คนเดิม สายตาเปลี่ยน #65
คนเดิม สายตาเปลี่ยน #65
ตอนที่ 32 คนเดิม สายตาเปลี่ยน
เฉียวหลันจือผละออกจากมือที่โอบประคองของหลัวหมัวมัวเดินเข้ามาดึงมือน้องสาวไปกุม “ขอบใจเจ้ามาก ข้ารู้ว่าระหว่างพี่น้องตัดกันไม่ขาด เจ้าอย่าได้โกรธเคืองพี่ใหญ่เลย ข้าไปทุกข์ทรมานอยู่ภายนอกมาสามปี ขอให้ข้าได้กลับมาใช้ชีวิตดี ๆ บ้างเถิด”
อวี้หนานไม่ตอบ ดึงมือกลับมา สภาพของซิ่วอิงยังติดตาจนนางรู้สึกสะอิดสะเอียนกับสัมผัสของหญิงสาวตรงหน้า
หลัวหมัวมัวเกรงว่าเจ้านายจะเก็บอาการไม่ได้จึงรีบชักชวนกลับ “คุณหนูพวกเรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ”
เฉียวหลันจือพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันมาล่ำลาอวี้หนาน “พี่ใหญ่กลับก่อน เอาไว้วันหน้าจะมาเยี่ยมเจ้าใหม่”
เฉียวอวี้หนานยังคงเงียบ เพียงเดินไปส่งอีกฝ่ายขึ้นรถม้าตามมารยาท หลังขบวนเคลื่อนตัวออกไปไกลแล้ว เยี่ยนหลีถึงได้เอ่ยถามน้ำเสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “นั่นยังใช่คุณหนูใหญ่อยู่หรือไม่เจ้าคะ ท่าทางในศาลานั่น...”
“ใช่ นางยังเป็นพี่ใหญ่คนเดิมของข้า มีแต่สายตาของพวกเราที่ไม่เหมือนเดิม” พูดจบอวี้หนานก็ไม่มีความคิดจะอธิบายต่อ หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในเรือน
เยี่ยนหลียืนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งถึงได้กระจ่าง ที่แท้ ที่เจ้านายหมายถึง คือคนยังเป็นคนเดิม แต่ผู้อื่นเพิ่งจะตาสว่าง
บนรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้าน ใบหน้าของเฉียวหลันจือบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ
“นี่ยังตามหานังซิ่วอิงไม่พบอีกหรือ!”
ครั้นนางเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา สีหน้าของหลัวหมัวมัวพลันฉายแววกังวล “ประเดี๋ยวกลับไป บ่าวจะรีบไปถามฮูหยินท่านผู้ว่า ธรรมดาแล้วอิงเอ๋อไม่กล้าไปไหนไกล บ่าวกลัวเหลือเกิน...”
หลัวหมัวมัวยังพูดไม่ทันจบก็ถูกปรายตามอง นางจึงไม่กล้าพูดต่อ
ทางด้านอวี้หนาน หลังกลับเข้ามาในเรือน ก็เจอกับซิ่วอิง อีกฝ่ายมานั่งคุกเข่ารออยู่
“คุณหนูรอง” ซิ่วอิงโขกศีรษะ เดิมทีเจ้าตัวเป็นคนไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว พออาการดีขึ้น สติกลับมาดีเหมือนก่อน ซิ่วอิงก็กลับมาเป็นคนพูดน้อยเหมือนเดิม
“ลุกขึ้นเถิด” อวี้หนานสั่งพลางเดินไปนั่งลงบนตั่ง รอให้ซิ่วอิงลุกขึ้นแล้ว ค่อยเอ่ยถาม “ไฉนพี่ใหญ่ถึงได้ทุบตีเจ้า”
อวี้หนานไม่ถามว่าถูกใครทุบตี เพราะเมื่อคืนซิ่วอิงพร่ำเพ้อตอนขาดสติว่า ห้ามบอกใครว่าถูกคุณหนูใหญ่ทุบตี ต้องจงรักภักดีกับคุณหนูใหญ่ ต้องซื่อสัตย์ เพราะดูแล้วหากถามเช่นนั้น สาวใช้ตรงหน้าไม่มีทางพูดออกมาแน่
เป็นไปตามคาด ซิ่วอิงถูกฝังหัวมาแค่ห้ามบอกใครว่าคุณหนูใหญ่ทุบตี แต่ไม่ได้มีคำสั่งนอกเหนือจากนั้น นางจึงพูดออกมา “คุณหนูใหญ่แค่ต้องการระบายอารมณ์เจ้าค่ะ”
“ทุบตีเจ้าตั้งแต่เด็กเพื่อระบายอารมณ์น่ะหรือ?”
“เจ้าค่ะ”
ตอนนี้อวี้หนานรู้แล้วว่าซิ่วอิงถูกทุบตีมาตั้งแต่เด็ก นางแสร้งบ่น “หลัวหมัวมัวนี่ใช้ได้ที่ไหน ตระกูลเฉียวของข้าไม่ได้มีนิสัยชอบทำร้ายคนเสียหน่อย บังอาจสั่งสอนพี่ใหญ่เสียคน เห็นทีข้าต้องบอกท่านพ่อท่านแม่ให้จัดการเสียแล้ว”
ได้ยินอย่างนั้น ซิ่วอิงพลันคุกเข่าลงอีกครั้ง “ทะ...ท่านแม่ ไม่ได้สอนนะเจ้าคะ เป็นคุณหนูใหญ่มีนิสัยชอบทุบตีข้าเอง อย่าโทษท่านแม่”
อวี้หนานได้คำตอบที่ต้องการแล้ว ก็มองไปยังบาดแผลของนาง บาดแผลนั้นบอกถึงเรี่ยวแรงและนิสัยใจคอคนกระทำได้ชัดเจน คนป่วยกระเสาะกระแสะสามวันดีสี่วันไข้ที่ไหนจะมีแรงมาอาละวาดทุบตีผู้อื่น
ที่แท้พี่สาวของนางก็เสแสร้งแกล้งทำมาตั้งแต่เด็ก แต่การจะแกล้งเป็นคนป่วยได้นั้น ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ นอกจากคนใกล้ชิดแล้ว ยังต้องมีหมอ ครั้นนึกไปถึงหมอประจำตระกูลแล้ว อวี้หนานเหมือนจะไม่รู้เรื่องของอีกฝ่ายเลย
มาถึงตอนนี้ นางเพิ่งจะตระหนักว่าในจวนตระกูลเฉียวดูเหมือนจะมีเรื่องลึกลับซับซ้อนซุกซ่อนอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเรื่องอันใด
ทันทีที่นางคิดเช่นนี้ ใครคนหนึ่งพลันผุดขึ้นมาในหัว
หลายครั้งที่จื้ออวี้ดูเหมือนมีอะไรจะพูด แต่ไม่กล้า บางทีอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
คิดได้ดังนั้นแล้ว เฉียวอวี้หนานก็สั่งให้ซิ่วอิงไปพัก ก่อนจะเข้าไปเขียนจดหมาย แล้วให้เยี่ยนหลีนำไปไหว้วานพ่อบ้านเฉียน
“บอกพ่อบ้านเฉียนว่าข้ารบกวนขอฝากจดหมายไปให้น้องชายที บอกว่าเป็นจดหมายลับ”
“เจ้าค่ะ” เยี่ยนหลีรับคำรีบไปจัดการ
หลังจากเยี่ยนหลีไปแล้ว อวี้หนานก็ต้องมานั่งหัวเราะเยาะตัวเอง ทั้งที่บอกกับเซิ่งอ๋องว่าไม่ต้องมาให้เห็นหน้า แต่นางกลับเป็นฝ่ายไปพึ่งพาเขา
เหอหมัวมัวอุ้มเด็กน้อยเข้ามาพอดี อวี้หนานจึงหยุดคิดแล้วหันมาสนใจบุตรชาย
ขณะเดียวกัน ขบวนของบุตรีคนโตของจิ้งอันโหวเพิ่งจะมาถึงท่าเรือ
เฉียวหลันจืออ้างฐานะคู่หมั้น การหาข้อมูลการทำงานของเซิ่งอ๋องจึงไม่ใช่เรื่องยาก
นายกองคนหนึ่งบอกว่า ท่านแม่ทัพกำลังตรวจสอบเรือสินค้าสองลำที่เพิ่งมาจอดเทียบท่า เฉียวหลันจือก็เลยตามมาที่นี่
รถม้าของนางหยุดริมทางหน้าร้านชา ไม่ได้เข้าไปในลานท่าเรือ หลัวหมัวมัวกับอวิ๋นเซวี่ยลงมารอรับ ทันทีที่นางก้าวลงมา ชายร่างสูงใหญ่ทั้งสามคนในร้านก็พากันตกตะลึง
เฉียวหลันจือเท้าเพิ่งจะแตะพื้นยังยืนไม่มั่นคง ชายหนึ่งในสามก็พุ่งเข้ามาหานาง
“นังแพศยา!” เสียงของเขาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันราวกับมีความแค้นกันมาหลายชาติ พริบตาเดียว เหลียงคุนก็มายืนเบื้องหน้านาง