LNCrawler

คืนโจรบุก #68

เมื่อหวางเฟยหมดรัก — novel.dek d.com · All chapters

คืนโจรบุก #68

คุณหนูใหญ่ต้องกลายเป็นเมียเหลียงคุนหัวหน้าโจร ส่วนนางก็ต้องเป็นนางบำเรอโจรพวกนั้น สามปีกินยาขับเลือดมากกว่าสิบครั้ง อวิ๋นเซวี่ยคิดไปแล้วก็ยิ่งเกลียดชังเฉียวอวี้หนาน อีกทั้งยังเกลียดเหลียงคุนด้วย

“ถ้าจบเรื่องแล้ว คุณหนูจะทำอย่างไรกับเจ้าเหลียงคุนนั่นหรือเจ้าคะ”

เมื่อครู่รอยยิ้มของหลันจือว่าร้ายแล้ว มาถึงตอนนี้ชั่วร้ายยิ่งกว่า “ฆ่าทิ้ง”

นางเป็นนายหญิงแห่งค่ายโจรป่ามาสามปี สังหารคนด้วยมือตนเองมาแล้วนับไม่ถ้วน เรื่องฆ่าคนสำหรับนางถือเป็นเรื่องธรรมดา

อวิ๋นเซวี่ยมีสีหน้าสาแก่ใจ

ในหมู่บ้าน อวี้หนานยังคงใช้เวลาพูดคุยกับซิ่วอิงสร้างความสนิทสนมให้นางรู้สึกเป็นกันเอง วันนี้นางยอมพูดมากขึ้นมาหน่อย นั่นนับเป็นสัญญาณที่ดี

ตกเย็น เซิ่งอ๋องก็มานั่งอยู่บนเก้าอี้รากไม้ตัวเดิม

คืนนี้ ท้องฟ้าเหนือฝูโจวมืดเร็วกว่าปกติ เมฆฝนบดบังจันทร์เสี้ยวที่เหลืออยู่ ลมจากทะเลพัดย้อนเข้าฝั่ง กลิ่นเกลือกับโคลนติดมาตามลม

จูจั้นเหิงรอจนไฟในหมู่บ้านมืดมิด แล้วถึงค่อยมุดเข้ากระโจมเหมือนเช่นทุกคืน

กระทั่งพระจันทร์เคลื่อนมาอยู่กลางศีรษะ

บนไหล่เขา ลมแรงจนชายกระโจมสะบัดดังพึ่บพั่บ เปลวไฟจากกองไฟสะบัดไปมา ลั่วเฉิงโจวกับองครักษ์อีกเจ็ดคน เริ่มหน้านิ่วคิ้วขมวด

ค่ายเล็กแห่งนี้ไม่ได้ตั้งไว้รับศึก คนเก้าคนมีเพียงม้าคนละตัว กระบี่ ธนูสั้น และพลุส่งสัญญาณสองกระบอก เดิมทีจูจั้นเหิงไม่ต้องการให้กำลังทหารบนเขามากจนคนในหมู่บ้านตื่นกลัว เขามาที่นี่เพื่อมองเรือนหลังหนึ่งอย่างลับ ๆ

คืนนี้กลับมีบางอย่างผิดปกติ

เสียงสุนัขท้ายหมู่บ้านเห่าขึ้นสองครั้งแล้วเงียบไป คล้ายถูกผู้ใดตัดเสียงกลางคัน ไม่นานนกน้ำฝูงหนึ่งก็บินแตกขึ้นจากดงกกริมคลอง ทั้งที่ยามนี้ไม่มีเรือประมงออกจากฝั่ง

จูจั้นเหิงเป็นคนมีสัมผัสไว เขาลุกจากฟูกนอนแล้วมุดออกมาจากกระโจมทันที

ลั่วเฉิงโจวมองไปยังคลองเบื้องล่าง ผิวน้ำมืดสนิท มีเพียงเส้นสีขาวจากคลื่นซัดตลิ่ง แรกเห็นไม่พบสิ่งใด ครั้นฟ้าแลบเหนือทะเล เงาเรือท้องแบนสามลำกลับปรากฏอยู่หลังดงกก หัวเรือไม่มีโคม คนบนเรือใช้ผ้าพันใบพายเพื่อไม่ให้กระทบกราบ

“ท่านอ๋อง” ลั่วเฉิงโจวขยับเข้ามา “เรือพวกนั้นไม่ใช่ของชาวบ้านพ่ะย่ะค่ะ”

จูจั้นเหิงมองไปจุดเดียวกัน เขาไม่เสียเวลามองซ้ำ

“จุดพลุ เรียกคนจากค่ายใหญ่ ทุกคนลงเขา!”

องครักษ์ผู้ถือพลุชักกระบอกไม้ไผ่ออกจากถุงผ้า จุดชนวนแล้วชูขึ้นเหนือศีรษะ แสงสีแดงพุ่งทะลุเมฆต่ำ แตกกระจายเหนือยอดสน

แทบจะในเวลาเดียวกัน เปลวไฟสามจุดลุกขึ้นในหมู่บ้าน

จุดแรกอยู่ตรงโรงเก็บฟางทางตะวันออก จุดที่สองลามจากหลังคายุ้งข้าว ส่วนจุดที่สามเกิดข้างคอกสัตว์คนละทิศกับลม ไฟทั้งสามกองถูกจุดพร้อมกันเพื่อให้ชาวบ้านแตกตื่น เสียงฆ้องเตือนภัยดังขึ้นเพียงสามครั้งก็ขาดหาย ตามด้วยเสียงร้องของคนกับเสียงประตูถูกถีบพัง

จูจั้นเหิงคว้ากระบี่วิ่งลงจากเขา

ทางตัดที่เขาใช้เดินลงไปมองเรือนอวี้หนานทุกคืนเป็นเพียงทางสัตว์ กว้างไม่ถึงสองช่วงไหล่ รากสนชอนไชอยู่ใต้ใบไม้เปียก หากก้าวพลาดย่อมกลิ้งตกหน้าผา คนทั้งเก้ากลับไม่มีผู้ใดชะลอฝีเท้า จูจั้นเหิงนำหน้า กระโดดข้ามร่องน้ำกับก้อนหิน อาศัยแสงไฟจากหมู่บ้านบอกทิศ

องครักษ์แปดคนเรียงตามหลังลงมา เสียงลมกับเสียงผู้คนเบื้องล่างกลบเสียงฝีเท้าพวกเขาจนหมด

ยังไม่ถึงตีนเขา กลิ่นควันก็พุ่งขึ้นมาปะทะใบหน้า

ชายแต่งกายอย่างชาวประมงสองคนยืนเฝ้าทางแยก คนหนึ่งถือดาบ อีกคนพาดหน้าไม้ไว้บนแขน พวกมันคงไม่คิดว่าจะมีคนลงมาจากเขา พอได้ยินกิ่งไม้หักจึงเงยหน้าขึ้น แต่ช้าเกินไป

จูจั้นเหิงกระโจนจากโขดหินสูง กระบี่ฟันลงบนหน้าไม้จนหักครึ่ง แรงถีบส่งคนถืออาวุธล้มกลิ้งไปกระแทกต้นไม้ ชายถือดาบยกคมขึ้นหมายฟันขา เขาพลิกข้อมือรับ เสียงเหล็กกระทบกันดังกังวาน ก่อนที่ปลายกระบี่จะย้อนแทงใต้รักแร้ตรงช่องว่างของเสื้อเกราะหนัง

ลั่วเฉิงโจวกับองครักษ์คนอื่นวิ่งข้ามร่างทั้งสองลงไปทันที เมื่อพ้นแนวไม้ ทุกคนจึงเห็นจำนวนคนร้ายชัดเจน ชายฉกรรจ์เกือบสี่สิบคนกระจายอยู่ตามบ้านเรือนต่าง ๆ พวกหนึ่งเผายุ้งกับปล่อยสัตว์ อีกพวกทุบประตูค้นของ แต่กลุ่มที่มีผ้าแดงผูกต้นแขนไม่ได้หยุดปล้น พวกมันวิ่งตรงไปทางเรือนหลังใหญ่ท้ายหมู่บ้าน

จูจั้นเหิงเห็นทิศทางนั้นแล้วสีหน้าเปลี่ยน

“เฉิงโจว พาคนสี่คนตามข้า ที่เหลือช่วยชาวบ้านเปิดทางหนี!”

ลั่วเฉิงโจวชี้องครักษ์สามคนให้แยกไปยังลานกลางหมู่บ้าน ตนเองกับอีกสี่คนติดตามเจ้านายเข้าไปในตรอกแคบ คนร้ายห้าคนกำลังไล่ฟันชาวบ้านที่วิ่งออกจากเรือน จูจั้นเหิงไม่อ้อมหลบ เขาใช้ไหล่กระแทกคนแรกชนกำแพง กระบี่ในมือปัดดาบอีกเล่มออก ก่อนจะฟันย้อนจากล่างขึ้นบน เลือดร้อนสาดบนแขนเสื้อ

อีกสามคนกรูเข้ามาพร้อมกัน

ตรอกแคบทำให้พวกมันล้อมไม่ได้ จูจั้นเหิงยืนขวางอยู่ตรงกลาง รับดาบคนซ้ายแล้วใช้ศอกกระแทกใบหน้า คนขวาแทงสวนเข้าหาท้อง เขาเบี่ยงตัวให้ปลายดาบเฉี่ยวชายเสื้อ มือซ้ายคว้าข้อมือคนผู้นั้นบิดลงกับเข่า เสียงกระดูกหักดังปนกับเสียงร้อง กระบี่ของเขาไม่ได้หยุดตาม ลงไปตัดเส้นเอ็นตรงข้อพับของคนที่สาม