขึ้นยืน
ลั่วเฉิงโจวเพิ่งจะยกกาต้มน้ำไปวางบนเตาหันมาเห็นก็รีบเดินเข้ามาหา “ท่านอ๋องจะเสด็จไปที่ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไปจวนรับรอง” พูดจบจูจั้นเหิงก็เดินตรงไปขึ้นม้า ทหารที่มาเฝ้าที่นี่มีเพียงสองคน ส่วนองครักษ์นอกจากลั่วเฉิงโจวแล้วก็มีอีกสี่คน ในค่ายเล็ก ๆ แห่งนี้ จึงมีคนรวมแล้วแปดคนเท่านั้น เซิ่งอ๋องควบม้าออกมาจากทางขึ้นเขาพร้อมองครักษ์ติดตามมุ่งหน้าเข้าเมือง
ในจวนรับรอง เวลานี้เสียงขว้างปาข้าวของดังแว่วมาแต่ไกล
ซิ่วอิงเพิ่งจะถูกตบลงไปนั่งกองกับพื้น หางคิ้วซ้ายถูกถ้วยชาขว้างจนแตก