ย้ายเรือน #6
ย้ายเรือน #6
เฉียวอวี้หนานก้าวเข้าไปในห้อง กลิ่นสุราดอกเหมยจากสำรับเมื่อคืนยังตกค้างอยู่ อาหารทั้งหมดถูกยกออกไปแล้ว เหลือรอยวงกลมจาง ๆ บนโต๊ะตรงตำแหน่งที่เคยวางถ้วยสองใบ
นางเปิดประตูตู้เสื้อผ้า “เก็บเฉพาะอาภรณ์ที่เป็นสินเดิม สิ่งไหนที่ไม่ใช่วางไว้ที่เดิม”
เหอหมัวมัวปิดประตูห้องก่อนจะเข้ามาใกล้ “เรือนจือจู่อยู่ไกลจากครัวและประตูด้านใน หากพระองค์เจ็บป่วยกลางคืนจะตามหมอลำบาก ควรทูลท่านอ๋องเรื่องครรภ์นะเพคะ อย่างน้อยพระองค์จะได้ไม่ต้องย้าย”
“ท่านคิดว่าแค่เลือดก้อนเดียวจะเปลี่ยนทุกอย่างได้จริงหรือ” อวี้หนานไม่สนใจเก็บของต่อ เรื่องนี้หาใช่มีเพียงเซิ่งอ๋องเห็นชอบ แม้แต่เวินไท่เฟยยังเห็นชอบ นางจะเอาอะไรไปสู้ ดึงดันไปยิ่งทำให้ตนเองโดนดูถูก
เหอหมัวมัวถอนหายใจ ก้มลงช่วยแยกของอย่างระมัดระวัง
เฉียวอวี้หนานคลี่ปมผ้า มองรองเท้าเด็กคู่เล็กที่เย็บเสร็จเพียงข้างเดียว ก่อนหยิบเทียบยาจากก้นหีบสอดเข้าไปใต้หนังสือหย่า แล้วผูกห่อกลับดังเดิม นางส่งห่อผ้าให้เหอหมัวมัว “เก็บไว้ในหีบของท่าน อย่าให้ใครเห็น”
“เพคะ”
ดวงตาเหนื่อยล้าหันไปมองเตียงที่เคยร่วมหอ ม่านสีแดงเข้มเปลี่ยนเป็นสีหม่นตามกาลเวลา ตรงหัวเตียงมีรอยขีดบาง ๆ จากคืนที่จูจั้นเหิงกลับมาพร้อมบาดแผล เขาเคยจับมือนางไว้ตอนพิษไข้ขึ้นสูง
เฉียวอวี้หนานยกมือปลดพู่ผูกม่านที่ตนปักเอง วางมันกลับลงในลิ้นชัก
แสงสุดท้ายเหนือกำแพงจวนเซิ่งอ๋องค่อย ๆ เลือนหาย บ่าวชายจากเรือนนอกยกหีบไม้เข้าออกเรือนฉางเยว่ไม่ขาด เสียงเปิดตู้ ลากโต๊ะ และมัดเชือกดังปะปนกันไปทั่วลานที่เคยสงบมาตลอดสองปี
เฉียวอวี้หนานยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองเยี่ยนหลีแยกปิ่นกับกำไลลงในหีบสินเดิมทีละชิ้น ของที่จวนอ๋องมอบให้ยังวางอยู่บนถาดดังเดิม ไม่ว่าปิ่นมุกจากวันอภิเษก กำไลหยกขาวที่ได้ในวันเกิด หรือหวีงาช้างที่จูจั้นเหิงเคยนำกลับมาจากชายแดน นางไม่ได้สั่งให้นำไปแม้แต่ชิ้นเดียว
“ของพวกนี้เล่าเพคะ” เยี่ยนหลีชี้ไปยังหีบเครื่องประดับ ใบหน้าของสาวใช้ยังแดงจากการกลั้นโทสะ “ล้วนเป็นของที่ท่านอ๋องประทานแก่พระองค์”
“แยกไว้ต่างหาก” อวี้หนานพลิกสมุดรายการสินเดิมไปอีกหน้า “อย่าปะปนกับของข้า”
เยี่ยนหลีอ้าปากคล้ายอยากทักท้วง เหอหมัวมัวกำลังพับอาภรณ์อยู่ข้างเตียงส่ายหน้าให้นาง เยี่ยนหลีจำต้องก้มหน้ากลับไปทำงาน ภายในห้องจึงเหลือเพียงเสียงผ้าเสียดสีกันกับเสียงบ่าวยกหีบเดินผ่านประตู
ฝุ่นจากหลังตู้ถูกกวาดฟุ้งขึ้นมา กลิ่นการบูรที่อบอยู่ในหีบเก่าปะทะจมูก อวี้หนานรีบผินหน้า ความคลื่นไส้แล่นขึ้นมาจนต้องใช้นิ้วกดขอบโต๊ะเอาไว้ นางรอให้ลมหายใจกลับมาเป็นปกติแล้วค่อยปิดสมุดลง
เหอหมัวมัวเห็นสีหน้าเจ้านายก็รีบส่งน้ำอุ่นให้ “ไปพักด้านนอกก่อนเถิดเพคะ ตรงนี้มีฝุ่นมาก”
อวี้หนานส่ายหน้า “เหลือเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามแล้วข้าต้องดูให้เรียบร้อย”
“หวางเฟยยังจะรักษาของให้พวกเขาอีกหรือเพคะ” เยี่ยนหลีวางกล่องไม้ลงแรงกว่าปกติ ฝาปิดกระทบขอบดังปึง “เรือนนี้เป็นเรือนหอของพระองค์ พู่ม่านก็ทรงปักเอง เครื่องเรือนหลายชิ้นก็ทรงให้ช่างมาซ่อมใหม่ เหตุใดพอคุณหนูใหญ่กลับมา ทุกอย่างจึงกลายเป็นของผู้อื่นหมดแล้วเล่า!”
เฉียวอวี้หนานเหลือบมองพู่ที่เพิ่งถูกวางทิ้งไปในลิ้นชัก “เพราะมันไม่เคยเป็นของข้ามาตั้งแต่แรก”
เยี่ยนหลีเม้มริมฝีปาก เหอหมัวมัวมองนางด้วยสายตาตำหนิ เยี่ยนหลีเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองทำให้เจ้านายเสียใจอีกแล้ว ตั้งแต่นั้นนางจึงไม่กล้าพูดอันใดอีก
เสียงคนเฝ้าประตูรายงานเข้ามาเป็นทอด ๆ จนมาถึงข้างใน ว่าจิ้งอันโหวกับฮูหยินมาถึงแล้ว คนในห้องต่างหยุดฟังอยู่ชั่วอึดใจ
ข่าวว่าคุณหนูใหญ่สกุลเฉียวรอดชีวิตกลับมา แพร่ไปถึงจวนตระกูลเฉียวก่อนฟ้าสาง บิดามารดาย่อมไม่มีทางรอจนถึงวันรุ่งขึ้น เมื่อประตูชั้นในเปิดรับแขก คนตระกูลเฉียวก็ผ่านทางเดินด้านตะวันออก มุ่งตรงไปยังเรือนชิงหลัวโดยไม่หยุดที่ใด
เฉียวอวี้หนานก้มเปิดหีบอีกใบ “เก็บของต่อเถิด”
ไม่ถึงครึ่งก้านธูป เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังใกล้เข้ามา จิ้งอันโหวไม่ได้เดินไปเรือนชิงหลัวตามทางหลัก หากเลือกตัดผ่านลานฉางเยว่เพราะใกล้กว่า ครั้นมาถึงประตูวงเดือน เขากลับพบคนของฝ่ายพ่อบ้านกำลังขนหีบออกจากเรือนบุตรสาวคนรอง
เฉียวเหวินเทาหยุดอยู่ตรงทางเดิน ภายใต้อาภรณ์สีเข้มปักลายเมฆ ใบหน้าซึ่งเคยสุขุมมีร่องรอยเร่งร้อนปรากฏชัด ฟางซื่อเดินเคียงข้างมา ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้ ส่วนเฉียวจื้ออวี้ติดตามอยู่ด้านหลังพร้อมหมอหลวงแซ่หานและบ่าวถือกล่องยา
อวี้หนานก้าวลงจากระเบียงหน้าเรือนเพื่อรับพวกเขา คนในสกุลเฉียวจึงจำต้องคำนับนางตามฐานะ
“ท่านพ่อไม่ต้องมากพิธี” นางเบี่ยงกายหลบการคำนับ ก่อนจะหันไปประคองมารดา “พี่ใหญ่ฟื้นแล้ว นางกำลังรอพวกท่านอยู่”
ฟางซื่อจับแขนบุตรสาวไว้ แต่สายตากลับมองผ่านไหล่นางไปยังทางเรือนชิงหลัว “พี่เจ้าจำแม่ได้หรือไม่ บาดแผลหนักมากหรือ หมอว่าอย่างไรบ้าง”